กลิ่นอายของสนิมเหล็กและควันไฟจางๆ ยังคงลอยอวลอยู่เหนือหุบเขาไร้นาม ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ายุทโธปกรณ์นับหมื่นชิ้นของกองทัพศัตรู คือความเงียบงันอันน่าอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่ภายในกระโจมบัญชาการ
"พวกเขาเคลื่อนพลมาถึงค่ายกลชั้นที่สามแล้วพ่ะย่ะค่ะ ท่านแม่ทัพ"
เสียงรายงานจากนายกองทัพหน้าดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่กดดัน จ้าวซานหลางไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองผู้มารายงาน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทมิฬยังคงจดจ่ออยู่กับแผนที่หนังแพะเบื้องหน้า นิ้วแกร่งกุมด้ามกระบี่ประจำกายไว้แน่นจนข้อต่องอขาว ภายนอกเขาคือแม่ทัพผู้เหี้ยมหาญ ไร้ซึ่งความปรานีต่อผู้ใด แต่ภายในใจกลับกำลังคำนวณหมากทุกตาที่อาจหมายถึงชีวิตของไพร่พลนับหมื่น
กองกำลังขององค์ชายรองมีจำนวนมากกว่าพวกเขาถึงสามเท่าตัว การปะทะกันโดยตรงย่อมเป็นหนทางแห่งความพินาศ ชายหนุ่มรู้ดีว่าชัยชนะในครั้งนี้ไม่อาจแลกมาด้วยกำลังพล แต่ต้องอาศัย "ปัญญา" และ "จิตวิทยา" ดั่งที่สตรีผู้หนึ่งเคยกล่าวไว้... ศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุด มักพ่ายแพ้ให้กับความหวาดระแวงในใจของตนเองเสมอ
"ปล่อยให้พวกเขาเข้ามา"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น ราวกับความตายไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด
ฉางเยว่ ซึ่งยืนอยู่มุมมืดของกระโจมโดยมีแสงจากตะเกียงน้ำมันส่องกระทบใบพักตร์นวลเนียน ช้อนสายตาขึ้นสบกับท่านอ๋องผู้เยชา นาฏศิลป์แห่งสงครามจิตวิทยาถูกร้อยเรียงขึ้นในหัวของกุนซือหญิงแล้ว นางมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาเพื่อขัดแย้ง แต่รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของนาง กลับสะท้อนความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ประสานสอดคล้องกับจ้าวซานหลางอย่างไร้รอยต่อ
ณ หุบเขาเบื้องล่าง กองทัพหน้าขององค์ชายรองภายใต้การนำของแม่ทัพผู้ทะเยอทะยานกำลังรุกคืบเข้ามาอย่างฮึกเหิม พวกเขาคาดหวังจะได้พบกับการตั้งรับอันแข็งแกร่ง หรือการซุ่มโจมตีอย่างดุเดือดตามตำราพิชัยสงครามทั่วไป ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นความว่างเปล่า... และธงประจำกองทัพของจ้าวซานหลางที่ปักทิ้งไว้ราวกับหนีเอาตัวรอดอย่างรีบเร่ง
"ท่านแม่ทัพ! พวกมันทิ้งค่ายและถอยร่นไปแล้วขอรับ!" เสียงทหารลาดตระเวนตะโกนรายงานด้วยความฮึกเหิม
แม่ทัพฝ่ายศัตรูหัวרויร่าด้วยความลำพองใจ "ฮ่าๆๆๆ! ลือกันว่าจ้าวซานหลางคือเทพสงครามผู้ไร้พ่าย ที่แท้ก็เป็นเพียงสุนัขจนตรอกที่เห็นกองทัพของเราก็ขาสั่นจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน! ตามพวกมันไป! บดขยี้พวกมันให้สิ้นซาก อย่าให้เหลือแม้แต่รอดชีวิต!"
คำสั่งนั้นถูกส่งต่อและขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว ความกระหายในชัยชนะและความโลภในการสร้างผลงานบังตาแม่ทัพและเหล่าทหารศัตรูจนสิ้น พวกเขาละทิ้งรูปขบวนการตั้งรับ ลืมสิ้นซึ่งความระแวดระวัง เร่งรีบวิ่งกรูเข้าไปในหุบเขาแคบโดยปราศจากการตรวจสอบเส้นทาง
ทว่า... ยิ่งพวกเขาเดินลึกเข้าไปเท่าใด ความเงียบงันก็ยิ่งเข้าปกคลุมมากขึ้นเท่านั้น
เสียงฝีเท้าของม้าศึกและทหารนับหมื่นสะท้อนก้องไปตามผนังหินผาสูงชัน จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น... เสียงดีดพิณอันแผ่วเบา ล่องลอยมาตามสายลมยามวิกาล
บทเพลงจากเครื่องสายโบราณที่ขับขานด้วยทำนองโศกสลดและวังเวง ดังแว่วมาจากยอดหน้าผาสูง ทหารศัตรูหลายนายเริ่มชะลอฝีเท้า ความรู้สึกหนาวเหน็บแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นจากฝ่าเท้าสู่สันหลังโดยไร้สาเหตุ
"หยุดเดินทำไม! ไปต่อสู้! ใครหยุดประหารชีวิต!" แม่ทัพฝ่ายศัตรูตวาดกร้าวด้วยความโมโห
แต่สายเกินไปเสียแล้ว... บนยอดหน้าผาทั้งสองด้าน จ้าวซานหลางยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้ากองพลธนูเงา ท่วงท่าของเขาองอาจและเยือกเย็นดุจพญามัจจุราช ขณะที่ฉางเยว่ก้าวออกมาเคียงข้าง นางมิได้ถืออาวุธใดๆ นอกจากพัดขนนกสีขาวบริสุทธิ์ในมือเรียว
กุนซือหญิงสะบัดพัดเบาๆ สัญญาณลับถูกส่งออกไป
ครั้นแล้ว หุบเขาก็สะเทือนเลื่อนลั่นด้วยเสียงก้อนหินขนาดมหึมาที่ถูกกลิ้งลงมาจากยอดผา ปิดตายทางถอยหลังของกองทัพศัตรูในพริบตา! ความตื่นตระหนกเข้าเกาะกุมหัวใจของทหารนับหมื่นทันที เสียงกรีดร้องและเสียงความโกลาหลดังระเบ็งเซ็งแซ่
"พวกเราถูกซุ่มโจมตี! ตั้งรับ! ตั้งรับเร็วเข้า!"
ท่าทีที่เคยฮึกเหิมมลายหายไปในพริบตา ความหวาดระแวงเริ่มกัดกินจิตใจของศัตรู จ้าวซานหลางไม่อนุญาตให้ทหารของตนปล่อยลูกธนูสังหารในทันที แต่เขากลับสั่งให้ทหารตะโกนกระจายข่าวลือที่ถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้า
"กองทัพหลวงแปรพักตร์แล้ว!"
"องค์ชายรองทรงทิ้งพวกท่านไว้เป็นเบี้ยรับหน้า!"
"ผู้ใดวางอาวุธ จะได้รับการละเว้นชีวิต!"
เสียงตะโกนที่ดังก้องประสานกับเสียงสะท้อนของหุบเขา สร้างความสั่นคลอนให้กับจิตวิทยาของกองทัพที่มีมากกว่าอย่างสิ้นเชิง ทหารศัตรูเริ่มหันมามองหน้ากันเองด้วยความหวาดระعับ ความไว้วางใจที่มีต่อแม่ทัพและนายเหนือหัวพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อความตายมาเยือนพร้อมกับความรู้สึกว่าตนถูกทอดทิ้งให้อยโดดเดี่ยว
จากจุดสูงสุดของกระโจมบัญชาการ ฉางเยว่ทอดมองความโกลาหลเบื้องล่างด้วยแววตาสงบนิ่ง นางหันมาสบตากับจ้าวซานหลางที่ยืนอยู่ข้างกาย ความผูกพันลึกซึ้งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันสะท้อนผ่านความเงียบงัน ทั้งสองไม่ต้องเอื้อMเอ่ยสิ่งใด ก็รับรู้ได้ถึงชัยชนะที่กำลังจะมาถึงโดยแทบไม่ต้องเสียเลือดเนื้อของไพร่พลฝ่ายตนเองเลยแม้แต่น้อย
ทว่า ในขณะที่ความเงียบสงบแห่งชัยชนะกำลังก่อตัวขึ้น เสียงฝีเท้าม้าควบตะบ็งอย่างเร่งรีบก็ดังแหวกความมืดเข้ามาใกล้ค่ายพักอย่างกระชั้นชิด
ทหารสื่อสารผู้หนึ่งพุ่งเข้ามาในกระโจมด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมมและหอบหายใจอย่างรุนแรง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เขารีบคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
"ท...ท่านแม่ทัพ! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ทหารนายนั้นละล่ำละลักกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ "มีพระราชโองการลับจากเมืองหลวง... แจ้งว่าพระสนมเอกผู้เป็นมารดาของท่าน... ถูกองค์ชายรองควบคุมตัวไว้เป็นตัวประกัน และมีรับสั่งให้ท่านวางอาวุธยอมจำนนภายในสามวัน มิฉะนั้น..."
ทหารนายนั้นกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะกล่าวประโยคที่ทำให้ลมหายใจของจ้าวซานหลางสะดุดกึก "มิฉะนั้น... จะพระราชทานยาพิษประหารชีวิตในคืนนี้พ่ะย่ะค่ะ!"
กราบขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ติดตามอ่านมา ณ ที่นี้นะครับ
**พงศาวดารมีชีวิต**
แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 9
กลลวงในหุบเขาไร้นาม
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!