"หากกลอุบายตื้นเขินเพียงเท่านี้คือสิ่งที่ใต้เท้าหยางใช้แลกกับลมหายใจของตระกูล... เกรงว่าอีกสามวันให้หลัง ศีรษะบนบ่าของท่านคงต้องย้ายไปประดับอยู่บนกำแพงเมืองด้านทิศเหนือเป็นแน่ครับ"
สำเนียงนุ่มนวลทว่าเยียบเย็นราวน้ำค้างแข็งกลางฤดูเหมันต์ดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัดข้ออันน่าอึดอัดภายในห้องโถงลับ ชั้นใต้ดินของหอคอยบรรณารักษ์หลวง กลิ่นอูปอของไม้จันทน์หอมที่ถูกเผาไหม้เพื่อดับกลิ่นอับชื้น ไม่สามารถกลบกลิ่นคาวแห่งอำนาจที่ลอยอวลอยู่ในบรรยากาศได้เลยแม้แต่น้อย
แสงจากเปลวเทียนสีส้มวับแวมสะท้อนลงบนใบหน้าครึ่งซีกของฉางเยว่ นางนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้สลักลวดลายวิจิตร ท่าทางสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหยกขาว ชุดคลุมผ้าไหมปักดิ้นเงินลายเมฆาเคลื่อนคล้อยรับกับเรือนร่างระหง ปิ่นปักผมรูปดอกเหมันต์สลักจากหยกเนื้อดีไหวเอนตามจังหวะการหายใจแผ่วเบา ดวงตาดำขลับคู่นั้นมองตรงไปยังขุนนางชราเบื้องหน้า ผู้ซึ่งเหงื่อกาฬไหลซึมเต็มแผ่นหลังจนอาภรณ์ชุ่มโชก
รอบโต๊ะประชุมลับแห่งนี้ มีเพียงขุนนางระดับสูงฝ่ายองค์ชายรองสี่คน และเงาร่างสูงตระหง่านของแม่ทัพใหญ่จ้าวซานหลางที่ยืนกอดอกพิงเสาไม้สนซีดาร์ในมุมมืด ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีของท่านอ๋องกวาดมองเหยื่อแต่ละรายด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย ราวกับกำลังพิจารณาสัตว์รอการเชือดในโรงฆ่าสัตว์
"ท่าน... ท่านกุนซือฉาง อย่าได้กล่าววาจาเชือดเฉือนเช่นนั้นเลย" หยางฉี ขุนนางกระทรวงพิธีการผู้หน้าซีดเผือด เอ่ยปากเสียงสั่นเทา มือที่ถือถ้วยน้ำชาสั่นระริกจนน้ำกระฉอก "แผนการเคลื่อนย้ายเสบียงคลังทหารม้าเกราะเหล็ก... ข้าได้ดำเนินการตามที่องค์ชายรองมีรับสั่งทุกประการ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นที่ค่ายกลชายแดนใต้ หาใช่ความรับผิดชอบของข้าไม่!"
ฉางเยว่อยอมรับว่านางรู้สึกระอาใจกับความขี้ขลาดตาขาวของขุนนางยุคนี้ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ลิ้มรสชาติฝาดเล็กน้อยก่อนจะวางลงกระทบโต๊ะเบาๆ เกิดเสียงกังวานใสราวน้ำค้างกระทบใบบัว
"ความผิดพลาดที่คาดไม่เคยถึงว่าท่านจะ ‘โง่เขลา’ จนปล่อยให้บัญชีลับเล่มนั้นตกไปอยู่ในมือของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ... นั่นต่างหากคือสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของสงครามไปตลอดกาล" นางเอ่ยเน้นทีละคำ น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนหยางฉีถึงกับทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นพรม
จ้าวซานหลางที่ยืนนิ่งเงียบมาตลอด ขยับกายก้าวเท้าช้าๆ เสียงรองเท้าบูทหนังแท้กระทบพื้นหินหนักแน่นดังก้อง กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างกำยำจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงอย่างฉับพลัน เขาก้มลงมองขุนนางชราที่ตัวสั่นเทานั้นด้วยสายตาเหยียดหยาม
"สงครามไม่ได้ต้องการคนโง่ที่ทำงานพลาด... และวังหลวงก็ไม่มีพื้นที่ให้สุนัขที่เห่าผิดเวลา" สุ้มเสียงทุ้มต่ำดุดันเอ่ยขึ้น ร่างสูงใหญ่คุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับหยางฉี มือหนาเอื้อมไปแตะด้ามกระบี่ข้างกายเบาๆ "เจ้าเลือกเองว่าจะคายความลับทั้งหมดขององค์ชายรองออกมาก่อนที่ดาบของเปิ่นหวางจะตัดขั้วหัวใจของเจ้า หรือจะให้เปิ่นหวางส่งศพไร้หัวของเจ้าไปให้ฮูหยินที่จวนดูต่างหน้าดีล่ะครับ?"
หยางฉีเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ความกดดันมหาศาลจากแม่ทัพผู้เคยเหยียบย่ำศพนับแสนในสนามรบ ทำให้จิตใจของขุนนางบุ๋นแตกสลายในพริบตา เขากราบกรานลงกับพื้นจนหน้าผากกระแทกแผ่นหินดังโขก
"ข้าพูด! ข้าจะพูดทุกอย่าง! ขอท่านอ๋องโปรดไว้ชีวิต! แผนการที่แท้จริงคือ..."
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ริมฝีปากของหยางฉีอ้าออกเพื่อเอ่ยคำสารภาพสำคัญ ทันใดนั้นเอง—
*ฉับ!*
ลูกศรอาบยาพิษสีดำสนิทแหวกอากาศพุ่งทะลุผ่านช่องหน้าต่างกระดาษบางเฉียบ ปักเข้าที่ลำคอของหยางฉีอย่างแม่นยำไร้ที่ติ ขุนนางชราเบิกตากว้าง อ้าปากพะงาบๆ คล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่มีเพียงเลือดสีดำทะลักออกมาจากมุมปาก ก่อนที่ร่างไร้ลมหายใจจะฟุบลงจมกองเลือดบนพื้นพรม
ความโกลาหลเกิดขึ้นในพริบตา ขุนนางอีกสามคนที่เหลือกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก
"มือสังหาร!" ฉางเยว่ผุดลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ ดวงตางามวาวโรจน์ด้วยความตื่นตัว นางกวาดสายตาไปยังทิศทางที่ลูกศรพุ่งมา
จ้าวซานหลางไม่แม้แต่จะกระพริบตา ร่างสูงทะยานผ่านหน้าต่างออกไปดั่งพญาเหยี่ยวไล่ล่าเหยื่อด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ แต่เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบภายนอกกลับเงียบงันลงอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวและความตายที่เพิ่งมาเยือนตรงหน้า
ฉางเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความตื่นตระหนก นางก้มลงมองรอยเลือดที่ยังอุ่นอยู่บนพื้น ก่อนจะสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้รอยพับแขนเสื้อของศพหยางฉี นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกไปหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
มันคือป้ายคำสั่งทำจากทองคำแท้สลักลวดลาย "มังกรห้าเล็บ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เฉพาะขององค์รัชทายาท... ไม่ใช่องค์ชายรองอย่างที่พวกเขากำลังไล่ล่าแกะรอยอยู่ตลอดเวลา!
หัวใจของกุนซือสาวกระตุกวาบ ความเย็นเยียบแล่นริ้วขึ้นจากปลายนิ้วสู่ขั้วหัวใจ ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ประตูห้องโถงลับ พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นสามครั้ง
"ช่างเป็นภาพการสอบสวนที่น่าชมยิ่งนัก... เสด็จอา และท่านกุนซือฉาง"
น้ำเสียงนุ่มนวลคุ้นเคยเอ่ยทักทาย ร่างโปร่งในอาภรณ์สีขาวปักลายมังกรเงินก้าวเข้ามาท่ามกลางแสงเทียน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนดั่งพระโพธิสัตว์ แต่ในดวงตากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆสิ้นเชิง—องค์ชายรองแย้มยิ้มพลางกวาดตามองซากศพตรงหน้าด้วยแววตาสניกสนุกสนาน
"ดูท่า... ท่านคงมาขัดจังหวะความลับสำคัญเข้าเสียแล้วกระมังครับ?"
ขอบพระคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ด้วยกันนะครับ — พงศาวดารมีชีวิต
แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 6
คมดาบที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้ม
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!