แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 25

เงาแห่งการทรยศ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
คมดาบเหล็กกล้าสะท้อนแสงจันทร์วับวาว มันไม่ใช่แสงแห่งความหวัง แต่เป็นประกายเย็นเยียบที่พร้อมจะพรากลมหายใจของผู้เป็นนาย “เหตุใดจึงเป็นเจ้า... อาเฉิง” เสียงของจ้าวซานหลางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบ่อนิ่ง ทว่าภายในกลับพายุหมุนกรรโชกหนักหน่วง เขายืนตระหง่านอยู่กลางเรือนรับรองของจวนแม่ทัพ มือแกร่งที่เคยจับดาบสังหารศัตรูมานับหมื่นกลับปล่อยวางไว้ข้างกายอย่างไม่คิดป้องกันตัว เบื้องหน้าของเขาคือ 'หลี่เฉิง' ชายผู้เป็นดั่งเงาที่ติดตามเขามาร่วมสิบปี ตั้งแต่การศึกที่ชายแดนตะวันตกจนถึงวันที่เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ หลี่เฉิงไม่ได้ตอบคำถาม มือที่กุมด้ามดาบสั่นเทาเพียงแผ่วเบา ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความจงรักภัดดีบัดนี้ฉายแววละอายใจเจือปนด้วยความเด็ดเดี่ยว “ใต้เท้า... ข้าไม่มีทางเลือก ท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นไม่ได้ต้องการเพียงแค่อำนาจ แต่ท่านต้องการให้ท่านหายไปจากแผ่นดินนี้” “การทรยศครั้งนี้ เจ้าได้วางแผนมานานเท่าใด” จ้าวซานหลางก้าวเท้าเข้าหาหนึ่งก้าวอย่างเชื่องช้า สง่างามและเยือกเย็นราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังหยั่งเชิงเหยื่อ “นับตั้งแต่วันที่ท่านรับสตรีผู้นั้นเข้ามาในชีวิต” หลี่เฉิงกัดฟันกรอด “ท่านกุนซือฉางเยว่... นางทำให้ท่านอ่อนแอ ท่านเปลี่ยนไป กลายเป็นบุรุษที่หวาดกลัวต่อบาปกรรม ทั้งที่ในอดีต ท่านคือพยัคฆ์เลือดเย็นที่สยบทุกข์เข็ญด้วยคมดาบเพียงเล่มเดียว!” ในชั่วขณะนั้น ประตูไม้สลักลายวิจิตรถูกผลักออกอย่างแผ่วเบา กลิ่นอายของกำยานดอกเหมยลอยฟุ้งเข้ามาพร้อมกับร่างบางของฉางเยว่ นางหยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู ชุดคลุมสีเขียวหยกพลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว ดวงตาดำขลับคู่นั้นกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความสุขุม แม้ในมือจะไม่ได้ถืออาวุธ แต่นางกลับสร้างแรงกดดันได้มหาศาลกว่าทหารนับร้อย “ความอ่อนแอที่เจ้าว่า คือสิ่งที่ทำให้ใต้เท้าจ้าวมีความเป็นมนุษย์ต่างหาก หลี่เฉิง” ฉางเยว่เอ่ยน้ำเสียงกังวานใส ทว่าทรงอำนาจดั่งบัญชาสวรรค์ “เจ้าอ้างความจงรักภักดี แต่มือของเจ้ากลับเปื้อนไปด้วยคำสั่งของบุรุษผู้มีความทะเยอทะยานเยี่ยงสัตว์ป่า เจ้าคิดหรือว่าเมื่อกำจัดเขาไปแล้ว ชีวิตของเจ้าจะได้รับการเว้นว่างจากคมดาบขององค์ชายรอง?” หลี่เฉิงชะงัก สายตาที่เคยแน่วแน่ไหววูบ “ท่านไม่เข้าใจ... ท่านกุนซือ ท่านเป็นเพียงสตรี ท่านจะรู้อะไรเกี่ยวกับกลไกของอำนาจที่ต้องแลกด้วยเลือด!” “ข้าอาจเป็นเพียงสตรี” ฉางเยว่ก้าวเดินผ่านจ้าวซานหลางไปเผชิญหน้ากับหลี่เฉิงโดยไม่หวั่นเกรง “แต่ข้าคือสตรีที่มองเห็นทิศทางลมก่อนที่พายุจะก่อตัว เจ้าถูกองค์ชายรองหลอกใช้ให้เป็นมีดสั้นที่พร้อมจะหักคามือเมื่อใช้งานเสร็จสิ้น จดหมายที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเจ้า... เนื้อความในนั้นมิใช่สัญญาว่าจะยกตำแหน่งให้เจ้าหรอกหรือ แต่เป็นคำสั่งประหารชีวิตครอบครัวของเจ้าทันทีที่งานนี้สำเร็จ!” ใบหน้าของหลี่เฉิงซีดเผือด เขารีบกุมแขนเสื้อของตนเองโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะตระหนักได้ว่านี่คือความจริงที่เขาไม่อาจหลีกเลี่ยง บรรยากาศในห้องเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัด จ้าวซานหลางยังคงยืนนิ่ง สายตาของเขาไม่ได้จดจ้องที่ปลายดาบของคนสนิท แต่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สับสนของอีกฝ่าย เขาไม่ได้โกรธเคืองในความผิดครั้งนี้ เขากลับรู้สึกเวทนาต่อความไร้เดียงสาของชายที่เติบโตมาด้วยกัน “เก็บดาบลงเถิด อาเฉิง” จ้าวซานหลางเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ข้าจะถือว่าค่ำคืนนี้ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น และหากเจ้าประสงค์จะไป... จงไปเสียก่อนที่กองทัพหลวงจะล้อมจวนแห่งนี้” “ใต้เท้า...” หลี่เฉิงสะอื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม “ข้าทำไปเพราะถูกบีบคั้น ข้าไม่สามารถ...” ทว่าคำพูดของหลี่เฉิงยังไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าหนักแน่นจำนวนมหาศาลก็ดังขึ้นจากนอกกำแพงจวน เสียงเกราะกระทบกันดั่งเสียงมัจจุราชที่คืบคลานเข้ามา แสงไฟจากคบเพลิงส่องสว่างไสวไปทั่วผืนฟ้า ฉางเยว่ขมวดคิ้วแน่น นางรีบคว้าข้อมือของจ้าวซานหลางไว้ “ใต้เท้า! องค์ชายรองมิได้ส่งมาเพียงแค่คนเดียว แต่นี่คือองครักษ์เสื้อแพรของฮ่องเต้... พวกเขามาพร้อมกับราชโองการปลอม!” จ้าวซานหลางหันไปมองฉางเยว่ สายตาของทั้งคู่สบกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่สถานการณ์จะถึงจุดเดือดสุดขีด หลี่เฉิงที่กำลังสับสนกลับหันดาบไปทางทิศตะวันออก เตรียมจะพุ่งเข้าใส่ประตูหลัง ทว่าทหารนับสิบกลับพังประตูห้องเข้ามาพร้อมกับปืนกลไกที่เล็งตรงมายังร่างของแม่ทัพใหญ่ ในจังหวะที่ความตายดูเหมือนจะใกล้เพียงลมหายใจ จ้าวซานหลางกลับคว้าคอเสื้อของหลี่เฉิงแล้วเหวี่ยงร่างอีกฝ่ายออกไปทางหน้าต่างข้างห้อง ก่อนจะชักกระบี่ประจำตัวออกมาตั้งรับการจู่โจมพร้อมกับฉางเยว่ที่หยิบพัดเหล็กขึ้นมาปกป้องร่างของเขา เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังมาจากเงามืดข้างประตู ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมา เขาคือองครักษ์คนสนิทขององค์ชายรองผู้ถือม้วนกระดาษสีเหลืองทองไว้ในมือ “แม่ทัพจ้าวซานหลาง บัดนี้ท่านถูกกล่าวหาว่ากบฏต่อแผ่นดิน... จงวางอาวุธเสีย มิฉะนั้นเลือดจะล้างจวนแห่งนี้จนไม่เหลือแม้แต่มด!” จ้าวซานหลางกระตุกยิ้มที่มุมปาก แววตาดุร้ายประดุจสัตว์ป่าที่ถูกต้อนจนมุม “กบฏงั้นหรือ? คนอย่างข้าไม่เคยคิดกบฏต่อแผ่นดิน แต่ข้าพร้อมจะบดขยี้ผู้ใดก็ตามที่กล้าหยามเกียรติของข้า!” เขาหันไปมองฉางเยว่ซึ่งพยักหน้าให้เบาๆ เป็นสัญญาณว่าแผนการที่นางซ่อนไว้ใต้ผืนผ้าปูโต๊ะได้เริ่มทำงานแล้ว แต่ทว่าทันใดนั้นเอง... เสียงกรีดร้องของหลี่เฉิงก็ดังขึ้นจากนอกหน้าต่าง ตามมาด้วยเสียงอาวุธลับที่ปักฉึกเข้าไปในร่างของเขาทันทีที่เท้าแตะพื้นดิน คนสนิทที่ทรยศล้มลงต่อหน้าต่อตาจ้าวซานหลาง ก่อนที่เงาดำร่างหนึ่งจะก้าวเหยียบลงบนแผ่นหลังของหลี่เฉิงอย่างเลือดเย็น บุรุษผู้นั้นคือองค์ชายรองที่ปรากฏตัวขึ้นด้วยรอยยิ้มอาบยาพิษ พร้อมกับป้ายคำสั่งลับในมือที่ทำเอาฉางเยว่ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “ท่านกุนซือ... ดูเหมือนว่าดาราศาสตร์ที่ท่านคำนวณไว้ จะพลาดไปเพียงหนึ่งองศาในคืนนี้” องค์ชายรองเอ่ยพลางยกถ้วยชาที่เพิ่งรับมาจากบ่าวรับใช้ขึ้นจิบ “เพราะในราชโองการฉบับที่ข้าถืออยู่นี้ มิได้ระบุชื่อของแม่ทัพจ้าวเพียงคนเดียว... แต่ยังมีชื่อของสตรีที่โง่เขลาที่สุดในแผ่นดิน... ฉางเยว่!” ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงติดตามมหากาพย์แห่งอำนาจและการทรยศครั้งนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%