แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 15

พายุใหญ่พัดผ่านเข้าวังหลวง

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
"เสียงกงเกวียนแห่งประวัติศาสตร์มิได้บดขยี้แผ่นดินด้วยเสียงคำรามกึกก้อง... หากแต่เคลื่อนตัวไปอย่างเงียบเชียบในความมืดมิดของราตรี" จ้าวซานหลางทรงทอดพระเนตรแผ่นป้ายทองคำสลักอักษรพระราชทานที่วางอยู่เบื้องพระพักตร์ เปลวเทียนสีชาดไหววูบตามสายลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆมงคล กลิ่นอายของสนิมเหล็กและกลิ่นธูปการบูรคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว ค่ำคืนนี้ ท้องนภาเหนือเมืองหลวงมิได้ไร้ดาว หากแต่ดวงดาวนพเคราะห์กำลังโคจรทับซ้อนกันในมุมอับ ซึ่งตามตำราโหราศาสตร์โบราณ บ่งบอกถึงมหันตภัยครั้งใหญ่ที่กำลังจะพลิกแผ่นดินมังกรให้กลับตาลปัตร ในห้องทรงพระอักษรส่วนพระองค์ที่เงียบงัน ฉางเยว่ในอาภรณ์สีเทาเข้มปักด้ายเงินลายเมฆไหลริน ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นดิน นางมิได้กล่าวสิ่งใดนอกจากใช้ปลายนิ้วเรียวยาวจรดลงบนจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทัพพิทักษ์ชายแดนที่จ้าวซานหลางทรงกุมอำนาจอยู่ "พระอาการของฝ่าบาททรุดลงตั้งแต่ยามสามแล้วเพลิงเพลิง..." เสียงของฉางเยว่ราบเรียบแต่มั่นคง ดุจผืนน้ำในบึงลึกที่ไม่มีวันกระเพื่อมไหวด้วยแรงลมภายนอก "ข่าวลับจากขันทีข้างพระกายแจ้งว่า ขันทีคนสนิทขององค์ชายรองถูกพบเป็นศพจมอยู่ในสระบัวหลังตำหนักใน เมื่อความตายมาเยือนเร็วกว่าพระราชโองการ เกมกระดานนี้จึงมิอาจใช้กฎเกณฑ์เดิมได้อีกต่อไป" จ้าวซานหลางทรงแค่นพระสรวลเบาๆ ในลำพระโอษฐ์ สุ้มเสียงนั้นเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี พระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีทอดมองร่างเพรียวบางของกุนซือคู่พระทัย "เจ้ากลัวหรือฉางเยว่? แผ่นดินนี้เลือดนองมามากพอแล้ว หากแต่เลือดที่จะหลั่งในคืนนี้ จักมิใช่เลือดของทาสหรือแม่ทัพสนามรบ แต่เป็นโลหิตในราชตระกูลที่พวกมันบูชา" "หม่อมฉันหาได้มีความหวาดกลัวไม่เพลิงเพลิง" ฉางเยว่เงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ ทراتทางของนางเปี่ยมด้วยความเฉลียวฉลาดที่เหนือกว่าสตรีใดในแผ่นดิน "เพียงแต่กังวลว่า... หมากที่องค์ชายรองซุกซ่อนไว้ในกรมพิธีการ อาจจะเคลื่อนไหวก่อนที่พวกเราจะทันได้ปิดล้อมประตูเมืองหลวงทั้งแปด" บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ ทุกย่างก้าวของเข็มนาฬิกาน้ำในมุมห้องดังก้องราวกับเสียงฝีเท้าของยมทูต จ้าวซานหลางทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระวรกายกำยำในชุดคลุมผ้าไหมปักลายมหาราชสีดำสนิทแผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างไม่ปิดบัง พระองค์ก้าวเข้าไปใกล้ฉางเยว่ทีละน้อย จนกระทั่งกลิ่นกายหอมละมุนดั่งดอกเหมยหลงฤดูผสมผสานเข้ากับกลิ่นไอสงครามที่ติดพระองค์มา พระaniกหัตถ์หนายื่นไปสัมผัสปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างใบหูของนางอย่างเบามือ เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดในท่ามกลางพายุใหญ่ที่กำลังโหมกระหน่ำ "ไม่ว่าหมากตัวใดจะเดิน เจ้าจงจำไว้... ตราบใดที่ข้ายังยืนอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์นี้ จะไม่มีคมดาบใดระคายผิวของเจ้าได้ แม้กระทั่งเงาของฟ้าดิน" ฉางเยว่ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่เคยเยือกเย็นและคำนวณทิศทางลมมานับครั้งไม่ถ้วน กลับไหววูบลงชั่วขณะ นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรที่ฉายประกายความห่วงใยล้ำลึก ซึ่งมีเพียงนางเท่านั้นที่ได้เห็น ความรักระหว่างแม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ มิใช่ความหวานชื่นในเรือนบุปผา หากแต่เป็นพันธสัญญาแห่งเลือดและวิญญาณที่เดิมพันด้วยชีวิตทั้งชีวิต ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงเคาะประตูกระชั้นชิดสามครั้ง—สัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดจากหน่วยเงาพยัคฆ์ "ทูลท่านอ๋อง!" เสียงขององครักษ์เอกดังลอดเข้ามาด้วยความร้อนรน "กองกำลังทหารรักษาพระองค์นอกค่ายทิศเหนือจู่ๆ ก็เคลื่อนพลเข้าประชิดประตูวังซานซีแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พวกมันอ้างพระราชโองการด่วนจากองค์ชายรอง เข้าควบคุมตัวเสนาบดีกรมทหารและปิดตายเส้นทางเข้าออกทั้งหมดแล้ว!" จ้าวซานหลางทรงหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย รังสีสังหารแผ่ซ่านออกจากพระวรกายจนอุณหภูมิรอบห้องลดฮวบลงทันตาเห็น ทว่าพระองค์มิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ราวกับทรงคาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้อยู่แล้ว ฉางเยว่ก้าวเข้าไปหยิบพัดหยกขาวขึ้นมาคลี่ออกเบื้องหน้า ชั่วพริบตานั้น แววตาของนางก็กลับมาเฉียบคมและเยือกเย็นดุจเซียนผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน นางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่ทรงพลัง "พวกมันมิได้ต้องการแค่ยึดวังหลวง... แต่พวกมันต้องการบีบให้ท่านอ๋องทรงนำกำลังทหารเข้าวังเพียงลำพัง เพื่อข้อหา 'กบฏชิงบัลลังก์' ที่ถูกเตรียมการไว้อย่างแนบเนียน" จ้าวซานหลางทรงแย้มพระสรวลเหี้ยมเกรียม พระหัตถ์ขวายื่นไปปลดกระบี่ประจำพระองค์ 'หลงอี้' ออกจากแท่นวาง กระบี่โบราณที่อาบเลือดศัตรูมานับไม่ถ้วนส่งเสียงกริ๊งกรางเบาๆ ยามต้องแสงเทียน "ในเมื่อพวกมันอยากเห็นข้าเป็นกบฏนัก..." พระองค์ตรัสด้วยสุ้มเสียงต่ำลึก ทรงก้าวเดินไปยังประตูห้องอย่างองอาจ "ข้าก็จะแสดงให้แผ่นดินนี้ได้ประจักษ์ว่า มังกรที่ถูกต้อนจนมุม จักแผดเผาบัลลังก์ทองให้กลายเป็นจุลอย่างไร!" พระองค์หยุดเดิน หันพระพักตร์กลับมามองกุนซือคู่พระทัยที่ยืนสง่านิ่งอยู่เบื้องหลัง "ฉางเยว่... หากรุ่งสางนี้ข้าไม่กลับมา เจ้าจงนำแผนที่ยุทธศาสตร์นี้ไปมอบให้แม่ทัพตระกูลหลิว แล้วบอกพวกเขาว่า 'หนี้เลือดถึงเวลาต้องชำระแล้ว'" ทว่า ก่อนที่จ้าวซานหลางจะทรงก้าวพ้นธรณีประตู เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่ก็หยุดชะงักลงที่หน้าลานเรือน ประตูห้องทรงพระอักษรถูกถีบเปิดออกด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่ไม่คาดฝันที่สุดในยามวิกาลเช่นนี้ เงาร่างในชุดเกราะทองคำประดับลวดลายหงส์ไฟก้าวเข้ามา แสงไฟจากคบเพลิงด้านนอกส่องกระทบใบหน้าคมคายที่เปื้อนรอยยิ้มเยาะหยันของ "องค์ชายรอง" ผู้ถือครองราชโองการลับฉบับสุดท้ายในพระหัตถ์ "เสด็จอา..." องค์ชายรองทรงแย้มพระสรวลอย่างผู้กำชัยชนะ "ดึกป่านนี้แล้ว ไฉนจึงยังทรงขยันตรวจฎีกาอยู่เล่าพ่ะย่ะค่ะ? พระราชโองการสละราชสมบัติของเสด็จพ่อ... เพิ่งได้รับการลงพระปรมาภิไธยเมื่อหนึ่งเค่อที่ผ่านมานี้เอง" องค์ชายรองทรงยกถ้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวหยกขึ้นจิบช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ในขณะที่ถ้วยชาอีกใบในพระหัตถ์ถูกยื่นมาตรงหน้าจ้าวซานหลางด้วยรอยยิ้มอันแสนอาทรจอมปลอม ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%