แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 3

พิชัยสงครามบนแผ่นกระดาษ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
เสียงคำรามของม้าเร็วด่วนที่สุดยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคนในค่ายทหารทิศเหนือ ราวกับเสียงกัมปนาทจากสรวงสวรรค์ที่เตือนถึงอัสนีบาตกำลังจะฟาดลงมา "องค์ชายรองทรงนำทัพหลวงเคลื่อนพลมาประชิดชายแดนทิศเหนือแล้ว!" รายงานฉบับนั้นทำให้บรรยากาศภายในกระโจมบัญชาการหลักเย็นเยียบลงทันตาเห็น กลิ่นอายของความตายและสงครามลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นหมึกจีนและกระดาษสาบนโต๊ะทำงาน จ้าวซานหลางยืนนิ่งสงบดั่งรูปปั้นหินสลัก ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองแผนที่ทางยุทธศาสตร์บนโต๊ะ ทว่ากรามที่ขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูนแสดงถึงคลื่นอารมณ์ที่กำลังซัดสาดภายใน องค์ชายรอง... อนุชาผู้พี่ที่ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ภายใต้รอยยิ้มอันแสนเมตตา พระองค์ทรงใช้ข้อหา "ละቆ ภารกิจชายแดน" เป็นข้ออ้างในการเคลื่อนทัพหลวงเข้ามาประชิด นี่ไม่ใช่การมาตรวจราชการ หากแต่เป็นการบดขยี้เพื่อตัดหัวแม่ทัพผู้กุมกองทัพไร้พ่ายอย่างเขาให้สิ้นซาก ทว่า ท่ามกลางความตึงเครียดที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก ร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมสีเขียวมรกตเข้มปักลายเมฆาอันประณีตกลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ฉางเยว่ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะไม้แกะสลัก นางป้องมือคารวะท่านอ๋องด้วยกิริยาอันงดงามตามขนบธรรมเนียม ก่อนจะปรายตามองแผนที่และหยิบกล่องไม้สนหอมที่บรรจุหินหมากล้อมสีดำและสีขาวขึ้นมาวางคั่นกลางระหว่างพวกเขาทั้งสอง "ทัพหลวงมีกำลังพลถึงหาสแสนนาย พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน ส่วนกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของเรามีเพียงสามหมื่นนายที่เพิ่งผ่านศึกหนักมาสดๆ ร้อนๆ การปะทะกันตรงๆ ย่อมเท่ากับการเอาไข่ไปกระทบหิน... ท่านอ๋องทรงเห็นด้วยกับหม่อมฉันหรือไม่ครับ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ เยือกเย็น และรื่นหูดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านโขดหิน จ้าวซานหลางปรายตาลงมองสตรีตรงหน้า แววตาคมปลาบมีความระคนสงสัย "เจ้ายังมีแก่ใจมาเล่นหมากรุกในยามที่กองทัพศัตรูกำลังจะเหยียบย่ำค่ายของเรากระนั้นหรือ แม่นางฉาง" "นี่มิใช่การเล่นสนุกขอรับท่านอ๋อง" ฉางเยว่แย้มยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจจนน่าหลงใหล นางคีบหินหมากล้อมสีขาวบริสุทธิ์เม็ดหนึ่งขึ้นมาด้วยปลายนิ้วเรียวยาวราวกับหยก แล้ววางลงกลางกระดานไม้จันทน์หอม "แต่คือพิชัยสงครามบนแผ่นกระดาษ... ที่จะกำหนดชะตากรรมของพวกเราทุกคนในคืนนี้" นางเริ่มเคลื่อนหินสีขาวเม็ดแรกเข้าสู่สมรภูมิสมมติ บรรยากาศภายในกระโจมราวกับถูกมนต์สะกด เมื่อเสียงหินกระทบกระดานดังกังวานขึ้นเป็นจังหวะ ราวกับเสียงฝีม้าของกองทัพที่กำลังเคลื่อนพล "องค์ชายรองทรงเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ย่อมใจร้อนและต้องการชัยชนะที่รวดเร็วเพื่อนำชื่อเสียงกลับสู่นครหลวง พระองค์จะทรงเลือกใช้เส้นทางลัดผ่านหุบเขาอัสดงเพื่อบุกเข้าตีค่ายเราจากด้านหลังอย่างแน่นอน..." ฉางเยว่กล่าวพร้อมกับวางหินสีขาวอีกสามเม็ดเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ดั่งค่ายกลที่ถูกถักทอขึ้นจากมันสมองอันปราดเปรื่อง จ้าวซานหลางหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจ้องมองการเดินหมากของนางด้วยความสนใจที่ถูกจุดประกายขึ้นมาทีละน้อย ความดุดันเยือกเย็นในตัวแม่ทัพหนุ่มเริ่มเปลี่ยนเป็นความทึ่ง เมื่อตระหนักได้ว่าสตรีผู้นี้มิได้เพียงแต่มีความรู้ในตำราพิชัยสงคราม หากแต่นางมองทะลุปรุโปร่งถึงจิตวิทยาและสันดานดิบของมนุษย์ได้อย่างแม่นยำราวนั่งอยู่ก้นบึ้งหัวใจขององค์ชายรอง "หากพระองค์ทรงเลือกเส้นทางนั้นจริง กำลังพลนับแสนจะติดอยู่ในช่องแคบหุบเขา ซึ่งคับแคบเกินกว่าจะตั้งกระบวนทัพได้..." จ้าวซานหลางเอ่ยขึ้น เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยต่อยอดความคิดของนางทันที โดยไม่ต้องรอให้กุนซือสาวอธิบายจนจบประโยค "ถูกต้องแล้วครับท่านอ๋อง" ฉางเยว่เงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงเนตรคู่สวยทอประกายเจิดจ้าดั่งดวงดาราในคืนเดือนมืด "และนั่นคือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด หากเราใช้ทหารม้าเร็วเพียงหนึ่งพันนาย นำเชื้อเพลิงและฟางแห้งไปดักรอที่ปากทางเข้าและทางออกของหุบเขาอัสดง เมื่อทัพหลวงเคลื่อนเข้ามาถึงกึ่งกลาง... เราก็จะจุดไฟเผาผลาญเส้นทางนั้นเสีย ศึกครั้งนี้ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้แต่นหยดเดียว ก็สามารถตัดกำลังข้าศึกไปได้ถึงกึ่งหนึ่ง" สิ้นคำพูดนั้น ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมกระโจมบัญชาการอีกครั้ง จ้าวซานหลางนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ หัวใจที่ด้านชาและโดดเดี่ยวมาเนิ่นนานราวกับถูกกระแสความอบอุ่นบางเบาซัดผ่าน สตรีผู้นี้... ไม่เพียงแต่มีความงามล่มเมืองและสติปัญญาที่หาญกล้า นางยังมีความเข้าใจในยุทธศาสตร์ระดับที่แม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชนยังต้องคารวะให้สามส่วน มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวบางที่วางอยู่บนขอบกระดานหมากล้อมไว้โดยไม่รู้ตัว ความอบอุ่นจากฝ่ามือของแม่ทัพใหญ่ส่งผ่านไปยังมือกุนซือหญิง ทำให้นางชะงักไปเล็กน้อย ดวงหน้าหวานซาบซ่านด้วยร่องรอยความเขินอายที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความสุขุม "เจ้าช่าง... เกินความคาดหมายของข้าจริงๆ ฉางเยว่" น้ำเสียงของจ้าวซานหลางทุ้มนุ่มและเปี่ยมด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางบรรยากาศอันเคร่งเครียดของสงคราม สายตาที่พวกเขาสอบประสานกันนั้นเต็มไปด้วยความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างมั่นคงดั่งหินผา ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันอันหวานล้ำกำลังโอบกอดคนทั้งสองไว้ เสียงฝีเท้าเร่งรีบและกระชั้นชิดของทหารยามหน้ากระโจมก็ดังทำลายบรรยากาศลงอย่างไม่ปรานี พรึบ! ม่านกระโจมถูกเปิดออกอย่างแรงโดยไม่รออนุญาต ร่างของรองแม่ทัพผู้ดูแลค่ายทิศตะวันออกพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยเนื้อตัวที่เปื้อนฝุ่นควันและคราบเลือด ดวงตาเบิกโพงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดจนแทบถסתออกจากเบ้า "ท่านอ๋อง!แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" รองแม่ทัพละล่ำละลักรายงานด้วยเสียงสั่นเครือ "กองทัพขององค์ชายรองมิได้เคลื่อนพลมาทางหุบเขาอัสดงตามที่คาดการณ์ไว้ แต่... แต่พวกมันลอบใช้เส้นทางลับสายเก่าที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งทะลุเข้ามาถึงคลังเสบียงและห้องเก็บอาวุธกลางค่ายของเราแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" หัวใจของฉางเยว่กระตุกวูบ ทันใดนั้น หินสีดำเม็ดสุดท้ายที่นางไม่ได้เป็นคนวางบนกระดานหมาก ก็ถูกดีดกระเด็นตกจากโต๊ะกลิ้งตกลงบนพื้นราวกับลางร้าย จ้าวซานหลางปล่อยมือจากนางทันที แววตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมดุจพญาเสือร้ายที่ถูกลูบคม ทว่าก่อนที่ท่านอ๋องจะทันได้ออกคำสั่งใดๆ เสียงหัวเราะเยือกเย็นอันคุ้นเคยก็ดังแทรกเข้ามาจากภายนอกกระโจม พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างในชุดเกราะทองคำประดับลวดลายมังกรห้าเล็บ "ฮ่าๆๆๆ... เสนาบดีกุนซือหญิงแห่งค่ายพยัคฆ์ทมิฬ ช่างคำนวณเก่งกาจเสียจริง น่าเสียดาย... ที่หมากกระดานนี้ ข้าเป็นคนถือไพ่เหนือกว่าตั้งแต่วินาทีแรกแล้ว" ... ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%