เสียงกระแทกของแก้วไวน์ราคาแพงกระทบลงบนโต๊ะหินอ่อนในห้องอาหารวีไอพีดังสนั่นจนน้ำสีทับทิมกระฉอกเปื้อนผืนผ้าปูโต๊ะสีขาวบริสุทธิ์ กานต์เหยียดยิ้มมุมปาก สายตาคมกริบที่เคยใช้หว่านเสน่ห์ใส่ผู้หญิงในสังคมไฮโซบัดนี้กำลังมองร่างระหงของลินินด้วยความสมเพชเวทนา ราวกับเธอกำลังขอเศษทานจากเขา
"เลิกเล่นละครสักทีเถอะลินิน เธอก็แค่ผู้หญิงจนๆ คนหนึ่งที่คินน์มันเก็บมาเลี้ยงข้างถนน ทำเป็นพูดจาภาษากฎหมายขู่ฉันอยู่ได้ คิดว่าใส่สูทแบรนด์เนมปลอมๆ แล้วจะดูเป็นคนมีอำนาจขึ้นมาจริงๆ งั้นเหรอ?" กานต์หัวמידในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและดูแคลนระคนความกระวนกระวายใจลึกๆ
ลินินไม่ได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เธอนั่งไขว่ห้างด้วยท่าทีสง่างามราวกับพญาหงส์ ปลายนิ้วเรียวสวยเคาะเบาๆ บนพนักเก้าอี้หนังแท้เป็นจังหวะเนิบนาบ ดวงตากลมโตคู่สวยที่ซ่อนความลับอันน่าสะพรึงกลัวไว้ภายใต้แพขนตางอนงามช้อนขึ้นสบตากับชายหนุ่มผู้โง่เขลาตรงหน้า รอยยิ้มที่ระบายบนเรียวปากสีพีชช่างเยือกเย็นและบาดลึกจนกานต์เผลอชะงักไปชั่วขณะ
"ปลอมเหรอคะ..." เสียงหวานใสแต่เย็นยะเยือกเอ่ยขึ้นเบาๆ ราwithสายลมหนาวที่พัดผ่านกลางฤดูร้อน "กานต์คะ... คุณนี่ช่างมีความสามารถพิเศษในการมองไม่เห็นกะลาที่ตัวเองครอบอยู่จริงๆ นะคะ"
"ปากดี!" กานต์ตบโต๊ะเสียงดังลั่นจนพนักงานเสิร์ฟที่ยืนอยู่มุมห้องสะดุ้งสุดตัว "ถ้าเธอเก่งจริงและมีชาติตระกูลอย่างที่ปากว่า ทำไมต้องมาทนลำบากอยู่กับไอ้สวะคินน์ที่กำลังจะล้มละลายในอีกไม่กี่วันข้างหน้าด้วยล่ะ? ห้ะ? หรือเพราะโง่จนแยกแยะไม่ออกว่าใครคืออนาคตที่มั่นคง?"
คินน์ที่ยืนกอดอกนิ่งเงียบอยู่ริมหน้าต่างกระจกใสเผยรอยยิ้มเย้ยหยันที่มุมปาก เขาปรายตามองอดีตเพื่อนร่วมงานผู้พยายามตะเกียกตะกายขึ้นสู่สังคมชั้นสูงด้วยความสมเพช ไม่มีความจำเป็นเลยสักนิดที่เขาจะต้องลงมือจัดการกับสุนัขจนตรอกตัวนี้ เพราะในโลกของความจริง อำนาจที่แท้จริงไม่เคยต้องใช้เสียงตะโกน
ลินินลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิทขับเน้นให้เธอดูทรงอำนาจและน่าเกรงขามจนกานต์ต้องผถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เธอยื่นมือไปหยิบกระเป๋าหนังจระเข้ใบเล็กบนเก้าอี้ ก่อนจะหยิบบัตรสีดำสนิทที่สะท้อนประกายแสงไฟฟ้าระยิบระยับออกมาวางไว้ตรงหน้าชายหนุ่ม
กานต์ก้มมองวัตถุชิ้นนั้นแวบแรกด้วยความงุนงง ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากเย่อหยิ่งกลายเป็นซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อตระหนักได้ว่าสัญลักษณ์รูปมงกุฎเพชรที่สลักนูนต่ำบนบัตรโลหะพิเศษนั้นคืออะไร... มันคือบัตรเครดิตอภิสิทธิ์สูงสุดที่ออกให้เฉพาะทายาทสายตรงของตระกูลวรโชติเมธิน ตระกูลมหาเศรษฐีผู้กุมกลไกเศรษฐกิจครึ่งประเทศที่แม้แต่นายกรัฐมนตรียังต้องเกรงใจ!
"นี่มัน... บัตรของ... บัตรของตระกูลวรโชติเมธิน..." กานต์พึมพำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ "เป็นไปไม่ได้! เธอก็แค่เด็กฝึกงานในแผนกบัญชี... เธอก็แค่..."
"ก็แค่ผู้หญิงที่ยอมทิ้งกองมรดกหลายหมื่นล้านมาเดินดินกินข้าวแกงข้างถนน เพื่ออยู่ข้างผู้ชายที่คุณดูถูกว่าเป็นสวะยังไงล่ะคะ" ลินินโน้มตัวลงไปกระซิบชิดริมหูของชายหนุ่ม น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่น่ากลัวราวกับเสียงกระซิบจากยมทูต "และน่าเสียดายนะคะกานต์... ตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัทที่คุณกำลังเลียแข้งเลียขาอยู่ตอนนี้ แท้จริงแล้วเป็นบริษัทในเครือลำดับที่สิบสองของตระกูลฉันเองค่ะ"
เปรี้ยง! ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล กานต์เข่าทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นพรมราคาแพงอย่างไร้ศักดิ์ศรี มือไม้สั่นเทาจนแทบคว้าอะไรไม่อยู่ สมองของเขาขาวโพลน นึกย้อนไปถึงทุกคำดูถูก ทุกหยามหยัน และแผนการสกปรกมากมายที่เขาเคยใช้กลั่นแกล้งลินินและคินน์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทุกอย่างย้อนกลับมาบดขยี้เขาจนไม่เหลือชิ้นดี
"ลินิน... ลินินครับ ผม... ผมไม่ได้ตั้งใจ..." กานต์คลานเข้าไปควชายเสื้อสูทของหญิงสาวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด น้ำตาซึมไหลพรั่งพรูออกมาอย่างน่าสมเพช "ยกโทษให้ผมเถอะนะ ผมมันตาบอด... ผมมันโง่เอง!"
ลินินดึงชายเสื้อกลับอย่างไร้เยื่อใย เธอก้มมองเขาด้วยหางตา รอยยิ้มบนเรียวปากช่างเยียบเย็นเสียจนกานต์รู้สึกราวกับถูกแช่แข็งทั้งเป็นในนรกภูมิ
"ความผิดพลาดที่ให้อภัยไม่ได้ที่สุดในชีวิตของคุณ คือการคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นโดยไม่ดูสารรูปตัวเองค่ะ" ลินินพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ก่อนจะหันไปสบตากับคินน์ที่เดินเข้ามาโอบไหล่เธอไว้ด้วยความอบอุ่น เคมีที่เข้ากันอย่างไร้ที่ติของทั้งคู่ทำเอากานต์แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะคลี่คลายไปในชัยชนะอันงดงามของทั้งสอง เสียงปรบมือดังแปะๆๆ ก็ก้องขึ้นจากความมืดตรงมุมเสาด้านหลังห้องอาหาร
รอยยิ้มบนใบหน้าของลินินแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิดเมื่อเงาร่างสูงโปร่งในชุดสูทสั่งตัดพิเศษก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้านั้นคมคายและมีรอยยิ้มเจ้าเลื้อยที่เธอจำได้แม่นยำ... รอยยิ้มของพี่ชายคนโตผู้ไม่เคยปล่อยให้สมบัติของตระกูลหลุดรอดไปไหน และเป็นคนเดียวกับที่ส่งคนมาตามล่าเธอกลับคฤหาสน์เมื่อสามเดือนก่อน!
"เล่นสนุกพอหรือยังจ๊ะ ตัวแสบ..." เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้าวเข้ามาใกล้ "คุณพ่อให้เวลาเธอพิสูจน์รักแท้มามากพอแล้ว... ถึงเวลาที่เธอต้องกลับไปรับตำแหน่งประธานใหญ่แห่งวรโชติเมธินตามพินัยกรรม แล้วปล่อยให้ 'ว่าที่สามี' ของเธอจัดการกับเศษสวะพวกนี้ตามลำดับความเหมาะสมเสียที"
ลินินชะงักกึก หันขวับไปมองหน้าคินน์ด้วยความตกใจระคนเป็นห่วง ทว่าดวงตาคมกราบของชายหนุ่มกลับไม่มีความตกใจเลยแม้แต่น้อย... เขารู้เรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่แรกอย่างนั้นเหรอ?!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาลุ้นระทึกกับตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
พันธะร้ายขยับรักอย่าคิดจะเขี่ยผมทิ้ง•ตอนที่ 20
ความลับของนางเอก
ผลงานโดย ไอศกรีมมินต์ช็อก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไอศกรีมมินต์ช็อก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะร้ายขยับรักอย่าคิดจะเขี่ยผมทิ้ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!