แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 7

ค่ำคืนก่อนทัพหลวงเคลื่อนพล

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"ดูท่า... ท่านคงมาขัดจังหวะความลับสำคัญเข้าเสียแล้วกระมังครับ?" ซุ่มเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งที่กระทบกันในถ้วยกระเบื้องเคลือบ ลอยละล่องผ่านม่านไหมปักลายเมฆาและหงส์เหิน ภายในตำหนักรับรองกองบัญชาการทัพหน้ายามราตรีดึกสงัด กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมลอยวนเวียนผสมผสานกับกลิ่นอางสนิมเหล็กจางๆ ที่ติดมากับชุดเกราะหนังของบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุด จ้าวซานหลางไม่ได้ขยับกายออกจากเก้าอี้พนักสูงสลักลายพยัคฆ์ ดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีหรี่ลงเล็กน้อย จับจ้องร่างระหงในอาภรณ์สีเทาเข้มของฉางเยว่ที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า แสงเทียนสีส้มสลัวสาดกระทบโครงหน้าเรียวได้รูปและสันจมูกโด่งรั้นระคนความเฉลียวฉลาด นางไม่มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แม้ว่าในมือเรียวบางนั้นจะกำลังถือม้วนแผนที่ยุทธศาสตร์ที่เพิ่งถูกคลี่ออกครึ่งหนึ่ง "ความลับที่ต้องใช้ชีวิตของคนครึ่งกองทัพแลกมา... หากข้าไม่มาขัดจังหวะ เกรงว่าท่านอ๋องคงต้องเป็นผู้แบกรับความอัปยศจากการตัดสินใจผิดพลาดในยามรุ่งสางนี้ด้วยกระมังเพคะ... เอ้ย, ครับ" ฉางเยว่แก้คำเรียกขานในลำคออย่างรวดเร็ว เมื่อตระหนักว่าตนเผลอใช้น้ำเสียงยามอยู่ในราชสำนักกับบุรุษตรงหน้า ริมฝีปากหยักลึกของท่านอ๋องกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่มันกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวอบอุ่นและอันตรายขึ้นในคราเดียวกัน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิทก้าวเข้าไปใกล้ทีละน้อย เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดั่งจังหวะกลองศึกที่คอยบีั้นทอนสติสัมปชัญญะของผู้ฟัง "เจ้ากล้าดียังไงถึงกล่าวหาว่าแผนการเดินทัพที่ข้าและเหล่าแม่ทัพร่วมกันพิจารณาแรมเดือน เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด" ซานหลางหยุดยืนห่างจากนางเพียงแค่เอื้อมมือ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นเหล้าหมักชั้นดีโชยปะทะนาสิกของกุนซือสาว ฉางเยว่ไม่ถอยหลังหนี นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมโหดที่สุดในแผ่นดินอย่างไร้ความหวาดกลัว ดวงตาคู่สวยฉายแววระยับดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด "ท่านอ๋องทรงปราดเปรื่องเรื่องการศึก แต่ในค่ำคืนนี้ ทิศทางลมแปรปรวน กลุ่มดาวเต่าดำเคลื่อนคล้อยผิดตำแหน่ง หากทัพหลวงเคลื่อนพลผ่านช่องเขาอัคคีตามแผนเดิมในยามเหมันต์นี้... ไฟป่าที่ถูกจุดขึ้นโดยกองกำลังลับขององค์ชายรอง จะเปลี่ยนหุบเขานั้นให้กลายเป็นเตาเผามนุษย์ ท่านคิดว่าทหารกล้าสามหมื่นนายจะรอดกลับมาสักกี่คนครับ?" คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางห้องโถง ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ซานหลางหรี่ตามองสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา ลึกเข้าไปในแววตานั้นมีความประหลาดใจวาดผ่าน แต่ถูกกลบเกลื่อนด้วยความเยือกเย็นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลเรื่องกองกำลังลับขององค์ชายรองในหุบเขาอัคคี เป็นความลับสุดยอดที่แม้แต่แม่ทัพกองหน้ายังไม่ล่วงรู้ แล้วเหตุใด... สตรีที่ควรจะศึกษาเพียงตำราพิชัยสงครามในห้องหนังสือ กลับมองทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้ "เจ้าล่วงรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร" ซานหลางเอ่ยถาม น้ำเสียงกดต่ำลงจนน่ากลัว มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้าจับข้อศอกเรียว แต่นางกลับเบี่ยงกายหลบได้อย่างงดงามราวกับสายน้ำไหลผ่านโขดหิน "หน้าที่ของกุนซือมิใช่การนั่งรอฟังคำสั่งบนกองกระดาษ หากแต่คือการมองให้เห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น และระวังภัยที่แม้แต่แม่ทัพผู้เกรียงไกรยังมองข้าม" ฉางเยว่กล่าวเสียงเรียบ นางหมุนตัวกลับไปมองแผนที่ยุทธศาสตร์บนโต๊ะไม้จันทน์ ก่อนจะหยิบพู่กันขนหมาป่าขึ้นมาจุ่มหมึกดำ แล้วตวัดมือเขียนเส้นทางใหม่ทับลงไปบนแผนที่เดิมอย่างแม่นยำและเด็ดขาด "หากเราเปลี่ยนเส้นทางอ้อมผ่านป่าทึบทางทิศเหนือ แม้จะเสียเวลาเพิ่มขึ้นครึ่งวัน แต่เราจะสามารถตลบหลังกองกำลังซุ่มโจมตีขององค์ชายรองได้อย่างสมบูรณ์แบบ... นี่คือแผนการที่ข้าเพิ่งคำนวณขึ้นเมื่อครู่ หวังว่าท่านอ๋องจะทรงตรึกตรองดูอีกสักนิดนะครับ" ซานหลางก้มมองเส้นทางที่ถูกร่างขึ้นใหม่บนแผนที่ ดวงตาคมกริบกวาดตามองทุกรายละเอียด เส้นสายที่นางลากผ่านแสดงถึงความเข้าใจในภูมิประเทศอย่างลึกซึ้ง ราวกับนางเคยเดินสำรวจผืนป่าเหล่านั้นด้วยตนเองมานับครั้งไม่ถ้วน ความสามารถที่เกินกว่าสตรีทั่วไปนี้ทำให้หัวใจที่ด้านชาและโดดเดี่ยวของแม่ทัพหนุ่มเกิดระลอกคลื่นความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ "เจ้าช่าง... อันตรายเสียจริง ฉางเยว่" ซานหลางพึมพำเบาๆ น้ำเสียงเจือความระอาแกแกมความชื่นชมที่ยากจะปิดมิด "หากเจ้ามิได้อยู่ฝ่ายเดียวกับข้า ป่านนี้หัวของเจ้าคงประดับอยู่บนยอดเสาธงค่ายทหารไปนานแล้ว" "ข้าคงต้องขอบพระทัยในความเมตตาของท่านอ๋องกระมังครับ" นางตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ท้าทายและงดงามจนทำให้หัวใจของบุรุษผู้ผ่านศึกมาโชกโชนถึงกับกระตุกวูบ บรรยากาศรอบตัวทั้งสองเริ่มเปลี่ยนจากความตึงเครียดของการชิงไหวชิงพริบ กลายมาเป็นความเงียบงันที่อบอวลไปด้วยกระแสความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนและลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยวาจา ซานหลางก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอีกครั้ง คราวนี้ฉางเยว่ไม่มีช่องว่างให้หลบหนี แผ่นหลังของนางแนบชิดกับขอบโต๊ะไม้ ขณะที่ร่างสูงใหญ่ของท่านอ๋องโน้มลงมา กักขังนางไว้ในอ้อมแขนที่ทรงพลัง "เจ้ารู้ตัวหรือไม่... ว่าการเข้ามาพัวพันในเกมการเมืองระหว่างราชบัลลังก์กับกองทัพเช่นนี้ มันไม่ได้มีเพียงแค่เกียรติยศหรือชัยชนะ แต่มันแลกมาด้วยลมหายใจ" ซานหลางกระซิบชิดริมหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหง ทำให้ขนอ่อนลุกชันขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ "ข้าทราบดีครับ ท่านอ๋อง" ฉางเยว่เงยหน้าขึ้นสบตาโดยไม่ยอมหลบหลีก แม้หัวใจในอกจะเต้นรัวราวกองศึก "แต่คนเราย่อมต้องเลือกยอมตายเพื่อความถูกต้อง หรือมีชีวิตอยู่เพื่อมองดูแผ่นดินล่มจม... ข้าเลือกอย่างแรก และหวังว่าท่านอ๋องจะทรงเลือกเส้นทางเดียวกัน" ความเด็ดเดี่ยวในดวงตาคู่นั้นทำให้ซานหลางแทบคลั่ง เขาอยากจะดึงร่างบางนี้เข้ามาสวมกอดไว้แน่นๆ เพื่อปกป้องจากภยันตรายทั้งปวง แต่หน้าที่และภาระอันหนักอึ้งบนบ่าทำให้เขาทำได้เพียงแค่ใช้สายตาถ่ายทอดความรู้สึกมั่นคงดั่งหินผาที่เขามีต่อนาง "ข้าสัญญา..." น้ำเสียงของแม่ทัพใหญ่ทุ้มต่ำและจริงจังอย่างยิ่งยวด "ตราบใดที่ดาบในมือข้ายังไม่หักสะบั้น จะไม่มีใครแตะต้องปลายเส้นผมของเจ้าได้แม้แต่เส้นเดียว" ท่ามกลางลมหนาวที่พัดโชยผ่านหน้าต่างกระดาษสา ความอบอุ่นจากอ้อมกอดที่ไม่ได้ล่วงเกินแต่แนบแน่นด้วยความไว้วางใจเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทว่า ในวินาทีที่หัวใจของทั้งสองกำลังจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้แผนการรบที่ถูกแก้ไขใหม่... *เคร้ง!* เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากลานกว้างหน้าตำหนัก ตามด้วยเสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงตะโกนโกลาหล "มีมือสังหารบุกเข้ามา! คุ้มครองท่านอ๋อง!" ซานหลางผละออกจากร่างบางในพริบตา แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมโหดดุดันดั่งพยัคฆ์ร้ายในชั่วพริบตา มือหนากระชับด้ามกระบี่ข้างกายทันที ทว่า ก่อนที่เขาจะได้ก้าวออกไปตรวจสอบสถานการณ์ ประตูตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามือขององครักษ์คนสนิท ท่านอ๋องก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อบังร่างของฉางเยว่ไว้เบื้องหลัง ดวงตาดุดันมองไปยังผู้ที่ก้าวเข้ามาใหม่ ท่ามกลางความมืดของราตรีและคราบเลือดที่เปรอะเปื้อนชุดเกราะ องครักษ์หนุ่มคุกเข่าลงด้วยความตื่นตระหนก พร้อมกับยื่นวัตถุสิ่งหนึ่งส่งให้ด้วยมือที่สั่นเทา "ท่านอ๋อง... แม่ทัพใหญ่... มีราชโองการลับจากเมืองหลวงส่งตรงถึงมือท่าน... และ..." องครักษ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "และมีข่าวจากสายลับว่า... พระสนมเอกผู้เป็นมารดาของท่านอ๋อง ถูกองค์ชายรองกักบริเวณไว้ที่ตำหนักบูรพาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและก้าวผ่านค่ำคืนอันหนาวเหน็บเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%