แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 24

หมากกระดานสุดท้าย

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
เสียงตึงตังของกลองศึกสำสำทับสลับกับเสียงคำรามกึกก้องของค่ายกลเหล็กไหลด้านนอก กำแพงเมืองชั้นนอกบัดนี้อาบไล้ไปด้วยโลหิตสีชาดจนกลายเป็นสีคล้ำ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นดินปืนและควันไฟที่พวยพุ่งสู่ท้องนัตถุ์อันมืดมิด ท่ามกลางบรรยากาศที่บีบคั้นจนแทบหยุดหายใจ จ้าวซานหลางยืนนิ่งสงบดั่งภูผาน้ำแข็งในชุดเกราะนิลกาฬประดับลวดลายมังกรทะยาน ปลายกระบี่สวรรค์ชี้ลงพื้นหยดเลือดหยาดแล้วหยาดเล่า เสียงเหล็กกระทบกันระงมสะท้อนก้องในโสตประสาท แต่แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพญาของท่านอ๋องกลับมิได้ทอดมองกองทัพศัตรูเบื้องหน้า หากแต่จับจ้องไปยังแผนที่ยุทธศาสตร์บนโต๊ะไม้จันทน์หอมที่มีฉางเยว่ยืนอยู่เคียงข้าง ร่างบอบบางในอาภรณ์บัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับความโสมมของสงคราม ใบหน้าเนียนละเอียดปราศจากเครื่องสำอางใดๆ ยามนี้ซีดเผือดลงเล็กน้อย แต่ดวงตากลมโตคู่คมกลับเปล่งประกายความเด็ดเดี่ยวเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงดาราบนฟากฟ้า ฉางเยว่กำลังใช้ปลายนิ้วเรียวยาวไล่ไปตามแนวค่ายกลแปดทิศที่ถูกเจาะทะลวงทีละน้อย รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนริมฝีปากอิ่ม ทว่ามันช่างเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเศร้าสร้อยและเด็ดเดี่ยวในคราเดียวกัน "ท่านอ๋อง... เวลาที่เหลืออยู่มีเพียงก้านธูปเดียวดอกนี้เท่านั้นเพคะ" น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่นดังขึ้น ท่ามกลางเสียงคำรามของสมรภูมิ จ้าวซานหลางหันขวับมามองสตรีที่ตนรักสุดหัวใจ หัวใจแกร่งดั่งหินผาของแม่ทัพผู้ไม่เคยสะท้านต่อความตายกลับกระตุกวูบอย่างเจ็บปวด สัญชาตญาณของยอดนักรบเตือนภัยล่วงหน้าว่าความเงียบสงบในน้ำเสียงของนางซ่อนการตัดสินใจครั้งใหญ่หลวงไว้ "ฉางเยว่... เจ้าหมายความว่าอย่างไร ข้ายังมิได้สั่งถอยทัพ และค่ายกลสำรองยังตรึงกำลังอยู่ได้" "ค่ายกลสำรองย่อมต้านทานได้เพคะ แต่เป้าหมายขององค์ชายรองมิใช่ชัยชนะเหนือเมืองนี้... พระองค์ต้องการ 'หัวใจ' ของท่านอ๋อง และ 'สติปัญญา' ของกุนซือแห่งจวนแม่ทัพต่างหากเล่าเพคะ" ฉางเยว่ก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวที่นางโปรดปรานยังคงติดกาย แม้ในยามที่ควันไฟคละคลุ้ง นางเอื้อมมือเรียวไปสัมผัสแผ่นอกภายใต้เกราะเหล็กของเขาแผ่วเบา สัมผัสที่อบอุ่นและสั่นเทานิดๆ ทำให้จ้าวซานหลางต้องรวบร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดโดยสัญชาตญาณ "ข้าไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องเจ้า... ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของกองทัพสิบหมื่น ข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้าเป็นอันตรายเด็ดขาด" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟันด้วยความดุดันและร้าวราน ฉางเยว่ส่ายหน้าช้าๆ ซบใบหน้าลงกับแผ่นอกกว้างที่ผ่านศึกมานับไม่ถ้วน นางรับรู้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วของชายหนุ่ม "ซานหลาง... ท่านคือแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ แผ่นดินนี้ยังต้องพึ่งพาความยุติธรรมของท่าน หากท่านมัวแต่พะวงหน้าพะวงหลังปกป้องข้า หมากกระดานนี้ย่อมพ่ายแพ้ทั้งกระดาน... ความรักของเรางดงามเกินกว่าจะถูกจองจำด้วยความพ่ายแพ้แล้วเพคะ" สิ้นคำ ฉางเยว่ก็พลิกตัวหลุดจากการโอบกอดอย่างรวดเร็วราวกับสายลม นางสะบัดแขนเสื้อ ปล่อยผงควันอำพรางสีขาวโพลนพวยพุ่งขึ้นสู่เพดานค่ายบัญชาการ กลิ่นฉุนของสมุนไพรโบราณทำให้ทหารองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกถึงกับเซถอยหลังด้วยความมึนงง "ฉางเยว่! เจ้าจะทำอะไร!" จ้าวซานหลางแผדเสียงคำรามด้วยความตื่นตระหนก พยายามพุ่งตัวเข้าไปคว้าตัวนางไว้ แต่กลับถูกม่านพลังควันและค่ายกลยันต์กระดาษที่นางโปรยไว้สกัดกั้นไว้ชั่วพริบตา "ข้าคือผู้หยั่งรู้ทิศทางลม... และในยามนี้ ลมกำลังพัดพาข้าไปสู่บทบาทสุดท้ายของพงศาวดารบทนี้เพคะ" กุนซือหญิงแย้มยิ้มหยาดเยิ้ม นางถอยหลังก้าวออกไปยังระเบียงบัญชาการด้านนอก ซึ่งเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่นขององค์ชายรองที่บุกทะลวงเข้ามาถึงลานกว้างเบื้องล่างพอดี แสงจันทร์สีนวลสาดส่องลงมาต้องร่างระหงในชุดขาวบริสุทธิ์ นางยืนตระหง่านอยู่บนหอคอยสูงชัน ท่ามกลางสายตาของทหารทั้งสองฝ่ายที่หยุดชะงักลงชั่วขณะด้วยความตกตะลึงในความงามและความเด็ดเดี่ยวของสตรีผู้กุมกลยุทธ์ องค์ชายรองบนหลังม้าศึกสีดำสนิททรงพระสรวลเสียงดังลั่น ทรงควบม้าเข้ามาใกล้เชิงหอคอย ทอดพระเนตรกุนซือหญิงด้วยแววตาพึงพอใจ "ฮ่าๆๆ กุนซือฉางเยว่! ในที่สุดเจ้าก็ยอมจำนนแล้วหรือ จงมอบแผนที่ค่ายกลลับและสาส์นลับของจ้าวซานหลางมาเสีย แล้วเราจะไว้ชีวิตเจ้า แต่งตั้งให้เจ้าเป็นชายาเอกในตำหนักบูรพา!" ฉางเยว่แหงนพระพักตร์ขึ้นมองท้องนัตถุ์ ดวงตากลมโตสะท้อนภาพแสงดาวที่กำลังเคลื่อนคล้อย นางสูดลมหายใจเข้าลึก S ก่อนจะเอื้อnวาจาด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่ก้องกังวานไปทั่วสนามรบ "องค์ชายรอง... พระองค์ทรงฉลาดเฉลียวเรื่องอำนาจ แต่กลับโง่เขลาเบาปัญญาในเรื่องของหัวใจ... หมากกระดานนี้ มิได้มีไว้เพื่อชัยชนะของพระองค์ แต่มีไว้เพื่อ 'เปิดช่องว่าง' ต่างหากเล่ะ!" ฉางเยว่กางแขนออกทั้งสองข้าง นางมิได้ถืออาวุธใดๆ นอกจากพัดขนนกยูงคู่ใจ ก่อนจะสะบัดพัดนั้นปลิวหายไปกับสายลม แล้วทิ้งตัวลงจากหอคอยสูงชันเบื้องหน้าต่อหน้าต่อตาจ้าวซานหลางที่เพิ่งฝ่าม่านควันออกมาถึงขอบระเบียงพอดี! "ฉางเยว่!!!!!!!!" เสียงคำรามราวกับพญาเสือโคร่งบาดเจ็บของจ้าวซานหลางดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วผืนปฐพี ร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานจากระเบียงหอคอยลงไปคว้าตัวร่างบางกลางอากาศด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดแน่นหนาราวกับจะหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน ทว่า การกระทำนั้นกลับเปิดเผยจุดอ่อนของค่ายกลป้องกันประตูเมืองชั้นในที่ซ่อนอยู่ใต้หอคอยให้ปรากฏต่อสายตาศัตรูอย่างสมบูรณ์แบบ! ทันใดนั้นเอง ลูกธนูอาบยาพิษนับพันดอกก็พุ่งแหวกอากาศตรงเข้าสู่จุดบอดที่จ้าวซานหลางเปิดโล่งเพื่อรับตัวนาง เสียงโลหะกระทบเกราะดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับกระแสลมวูบใหญ่ที่พัดพาความหนาบึงของความตายมาเยือน และในวินาทีที่จ้าวซานหลางกอดร่างของฉางเยว่กระแทกลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างปลอดภัย เงาร่างของมือสังหารลึกลับในชุดดำสนิทนับร้อยก็ปรากฏกายขึ้นจากเงาจันทร์ พร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่ก้าวออกมาจากกองทัพขององค์ชายรอง... ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%