"นายกำลังเล่นหมากรุกบนกองศพศิลา... และที่แย่กว่านั้น คือนายเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้คุมกระดาน"
เสียงของรินแหบพร่าแต่นิ่งสนิท ราวกับใบมีดโกนที่กรีดผ่านความเงียบงันภายในห้องเก็บเอกสารลับใต้ดิน กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นโลหะจางๆ อบอวลอยู่ในอากาศ เธอไม่ได้หันไปมองเงามืดที่ยืนพิงกรอบประตู แต่สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ภาพถ่ายนับร้อยที่ถูกแปะเรียงรายบนกระดานไม้ก๊อก เส้นด้ายสีแดงที่โยงใยไปมาดูราวกับเส้นเลือดใหญ่ที่สูบฉีดความชั่วร้ายไปทั่วทั้งเมือง
ศิลาไม่ตอบในทันที เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินดังก้องเป็นจังหวะเชื่องช้า เขาก้าวเข้ามาในแสงไฟสลัว เผยให้เห็นรอยยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่รินเคยไว้ใจที่สุด และเป็นรอยยิ้มเดียวกับที่ทำให้เธอเกือบเอาชีวิตไม่รอดเมื่อสามปีก่อน
"หมากรุกเหรอ?" ศิลาทวนคำพลางกวาดสายตามองกระดานของเธอด้วยความเอ็นดูเหมือนมองเด็กน้อยที่พยายามต่อจิ๊กซอว์ "ริน... นายยังมองไม่เห็นภาพรวมเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่นายเห็นว่ามันคือ 'อาชญากรรม' ในสายตาของฉัน มันคือการจัดระเบียบใหม่ เมืองนี้มันเน่าเฟะเกินกว่าจะเยียวยาด้วยกฎหมายเดิมๆ นายเป็นนักสืบ นายควรจะรู้ดีที่สุดว่าความยุติธรรมเป็นแค่ชุดชั้นในที่คนมีอำนาจชอบสวมใส่เพื่อปกปิดความโสมม"
รินหยิบเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นมา มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะกดมันลงบนโต๊ะ "เอกสารจัดซื้อจัดจ้างโครงการฟื้นฟูเขตสลัม... ไม่ใช่โครงการที่อยู่อาศัย แต่มันคือการวางโครงข่ายเสาสัญญาณความถี่ต่ำที่จะเปลี่ยนสารเคมีในน้ำประปาให้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางจิตประสาท นายไม่ได้จะปกครองเมืองนี้ นายจะล้างสมองมัน"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง ศิลาหยุดเดิน เขาไม่ปฏิเสธ แต่ดวงตาของเขากลับวาวโรจน์ด้วยความตื่นเต้นที่น่าขนลุก
"นายฉลาดเกินไปเสมอ นั่นคือเหตุผลที่ฉันเกลียดการต้องกำจัดนาย" ศิลาถอนหายใจราวกับกำลังเสียดายของเล่นชิ้นโปรด "นายคิดว่าฉันทำสิ่งนี้เพื่ออำนาจ? เปล่าเลย ริน... ฉันทำเพราะฉันเห็น 'ผลลัพธ์' ที่จะเกิดขึ้นหลังจากความโกลาหลจบลง เมื่อทุกคนไร้ซึ่งความทรงจำที่เจ็บปวด เมื่อทุกคนกลายเป็นกระดาษเปล่าที่ฉันสามารถเขียนอะไรลงไปก็ได้... สงครามจะหมดไป ความขัดแย้งจะมลายหายไป นี่ไม่ใช่แผนร้าย แต่มันคือปาฏิหาริย์ของการควบคุม"
รินกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความจริงที่อยู่ตรงหน้าหนักอึ้งราวกับภูเขา ศิลาไม่ได้บ้า เขากำลังทำในสิ่งที่เขามองว่าเป็นความดีงามที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด—การขโมยเจตจำนงเสรีของผู้คนทั้งเมืองเพื่อแลกกับความสงบสุขที่เขาเป็นผู้กำหนด
"นายไม่ได้ช่วยใครเลย ศิลา" รินแค่นหัวเราะ ทั้งน้ำตาที่คลอหน่วย "นายแค่อยากลบความผิดพลาดของตัวเอง... นายแค่อยากลบภาพเหตุการณ์ในโกดังวันนั้นที่ทำให้เราสองคนต้องพังทลาย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป นายไม่ได้เป็นพระเจ้า นายแค่เป็นคนขี้ขลาดที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดของตัวเอง"
ศิลาหุบยิ้มทันที แววตาที่เคยนิ่งสงบเปลี่ยนเป็นดุดันดุจสัตว์ร้าย เขาก้าวประชิดตัวรินอย่างรวดเร็วจนเธอถอยกรูไปติดกำแพง ปลายกระบอกปืนเก็บเสียงกดลงบนอกซ้ายของเธออย่างแผ่วเบา แต่หนักแน่นด้วยเจตนาสังหาร
"ความเจ็บปวดคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์อ่อนแอ" เขากระซิบข้างหูเธอ เสียงนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง "และฉันจะพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อไม่มีความเจ็บปวด ความเป็นมนุษย์ที่นายยึดถือนักหนาน่ะ... มันไร้ค่าแค่ไหน"
รินไม่หลบสายตา เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอดีตเพื่อนรักด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเประหว่างความโกรธและความเวทนา เธอรู้ดีว่านี่คือจุดจบของการเจรจา แต่เธอก็รู้ดีเช่นกันว่าในกระเป๋าเสื้อโค้ทของเธอมีสิ่งที่ศิลาไม่มีวันคาดคิด
"นายพลาดไปอย่างหนึ่ง ศิลา" รินกระซิบตอบ เสียงของเธอเรียบสนิทจนน่ากลัว "นายมัวแต่โฟกัสกับสิ่งที่นายจะสร้าง จนลืมไปว่าในฐานข้อมูลที่นายส่งเข้าเซิร์ฟเวอร์หลัก... ฉันฝังไวรัส 'กระจกเงา' เอาไว้แล้ว"
ศิลาชะงัก คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน "หมายความว่ายังไง?"
"หมายความว่า... ทุกอย่างที่นายกำลังวางแผนจะทำกับคนทั้งเมือง" รินยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน "ตอนนี้มันกำลังถูกส่งตรงเข้าสู่เครื่องรับสัญญาณของตำรวจและสื่อมวลชนทุกสำนัก นายไม่ได้เป็นคนคุมกระดานหรอกศิลา... นายคือตัวละครในละครที่คนทั้งเมืองกำลังจะช่วยกันรุมฉีกทิ้ง"
ทว่า ก่อนที่รินจะได้ทันสะใจ ศิลากลับปล่อยหัวเราะออกมาดังลั่นห้อง—หัวเราะอย่างคนเสียสติที่รู้ทันเกมมากกว่าเธอหนึ่งก้าว
"กระจกเงา? ริน... นายคิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่านายแอบติดตั้งมันไว้?" ศิลาถอยหลังออกมาสองก้าวพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้รินรู้สึกเสียวสันหลังวาบ "ฉันไม่ได้ขัดขวางมันหรอกนะ... แต่ฉันเพิ่งเปลี่ยน 'ปลายทาง' ของข้อมูลชุดนั้นเสียใหม่"
ศิลาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดปุ่มเพียงครั้งเดียว หน้าจอคอมพิวเตอร์หลักในห้องแสดงผลลัพธ์การส่งข้อมูลที่ทำเอาหัวใจของรินหยุดเต้น มันไม่ได้ถูกส่งไปที่สถานีตำรวจหรือสื่อมวลชนอย่างที่เธอวางแผนไว้ แต่มันกำลังถูกถ่ายทอดสดไปยัง 'อุปกรณ์ฝังตัว' ที่อยู่ในสมองของบรรดาเหยื่อผู้บริสุทธิ์นับหมื่นที่ศิลาจับเป็นตัวประกันไว้ทั่วเมือง
"นายไม่ได้ส่งหลักฐานไปแฉฉัน" ศิลาเฉลยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "นายส่ง 'รหัสเปิดใช้งาน' ให้กับคนพวกนั้นเอง นายคือคนเริ่มนับถอยหลังสู่การล่มสลายของเมืองนี้... ด้วยมือของนายเอง ริน"
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นจากภายนอก พร้อมกับเสียงกรีดร้องที่เริ่มดังขึ้นจากเบื้องบนของตึก รินเบิกตากว้างเมื่อเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็นผู้คนนับพันคนบนท้องถนนเริ่มล้มลงและสั่นกระตุกอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่ดวงตาของพวกเขาจะเปลี่ยนเป็นสีขุ่นมัวที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์
ศิลาเดินไปที่ประตูห้องพลางหันกลับมามองเธอเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
"ตอนนี้... นายจะเลือกช่วยเมืองนี้ หรือจะเลือกช่วยชีวิตตัวเองที่กำลังจะถูกคนนับพันรุมทึ้งในอีกไม่ถึงหนึ่งนาทีข้างหน้า?"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในเงามายาด้วยกันครับ - มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
เงามายาแห่งศรัทธา: บันทึกเลือดบนหน้ากระดาษ•ตอนที่ 9
ความจริงที่น่าสะพรึง
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงามายาแห่งศรัทธา: บันทึกเลือดบนหน้ากระดาษ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!