แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม•ตอนที่ 20

รอยแค้นที่ไม่มีวันจาง

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
คมดาบประจำกายของจ้าวซานหลางมิได้อาบโลหิตมานานเท่าใดแล้ว... ทว่าในยามนี้ เสียงโลหะกระทบกันแผ่วเบาภายในคุกใต้ดินแห่งจวนอ๋อง กลับดังก้องกังวานราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายที่รอคอยการชำระบัญชีเลือด กลิ่นอับชื้นผสมผสานกับกลิ่นคาวสนิมเหล็กและหยดน้ำที่ซึมผ่านผนังหินศิลาแลง แสงคบเพลิงวับแวมสาดส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมหาดที่สุดในแผ่นดิน นัยน์ตาของท่านอ๋องหรี่ลงเล็กน้อย จับจ้องไปยังร่างที่ถูกล่ามตรึงด้วยโซ่ตรวนหนาเตอะบนแท่นหินเบื้องหน้า ศัตรูเก่าผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีและพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากตระกูลของฉางเยว่ บัดนี้กลับเหลือเพียงสภาพของสุนัขจนตรอกผู้ไร้พิษสง "ไม่นึกเลยว่า แม่ทัพใหญ่ผู้ยิ่งใหญ่ จะลดตัวลงมาเยี่ยมเยียนนักโทษชั้นต่ำเช่นข้าด้วยตนเอง..." เสียงแหบพร่าเอื้อnออกมาพร้อมรอยยิ้มบิดเบี้ยวบนริมฝีปากที่แตกแห้ง เลือดสีคล้ำไหลรินจากมุมปากลงสู่คาง "หรือว่า... ท่านอ๋องผู้ทรงธรรม จะมาเพื่อทวงแค้นแทนนางกุนซือข้างกายท่านกันเล่า" จ้าวซานหลางมิได้เอ่ยวาจาใด ความเงียบงันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่น ส้นรองเท้าหนังปักดิ้นทองย่างสามขุมเข้าไปใกล้ทีละน้อย ทุกย่างก้าวเปรียบเสมือนเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลัง ปลายดาบวิเศษในฝักถูกดันออกด้วยนิ้วโป้งเพียงเล็กน้อย เผยให้เห็นประกายสีเงินยวงที่ตัดกับความมืดมิดอย่างไร้ความปรานี ในขณะเดียวกัน ที่ศาลาแปดเหลี่ยมเบื้องบนซึ่งห่างออกไปเพียงไม่กี่ลี้ ฉางเยว่กำลังยืนนิ่งสงบอยู่ริมระเบียง สายตาทอดมองไปยังหมู่ดาวบนท้องนามราตรีที่เคลื่อนคล้อย แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายเมฆาและดาราจักรของนาง ท่วงท่าของยอดกุนซือหญิงยังคงสง่างามและเยือกเย็นดุจสายน้ำ ทว่าปลายนิ้วเรียวยาวที่กำลังกำพัดจันทร์เสี้ยวแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด กลับฟ้องถึงคลื่นอารมณ์อันโถมกระหน่ำในอก รอยแค้นที่ฝังรากลึกอยู่ในใจมานานแรมปี... บัดนี้กำลังจะได้รับการชำระสะงัด นางเคยให้คำมั่นกับตนเองไว้แล้วว่า จะไม่ยอมปล่อยให้ความแค้นบดบังปัญญา ทว่าเมื่อถึงยามที่ผู้พรากชีวิตบิดามมารดาและพี่น้องทั้งตระกูลอยู่ห่างออกไปเพียงเอื้อมมือ หัวใจที่เคยนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก กลับไหววูบราวกับถูกพายุหมุนเข้าโหมกระหน่ำ ฝีเท้าแผ่วเบาราวกับเสียงใบคะนึงลมดังขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับกลิ่นอายบุรุษคุ้นเคยที่โอบล้อมรอบกาย นางไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นผู้ใด "เจ้ารอนานเกินไปแล้ว" สุ้มเสียงทุ้มต่ำกังวานเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน ผิดกับภาพลักษณ์ดุร้ายในสนามรบโดยสิ้นเชิง มือหนาเอื้อมมาสัมผัสไหล่บางเบาถ่ายทอดความอบอุ่นและมั่นคงดั่งขุนเขา เพื่อบรรเทาความหนาวเหน็บในจิตใจของสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจ ฉางเยว่หลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหว นางหันกลับมาสบตาคมกริบของบุรุษตรงหน้า แววตาคู่นั้นสะท้อนเงาของนางอยู่เพียงผู้เดียว "หม่อมฉันมิได้รอด้วยความหวาดกลัว... เพียงแต่กำลังคิดว่า บัญชีเลือดนี้ หากชำระเสร็จสิ้นแล้ว โลกหล้าหลังจากนี้จะยังคงเหลือที่ว่างให้เราได้ร่วมเรียงเคียงหมอนอย่างสงบสุขจริงหรือเพคะ" จ้าวซานหลางยกยมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่มีเพียงนางเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้ยล มือใหญ่อีกข้างยกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ปลิวมาปรกลงแก้มเนียนอย่างทะนุถนอม "ต่อให้ฟ้าดินถล่มทลาย หรือแผ่นดินนี้ลุกเป็นไฟ ตราบใดที่เป้าหมายของข้ามีเจ้าเคียงข้าง บัลลังก์เลือดหรือความแค้นร้อยแปดประการ ล้วนไม่มีค่าอันใดให้ต้องพะวง" คำกล่าวอันหนักแน่นดั่งคำสัตย์ปฏิญาณ ทำให้หัวใจของกุนซือสาวอุ่นวาบขึ้นมาทันที นางแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มเสียจนแสงจันทร์ยังต้องหลบเร้น "เช่นนั้น... หม่อมฉันคงต้องขอร่วมลงไปชมการชำระบัญชีในครั้งนี้ด้วยตนเองแล้วล่ะเพคะ ท่านอ๋อง" เมื่อสองร่างผู้กุมชะตากรรมแห่งแผ่นดินก้าวเดินเคียงคู่กันลงสู่คุกใต้ดิน บรรยากาศรอบด้านก็ยิ่งทวีความอึดอัดและน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น นักโทษผู้เคยหยิ่งผยอง บัดนี้เมื่อเห็นเงาร่างของสตรีที่ตนเคยคิดว่ากำจัดสิ้นซากไปแล้วปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นก็ถึงกับซีดเผือด นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ราวกับได้เห็นภูตผีปีศาจปีนป่ายขึ้นมาจากขุมนรกโลกันตร์ "ฉาง... ฉางเยว่? เป็นไปได้อย่างไร! เจ้า... เจ้าควรจะตายไปพร้อมกับกองเพลิงในคืนนั้นแล้วสิ!" เสียงตะโกนแหบแห้งดังลั่นพร้อมกับเสียงโซ่ตรวนที่สั่นระรัว ฉางเยว่ก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าแท่นหิน นัยน์ตาคู่สวยที่เคยฉายแววปัญญาชนผู้สุขุม บัดนี้กลับทอประกย์ความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก นางมิได้กล่าววาจาใดอันเกรี้ยวกราด เพียงแต่หยิบกริชเล่มงามที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมา ชักมันออกจากฝักช้าๆ จนเกิดเสียงกังวานใสบาดแก้วหู "ความตาย... เป็นเพียงการลงทัณฑ์ที่เบาบางเกินไปสำหรับคนเช่นเจ้า" สุ้มเสียงหวานใสเอ่ยออกมาด้วยความราบเรียบ ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนผู้ฟังต้องขนหัวลุก "แต่ก่อนที่เจ้าจะได้ลิ้มรสความทรมานที่แท้จริง ข้าอยากรู้ยิ่งนักว่า... ใครเป็นผู้บงการเบื้องหลังให้เจ้ากวาดล้างตระกูลฉางเมื่อสิบปีก่อนกันแน่" นักโทษหัวเราะร่าออกมาทั้งน้ำตา ดวงตาแดงก่ำจ้องมองกุนซือสาวด้วยความเคียดแค้นชิงชัง "ฮ่าๆๆ... อยากรู้หรือ? ต่อให้ข้าตาย ข้าก็ไม่มีวันบอกเจ้าหรอกนังตัวดี! ยิ่งไปกว่านั้น... ต่อให้เจ้าฆ่าข้าในวันนี้ เจ้าก็ไม่มีวันได้พบกับความจริงหรอก เพราะว่า..." ยังไม่ทันที่ประโยคของนักโทษจะสิ้นสุดลง ลูกธรูปริศนาพุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยความเร็วสูงราวกับสายฟ้าแลบ ปักเข้าที่ลำคอของนักโทษผู้นั้นจนมิดด้าม เลือดสีดำทะลักทะลายออกมาพร้อมกับเสียงสำลักที่น่าเวทนา ร่างนั้นกระตุกเกร็งสองสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งสนิท ดวงเบิกค้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัวถึงขีดสุด จ้าวซานหลางตวัดสายตาไปยังทิศทางที่ลูกธนูพุ่งมาในทันที มือคว้าด้ามดาบพร้อมกระโจนขึ้นไปบนกำแพงหินศิลาเพื่อไล่ล่าผู้ลงมือเงา ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่เงาของมือสังหาร หากแต่เป็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่ถูกปักไว้ด้วยลูกธนูดอกเดียวกันบนเสาไม้ผุพัง มันคือ "ป้ายอาญาสิทธิ์" สลักลวดลายมังกรห้าเล็บ... เครื่องหมายประจำพระองค์ขององค์ชายรอง ผู้ซึ่งควรจะประทับอยู่แต่ภายในตำหนักหลวงและไร้ซึ่งส่วนพัวพันกับคดีล้างตระกูลในอดีต! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญกับกุนซือหญิงผู้หยั่งรู้ทิศทางลม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%