พันธะร้ายขยับรักอย่าคิดจะเขี่ยผมทิ้ง•ตอนที่ 12

กวาดซื้ออสังหาฯ ทั้งซอย

ผลงานโดย ไอศกรีมมินต์ช็อก
"เซ็นสัญญาซะ หรือไม่ก็ไสหัวออกไปจากตึกนี้ภายในสิบวินาที!" เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหวสะท้อนไปทั่วห้องรับแขกคับแคบของตึกแถวเก่าคร่ำครึ กานต์ในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงที่พยายามสวมรอยเป็นผู้ดี ยืนค้ำหัวมองร่างของสองแม่ลูกที่นั่งตัวสั่นอยู่บนโซฟาขาดๆ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเย่อหยิ่งและอำมหิต มือหนาถือกระดาษเอกสารสัญญาเช่าฉบับใหม่ที่ปรับค่าเช่าขึ้นสูงลิ่วจนคนหาเช้ากินค่ำไม่มีทางจ่ายไหว ตึกแถวสามชั้นย่านใจกลางเมืองแห่งนี้ แม้จะดูเก่าแก่ทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ทำเลของมันกำลังเป็นที่หมายปองของนายทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กานต์ที่อาศัยเส้นสายจอมปลอมและเงินสินบนใต้โต๊ะ ฉวยโอกาสฮุบสิทธิ์การดูแลตึกนี้มาไว้ในมือ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือระบายความแค้นและรีดไถผู้เช่าเดิมให้พ้นทาง โดยเฉพาะครอบครัวที่เคยล่วงเกินเขาในอดีต ลินินที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่มุมห้อง ปรายตามองท่าทีเจ้าเล่ห์ของกานต์ด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง ชุดเดรสเข้ารูปหรูหราที่เธอสวมใส่ตัดกับบรรยากาศมอมแมมอับชื้นของที่นี่อย่างสิ้นเชิง ราวกับหงส์ฟ้าที่หลงเข้ามาในกองขยะ แต่เธอกลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจแม้แต่น้อย กลับกัน... เธอกำลังรอคอยเวลาที่จะได้เห็นความพินาศของชายโง่เขลาเบื้องหน้าต่างหาก "พวกคุณไม่มีปัญญาจ่ายค่าเช่าราคานี้หรอกค่ะ ยอมรับสภาพแล้วเก็บกระเป๋าไสหัวไปซะเถอะ อย่ามาทำตัวเป็นปลิงเกาะตึกเก่าๆ แห่งนี้กินอีกเลย" ลินินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เชือดเฉือน บาดลึกถึงขั้วหัวใจของผู้ฟัง "แก... แกมันคนใจดำ!" เสียงแหบพร่าของหญิงสูงวัยเอ่ยขึ้นด้วยความคับแค้นใจ กานต์หัวเราะลั่นในลำคออย่างสะใจ "ใจดำเหรอครับคุณป้า? โลกนี้มันขับเคลื่อนด้วยเงินครับ ไม่มีเงิน ก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนหายใจบนแผ่นดินนี้! ถ้าไม่อยากนอนข้างถนน ก็กราบแทบเท้าผมสิ เผื่อผมจะเมตตาให้เวลาเก็บของเพิ่มอีกสักสองวัน" บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะระเบิด ความกดดันแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูอากาศ กานต์ยืดอกขึ้นด้วยความลำพองใจ คิดว่าตนเองคือกรรมผู้กำหนดชะตากรรมของทุกคนในที่นี้ แต่วินาทีนั้นเอง เสียงปรบมือเบาๆ ช้าๆ ทว่าทรงพลังอย่างประหลาด ก็ดังขึ้นจากบริเวณประตูทางเข้า แปะ... แปะ... แปะ... ทุกสายตาหันขวับไปมองยังต้นทางของเสียงทันที ร่างสูงสง่าของคินน์ก้าวเท้าเข้ามาในห้องช้าๆ สุขุม เยือกเย็น และทรงอำนาจ ชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีเทาเข้มขับเน้นรูปร่างให้ดูโดดเด่น ใบหล่อเหลาไร้รอยยิ้มแววตาคู่นั้นนิ่งสงบราวกับผิวน้ำในมหาสมุทรลึก แต่กลับแฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันตาเห็น กานต์ชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงระคนความดูถูกเหยียดหยามทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร "เหอะ! นึกว่าใคร... ที่แท้ก็ไอ้สวะตกอับคินน์นี่เอง หูหนาตาบอดตามมาถึงนี่เลยเหรอ? หรือว่าไม่มีปัญญาแม้แต่จะหาข้าวateหัว จงใจเดินตามก้นคุณลินินมาขอเศษเงินกินกันแน่ล่ะวะ!" คินน์ไม่โต้ตอบ เขายังคงสาวเท้าเข้ามาเรื่อยๆ สายตาคมกริบกวาดมองสภาพตึกแถวเก่าๆ แห่งนี้ครั้งหนึ่ง ก่อนจะปรายมามองหน้ากานต์ด้วยความรู้สึกราวกับกำลังมองมดปลวกไร้ค่า ลินินเดินเข้าไปยืนเคียงข้างคินน์อย่างรู้ใจ มือเรียวบางเอื้อมไปจัดปกเสื้อให้ชายหนุ่มเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสซื่อแต่แฝงยาพิษ "คุณกานต์คะ... การเป็นสุนัขที่เห่าเสียงดัง ไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของอาณาจักรหรอกนะคะ ระวังจะโดนเจ้าของตัวจริงไล่ตะردเอาไม่รู้ตัว" "ปากดีนักนะนังคุณหนูตกกระป๋อง!" กานต์หน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกผู้หญิงหยามหน้า "คิดว่าพวกแกสองคนมีปัญญาทำอะไรฉันได้งั้นเหรอ? ตึกนี้ฉันกุมสิทธิ์ขาดไว้หมดแล้ว ค่าเช่าก็ขึ้นอยู่กับฉัน อยากไล่ใครออกเมื่อไหร่ก็ได้!" คินน์ยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้กานต์รู้สึกหนสันหลังวาบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ มือเรียวควักโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท กดโทรออกเพียงสั้นๆ ประโยคเดียว "จัดการตามแผน กวาดซื้ออสังหาริมทรัพย์ทั้งซอยนี้ให้หมดภายในสามนาที... โอนเงิน" สิ้นเสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิทของคินน์ ไม่ถึงสิบวินาทีต่อมา เสียงโทรศัพท์มือถือของกานต์ก็แผדเสียงดังลั่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง สายเรียกเข้าจากสำนักงานที่ดินและธนาคารใหญ่ต่างกระหน่ำโทรเข้ามาพร้อมกันราวกับนัดหมาย กานต์หน้าถอดสี มือสั่นเทาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับด้วยความงุนงงและสังหรณ์ใจที่แปลกประหลาด "ฮ... ฮัลโหลครับ?" "เรียนท่านผู้ถือหุ้นใหญ่... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!" ปลายสายร้องโหล่ด้วยความตื่นตระหนก "มีนักลงทุนปริศนากว้านซื้อโฉนดที่ดินและตึกแถวทั้งซอยรวมถึงแปลงที่คุณครอบครองอยู่ทั้งหมดด้วยเงินสด! กรรมสิทธิ์ถูกโอนย้ายเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วครับ!" กานต์เบิกตากว้างจนแทบถลอกจากเบ้า โทรศัพท์ในมือร่วงหล่นลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬไหลท่วมหลัง เข่าอ่อนยวบจนต้องเซถอยหลังไปชนกับผนังห้อง ดวงตาหวาดกลัวมองตรงไปยังคินน์ที่ยืนมองเขาด้วยสายตาราวกับพญามัจจุราชกำลังพิพากษา "เป็นไปไม่ได้... เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! แก... แกเอาเงินมาจากไหนมากมายขนาดนั้น!" กานต์แผดเสียงตะโกนออกมาอย่างคนเสียสติ สติสัมปชัญญะหลุดลอยเมื่อตระหนักได้ว่าอำนาจทั้งหมดที่ตนเองภาคภูมิใจได้ถูกทำลายลงในพริบตาเดียว คินน์ก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้ากานต์ ระยะห่างเพียงคืบเดียวทำให้กานต์ต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างกายสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ "ตึกทั้งซอยนี้ รวมถึงตึกแถวโบราณที่คุณยืนหัวเราะอยู่เมื่อครู่..." คินน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็ง "ตอนนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผมร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว... กานต์" ลินินก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย รอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มปรากฏบนใบหน้างดงาม แต่แววตากลับไร้ซึ่งความปรานีใดๆ เธอยื่นเอกสารสิทธิ์ตัวจริงที่เพิ่งถูกส่งเข้ามือถือให้กานต์ดูชัดๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของเขาสลายเป็นจุล "ในฐานะเจ้าของตึกคนใหม่คนนี้..." ลินินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานใส ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดโกน "ดิฉันขอใช้สิทธิ์ขับไล่สุนัขจรจัดอย่างคุณ ออกไปจากพื้นที่ของพวกเรา... ณ บัดนี้ค่ะ" กานต์ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไร้ศักดิ์ศรี ปากสั่นพับๆ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก สมองขาวโพลนรับความจริงอันโหดร้ายไม่ไหว ในขณะที่คินน์และลินินยืนมองลงมาด้วยสายตาเหนือกว่าอย่างไร้ข้อโต้แย้ง ทว่า... ทันใดนั้นเอง เสียงเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวลำยักษ์ก็บินแหวกน่านฟ้าลงมาจอดสนิทบนลานดาดฟ้าของตึกแถวฝั่งตรงข้าม แรงลมมหาศาลพัดผ่านกระจกหน้าต่างจนสั่นสะเทือน พร้อมกับชายในชุดสูทสีดำสนิทนับสิบชีวิตที่ก้าวลงมาจากเครื่อง พร้อมแฟ้มเอกสารลับสีดำสนิทในมือที่จ่าหน้าซองถึงตัวคินน์โดยเฉพาะ... (โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ) ไอศกรีมมินต์ช็อกขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ไอศกรีมมินต์ช็อก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะร้ายขยับรักอย่าคิดจะเขี่ยผมทิ้ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%