รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน•ตอนที่ 12

ความหึงหวงที่กัดกิน

ผลงานโดย บันทึกคนจร
เสียงกระแทกของแก้ววิสกี้คริสตัลกระทบลงบนโต๊ะไม้ราคาแพงดังสนั่น หักล้างความเงียบงันภายในห้องทำงานส่วนตัวที่มืดสลัวได้อย่างไร้ความปรานี ภาคินจ้องมองหน้าจอแท็บเล็ตในมือราวกับมันคือวัตถุอันตรายที่พร้อมจะระเบิดใส่หน้าเขาได้ทุกเมื่อ ภาพถ่ายบนหน้าสื่อออนไลน์และนิตยสารธุรกิจชื่อดังฉบับล่าสุดกำลังตอกย้ำความจริงที่เขายังไม่อยากเชื่อสายตา รัญธิดา—อดีตภรรยาผู้เคยเป็นเพียงเงาจางๆ ในบ้านหลังใหญ่ บัดนี้กำลังยืนเคียงบ่าเคียงไหล่อย่างสง่างามกับชยพล นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้ทรงอิทธิพล รอยยิ้มบนริมฝีปากเธอนั้นช่างเยือกเย็น ทว่าเจิดจ้าจนบาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจของคนที่กำลังนั่งจมปลักอยู่กับกองซากปรักหักพัง มันไม่ใช่แค่ความอิจฉา... แต่มันคือความคลุ้มคลั่งที่ถูกกักขังไว้ด้วยสำนึกผิดและทิฐิอันโง่เขลา "ผู้หญิงคนนั้น... เป็นของฉัน" ภาคินพึมพำกับความว่างเปล่า เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเทาด้วยแรงโทสะที่กำลังกัดกินสติสัมปชัญญะทีละน้อย ภาพในอดีตย้อนกลับมาหลอกหลอน ภาพที่เขามองข้ามหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาของเธอ ภาพที่เขาเคยคิดว่าการมีเธออยู่บ้านเป็นเพียงหน้าที่อันน่าเบื่อหน่าย แต่ตอนนี้ เมื่ออีกฝ่ายหลุดลอยออกไปจากวงโคจรและกำลังเติบโตอย่างงดงามบนเส้นทางที่เธอเลือกเอง ภาคินกลับพบว่าความภาคภูมิใจในฐานะนักธุรกิจแถวหน้าของเขามันช่างไร้ค่า เมื่อเทียบกับการสูญเสียผู้หญิงที่เคยรักเขาหมดหัวใจ นิ้วเรียวยาวที่เคยเซ็นสัญญาธุรกิจมูลค่ามหาศาลสั่นระริกขณะเลื่อนดูภาพถัดไป ชยพลโน้มตัวลงกระซิบกระซาบข้างใบหูของรัญธิดาในงานเลี้ยงการกุศลแห่งหนึ่ง ภาพนั้นถูกบันทึกไว้ด้วยเลนส์ซูมระยะไกล แต่มันกลับคมชัดเสียจนภาคินรู้สึกเหมือนถูกมีดกรีดลงกลางอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความหึงหวงที่ไร้สิทธิ์กำลังแผดเผาช่องท้องของเขาจนร้อนรุ่ม เขากำแทกแก้วในมือแน่นขึ้นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน ความรู้สึกอยากครอบครองที่เคยถูกละเลย บัดนี้กลับระเบิดออกมาเป็นความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งเป้าไปที่ความอ่อนแอของตนเอง เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์โทรหารัญธิดาเป็นครั้งที่สิบของวัน เสียงสัญญาณรอสายดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้การตอบรับ ก่อนจะตัดเข้าสู่ระบบฝากข้อความเสียง ความเงียบที่ปลายสายเปรียบเสมือนเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากอดีต "รัญ... รับสายผมเถอะ คุณอยู่ไหน? กับไอ้ชยพลใช่ไหม?" ภาคินพูดใส่โทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงที่เกือบจะกลายเป็นการคำราม ลมหายใจหอบกระชั้นสะท้อนความตื่นตระหนกที่ไม่อาจควบคุม "คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่รัญ? กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!" ติ๊ด. สายถูกตัดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ภาคินโยนโทรศัพท์เครื่องหรูลงบนพรมหนานุ่มด้วยความโกรธ เขาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทว่าความมึนเมาและพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำทำให้โลกทั้งใบหมุนคว้าง เขาก้าวเดินไปที่กระจกเงาบานใหญ่ประจำห้อง บานกระจกที่สะท้อนภาพชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมในสายตาคนนอก แต่ภายในกลับกลายเป็นเศษซากความพังพินาศ ภาคินเงื้อมือขึ้นสุดแขน ชกหมัดเข้าใส่กระจกเงาตรงหน้าเต็มแรง! เพล้ง! เสียงเศษกระจกแตกละเอียดกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับหยาดโลหิตสีแดงฉานที่ไหลรินอาบข้อนิ้วหนา ความเจ็บปวดทางกายไม่ได้ช่วยบรรเทาความเร่าร้อนในอกเลยแม้แต่น้อย เขายืนหอบหายใจรดหยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นที่เอ่อล้นดวงตาคู่คม ภาคินตระหนักแล้วว่า การแก้แค้นที่สาสมที่สุดที่รัญธิดามอบให้เขา ไม่ใช่การด่าทอหรือสาปแช่ง แต่เป็นการที่เธอ "ไม่เหลือพื้นที่ใดๆ" ให้เขาอยู่ในชีวิตอีกต่อไปแล้ว ในเวลาเดียวกัน ที่เพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง รัญธิดากำลังยืนมองทัศนียภาพยามค่ำคืนผ่านกระจกใสบานใหญ่ แก้วไวน์ในมือถูกแกว่งช้าๆ ขณะที่เธอกำลังพิจารณารายงานโครงการลงทุนล่าสุดที่ชยพลเพิ่งส่งให้ "ดูเหมือนว่าคุณภาคินจะยังไม่ชินกับการเป็นผู้ชมนะ" ชยพลเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะเดินเข้ามาพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มในมือ ดวงตาคมกริบของเขาส่อแววขบขันเจือความห่วงใย "ผมเห็นข่าวหน้าหนึ่งวันนี้แล้ว... เขาคลั่งใหญ่โตจนหุ้นในเครือเริ่มสั่นคลอนนิดหน่อยแล้วล่ะครับ" รัญธิดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขสมเพช แต่เป็นรอยยิ้มของความเยือกเย็นจากผู้ที่เคยตายทั้งเป็นแล้วฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ เธอน้ำเสียงนิ่งสงบราวกับผิวน้ำในยามไร้ลม "ปล่อยให้เขาดิ้นรนไปเถอะค่ะคุณชยพล..." รัญธิดาหันมาสบตาเพื่อนร่วมงานหนุ่ม แววตาของเธอฉายประกายความเด็ดเดี่ยวที่เฉียบคมยิ่งกว่าอาวุธใดๆ "คนที่เคยคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของโลกทั้งใบ สมควรได้รับรู้รสชาติของการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป... ทีละนิด จนกระทั่งไม่เหลืออะไรเลย" ชยพลพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขารู้ดีว่าเบื้องหลังความนิ่งสงบนี้คือสมรภูมิรบที่รัญธิดาเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ทั้งหมด และเขาพร้อมจะเป็นแนวร่วมสนับสนุนเธอจนถึงที่สุด ทว่า ในขณะที่เกมการแก้กำลังดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ เสียงเคาะประตูกระจกห้องทำงานของรัญธิดาก็ดังขึ้นขัดจังหวะสามัญอันเงียบงัน เลขานุการส่วนตัวก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย พร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลในมือ "คุณรัญคะ... มีพัสดุด่วนส่งตรงถึงคุณค่ะ ผู้ส่งระบุว่าเป็น... คนจากบริษัทของอดีตคุณสามี และย้ำว่าต้องให้คุณเปิดดูด้วยตัวเองทันทีค่ะ" รัญธิดาขมวดคิ้วเล็กน้อย วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะรับซองเอกสารนั้นมา เธอใช้กรรไกรเปิดปากซองออกอย่างใจเย็น ทว่าทันทีที่ดึงกระดาษแผ่นแรกออกมาดู ดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ มันไม่ใช่เอกสารทางธุรกิจ ไม่ใช่หมายศาลหย่า และไม่ใช่จดหมายขอโทษ แต่มันคือภาพถ่ายเก่าๆ ใบหนึ่ง... ภาพอัลตร้าซาวด์ของเด็กทารกอายุครรภ์สัปดาห์ที่สิบสอง ซึ่งถูกซ่อนไว้ในลิ้นชักลับของภาคินเมื่อหลายปีก่อน พร้อมกับข้อความลายมือที่เขียนด้วยหมึกสีดำสนิทว่า... *"รัญ... ลูกของเรา ยังไม่ตายใช่ไหม?"* ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและซึมซับรอยร้าวไปพร้อมกับ "บันทึกคนจร" นะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%