แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 22

หัวใจที่เดิมพันด้วยแผ่นดิน

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
ความเงียบงันภายในตำหนักบูรพาในยามราตรี มิได้หมายความถึงความสงบสุข หากแต่เป็นความกดดันที่หนักหน่วงดุจภูเขาผาซานที่พร้อมจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ ปลายพู่กันขนหมาป่าในมือของฉางเยว่หยุดนิ่งค้างอยู่เหนือกระดาษเซวียนจื่อแผ่นขาว หมึกสีดำสนิทซึมลามเป็นวงกว้างบนตัวอักษรจีนที่เพิ่งเขียนค้างไว้ นางมิได้เอ่ยคำใด ดวงตาสงบนิ่งคู่นั้นสะท้อนเปลวเทียนวับแวมที่กำลังจะมอดไหม้ นอกหน้าต่างบานแกะสลักลวดลายเมฆมงคล สายฝนยามดึกโปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบ ทว่าก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของคนทั้งสองผู้ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของห้อง จ้าวซานหลางก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ชุดคลุมสีดำปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายสีเงินยวงเปียกชื้นหยาดน้ำค้างยามค่ำคืน กลิ่นอายความเย็นเยียบของสนามรบและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้งมากับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา ร่างสูงสง่าหยุดยืนเบื้องหลังนาง ระยะห่างเพียงคืบ ทว่ากลับยาวนานราวดั่งกาลเวลาหยุดหมุน "เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังเขียนสิ่งใดอยู่" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน ฉางเยว่ไม่หันกลับไปมอง นางวางพู่กันลงบนแท่นหยกอย่างนุ่มนวล ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นแห่งความหวาดกลัว "หม่อมฉันกำลังเขียนเส้นทางเดินทัพที่ท่านอ๋องทรงต้องเลือก... ในยามที่พระองค์ต้องเผชิญหน้ากับกองกำลังขององค์ชายรองในวันพรุ่งนี้" จ้าวซานหลางแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยันหยือก รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของแม่ทัพผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ "เส้นทางที่เจ้าว่า... มีสักบรรทัดหรือไม่ ที่มีทางรอดสำหรับตัวเจ้าเอง" คำถามนั้นดั่งคมมีดที่กรีดลงกลางใจ ฉางเยว่หลุบตาลงเล็กน้อย แพขนตางอนงามทอดเงาทาบบนพวงแก้มขาวนวล นางสูดลมหายใจเข้าลึก1ครา เพื่อระงับความสั่นไหวของปลายนิ้ว ก่อนจะค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษผู้กุมชะตาแผ่นดิน ระยะประชิดทำให้ทั้งสองสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นที่ปะทะกัน จ้าวซานหลางเอื้อมมือออกไปอย่างช้าๆ ฝ่ามือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบมาตลอดชีวิต เอื้อมไปสัมผัสปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างขมับของนางอย่างทะนุถนอม สัมผัสที่อ่อนโยนนี้ขัดแย้งกับแววตาดุดันคมกริบดุจพญาอินทรีคู่นั้นอย่างสิ้นเชิง "เจ้าเป็นกุนซือผู้หยั่งรู้ทิศทางลม... เหตุใดจึงไม่ยอมทำนายดวงชะตาของตนเองเสียบ้างเล่า" จ้าวซานหลางกระซิบชิดริมหูด้านซ้ายของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นเครือเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวพยายามปกปิด "เจ้าก็รู้ดีว่า หากรุ่งสางมาถึง แผนการที่พวกเราวางไว้จะสั่นคลอนรากฐานราชสำนัก และข้า... อาจไม่มีโอกาสได้กลับมาฟังเสียงอ่านตำราของเจ้าอีก" ฉางเยว่เงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่คมดุจดวงดาวในคืนเดือนมืดทอประกายลุ่มลึก นางมิได้หลบสายตา ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่ซ่อนเร้นมานานนับแรมปี บัดนี้พรั่งพรูออกมาผ่านความเงียบงัน "ท่านอ๋อง..." นางเอ่ยเรียกพระนามของเขาแผ่วเบา ราวกับเสียงถอนหายใจ "หม่อมฉันเลือกเส้นทางนี้ด้วยตนเอง ไม่เคยนึกเสียใจแม้แต่น้อย หน้าที่ของกุนซือคือการนำชัยชนะมาสู่กองทัพ และหน้าที่ของสตรีผู้... อยู่เคียงข้างพระองค์ คือการทำให้มั่นใจว่าแผ่นดินนี้จะยังคงงดงาม เมื่อยามที่พระองค์ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด" "แต่ข้าไม่ได้ต้องการแผ่นดินที่ไร้ซึ่งเจ้า!" จ้าวซานหลางตวาดกร้าวออกมาด้วยความอัดอั้น ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับเจือความร้าวรานอย่างที่ผู้ใดไม่เคยได้ยิน มือหนาคว้าจับเรียวแขนของนางไว้แน่นราวกับกลัวว่าร่างตรงหน้าจะสลายหายไปกับสายหมอกยามราตรี "ข้าต่อสู้ ฟาดฟัน หยาดเหงื่อและหยาดเลือด ก็เพื่อปกป้องทุกสิ่งรอบตัวข้า... แต่เหตุไฉน สิ่งที่ข้าต้องแลกกลับเป็นการสูญเสียเจ้าไปชั่วนิรันดร์" ฉางเยว่ยกมือขึ้นแตะหลังมือหนาที่กุมแขนตนเองไว้ สัมผัสอุ่นร้อนนั้นส่งผ่านความรู้สึกมั่นคงดั่งหินผา นางส่งยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่จ้าวซานหลางเคยเห็นมาในชีวิต รอยยิ้มที่ซ่อนหยาดน้ำตาแห่งความอาลัยไว้ภายใน "ท่านอ๋องทรงเป็นแม่ทัพผู้เหี้ยมหาญ ดาบในมือของพระองค์คือความยุติธรรมของราษฎรนับล้าน... อย่าได้ลังเลเพราะสตรีตัวเล็กๆ เพียงคนเดียวเลยเพคะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดเดี่ยว สมกับที่เป็นยอดกุนซือหญิงผู้ไม่เคยหวั่นเกรงต่อหน้ากองทัพศัตรู "หากพวกเราต้องจากกันในชาตินี้ หม่อมฉันขอใช้สติปัญญาและลมหายใจทั้งหมดที่มี เพื่อปูทางให้พระองค์ทรงก้าวไปถึงฝั่งฝัน... ชาติภพหน้า หากยังมีจริง ขอให้เราได้พบกันในยามที่แผ่นดินสงบสุข ไร้ซึ่งสงครามและการชิงอำนาจ" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางหัวใจของจ้าวซานหลาง ความเยือกเย็นชาที่เขาใช้ห่อหุ้มกายมาตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตาเดียว ชายหนุ่มดึงร่างบางเข้ามาสวมกอดไว้แน่นแนบอก กลิ่นกายหอมละมุนของดอกเหมยผสมผสานกับกลิ่นหมึกจางๆ แทรกซึมเข้าสู่ความรู้สึก เขากดศีรษะนางซบลงกับอกเสื้อผ้าแพรเนื้อดี ปล่อยให้ความเปียกชื้นจากหยาดฝนและหยาดน้ำตาผสมปนเปกันในความเงียบ เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ จนกระทั่งเสียงกลองศึกยามสามดังแว่วมาจากนอกกำแพงวัง เป็นสัญญาณเตือนว่าเวลาแห่งการตัดสินใจมาถึงแล้ว จ้าวซานหลางผายร่างออกช้าๆ สายตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาของสตรีผู้เป็นเจ้าของหัวใจ เขาเอื้อมมือไปหยิบหยกมันสำปะหลังแกะสลักรูปพยัคฆ์ประจำตัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของแม่ทัพใหญ่ มาสวมลงบนเรียวคอระหงของนางด้วยมือของตนเอง "รอข้า..." จ้าวซานหลางกล่าวสั้นๆ ทว่าทรงพลังดั่งคำสาบาน "ข้าจะกลับมาหาเจ้า แม้ว่าหลุมศพของข้าจะอยู่ที่ใดก็ตาม" ฉางเยว่พยักหน้ารับช้าๆ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนแผ่นหลังมือของเขา นางกำลังจะเอ่ยคำลา ทันGนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นกะทันหันที่หน้าประตูดำของตำหนักบูรพา ตามด้วยเสียงตะโกนก้องอันเกรี้ยวกราดของราชองครักษ์ประจำพระองค์ "ท่านอ๋อง! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! องค์ชายรองทรงนำกำลังทหารองครักษ์หลวงบุกเข้ามาในเขตพระราชฐานชั้นในแล้ว! และ... และในมือของพระองค์ทรงถือพระราชโองการลับฉบับใหม่ ที่อ้างว่าได้รับจากองค์皇帝 (ฮ่องเต้) เมื่อยามดึกนี้เองพ่ะย่ะค่ะ!" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%