รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน•ตอนที่ 11

เส้นทางที่ขนานกัน

ผลงานโดย บันทึกคนจร
เสียงเปิดแฟ้มเอกสารบนโต๊ะหินอ่อนสีดำขลับดังขึ้น กังวานบาดหูในห้องประชุมที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า "ตัวเลขงบประมาณในการปรับปรุงโครงสร้างอาคารพาณิชย์ย่านสาทร ถูกบีบลงมาเกือบสิบเปอร์เซ็นต์จากที่ตกลงกันไว้ตอนแรก... คุณรัญธิดาคิดว่าเราจะยังรักษามาตรฐานการออกแบบโครงสร้างเหล็กเปลือย (Exposed Steel) เอาไว้ได้โดยไม่ลดทอนความปลอดภัยได้อย่างไรครับ" ชยพลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความจริงจังและเฉียบคม ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสีเงินจดจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความระคนทึ่ง ไม่บ่อยนักที่เขาจะได้ร่วมงานกับสถาปนิกหญิงที่มีสายตาเฉียบคมและมุมมองทางธุรกิจที่กว้างไกลราวกับมองกระดานหมากรุกทั้งกระดานเช่นนี้ รัญธิดายกมือขึ้นทัดปอยผมสีดำขลับที่หลุดลุ่ยลงมาเคลียแก้มอย่างใจเย็น ปลายนิ้วเรียวยาวจรวดลงบนแปลนพิมพ์เขียวด้วยความมั่นใจ แววตาของเธอไม่มีความลังเลเจือปน แม้ว่าร่องรอยของความเหนื่อยล้าจากการอดนอนจะปรากฏชัดเจนบนดวงหน้าเรียวรูปไข่ แต่สิ่งนั้นกลับยิ่งขับเน้นความเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวให้เด่นชัดขึ้นไปอีก "เราไม่จำเป็นต้องลดสเปกวัสดุลงหรอกค่ะ... เอ่อ ขออภัยค่ะ ดิฉันหมายถึง เราไม่จำเป็นต้องลดสเปกเลยแม้แต่น้อย" รัญธิดาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้สรรพนามคุ้นชิน ก่อนจะแก้ไขด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก "ถ้าเราปรับเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อเหล็กโครงสร้างโดยตรงจากโรงงานพันธมิตรในจังหวัดระยอง ตัดพ่อคนกลางออกไป สามเปอร์เซ็นต์ที่เราสูญเสียไปในงบประมาณ จะถูกทดแทนด้วยค่าขนส่งที่ลดลง และอีกห้าเปอร์เซ็นต์จะได้คืนมาจากเครดิตเทอมที่ยืดหยุ่นขึ้นครับ... เอ๊ย... ค่ะ..." เธอนิ่งงันไปครู่หนึ่งเมื่อเผลอหลุดคำลงท้ายแบบเดิมซ้ำอีกครั้ง ชeพลหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่อบอุ่นและปราศจากการจับผิด ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดในห้องประชุมผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด "คุณรัญธิดานี่ตลกดีนะครับ สลับสรรพนามไปมาจนผมเกือบเผลอเรียกคุณว่า 'ครับ' ตามไปด้วยแล้ว" ชยพลพิงหลังพิงพนักเก้าอี้หนังแท้ พร้อมกับประสานมือไว้บนตัก "แต่ข้อเสนอเรื่องโรงงานที่ระยอง... น่าสนใจมาก คุณไปได้คอนเนกชันนี้มาจากไหน ทั้งที่ตอนเป็นสถาปนิกในบริษัทเก่าของคุณ คุณไม่น่าจะมีโอกาสได้แตะงานจัดซื้อระดับมหภาคแบบนี้" รัญธิดาชะงักไปชั่วขณะ ภาพความทรงจำสีเทาหม่นในช่วงเวลาหลายปีที่เธอต้องก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของภาคิน อดีตสามีผู้ไม่เคยเห็นคุณค่า ย้อนกลับเข้ามาในหัวราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ เธอเคยเป็นเพียง 'เงา' ที่คอยร่างแบบและคำนวณโครงสร้างให้เขาเอาหน้าออกสังคม แต่ในวันนี้... เงาตัวนั้นได้ก้าวออกมาสู่แสงสว่าง และยืนหยัดอยู่บนลำขาของตัวเองอย่างสง่างาม "ประสบการณ์ราคาแพงค่ะ..." รัญธิดาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าดวงตากลับไหววูบด้วยประกายแห่งความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจ "เมื่อก่อนดิฉันเคยคิดว่า การทำหน้าที่หลังบ้านให้ดีที่สุดคือความเสียสละที่คุ้มค่า แต่พอวันที่บ้านหลังนั้นพังทลายลงมาอย่างไร้เยื่อใย... ดิฉันถึงได้รู้ว่า ความรู้ความสามารถที่เรามี มันควรถูกใช้เพื่อสร้างคุณค่าให้ตัวเราเอง ไม่ใช่เพื่อประดับบารมีให้คนอื่นเหยียบย่ำ" ชยพลมองหญิงสาวด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ความเคารพและชื่นชมฉายชัดขึ้นในดวงคู่นั้น เขาเป็นนักลงทุนหนุ่มผู้ผ่านผู้คนมามากมาย มองปราดเดียวก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ผ่านสมรภูมิชีวิตที่โหดร้ายมาขนาดไหน แต่มันไม่ได้ทำให้เธอบด ริษยา หรือกลายเป็นคนเกลียดชังโลก กลับกัน... เธอกลับงดงามและแข็งแกร่งราวกับเพชรที่ผ่านการเจียระไนด้วยไฟอันร้อนรุ่ม "ผมชื่นชมคุณจริงๆ ครับ รัญ" ชยพลเอ่ยเรียกชื่อเล่นของเธอเป็นครั้งแรกอย่างเป็นกันเอง "ไม่ใช่แค่ในฐานะพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาจากกองซากปรักหักพังแล้วสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมาใหม่... ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะสนับสนุนได้ คุณบอกได้เสมอเลยนะครับ" "ขอบคุณค่ะ... ขอบคุณมากค่ะคุณชยพล" รัญธิดายิ้มรับอย่างจริงใจ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและชยพลในตอนนี้ดำเนินไปบนเส้นทางแห่งความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่มีเรื่องชู้สาว ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน มีเพียงความเข้าใจและเป้าหมายทางธุรกิจที่สอดคล้องกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยได้รับเลยตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่กับภาคิน ในขณะเดียวกัน ที่ล็อบบี้ชั้นล่างของอาคารสำนักงานหรูใจกลางเมือง ภาคินกำลังยืนกอดอกนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบจดจ้องมองป้ายชื่อบริษัทออกแบบสถาปัตยกรรมแห่งใหม่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนชั้นที่สามสิบ ร่างสูงโปรดของอดีตสามีผู้เคยเย่อหยิ่งและมั่นใจในตัวเองสูงลิ่ว บัดนี้กลับดูซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาดำคล้ำจากการอดนอนมาหลายคืนติดต่อกัน หัวใจของเขาเต้นรัวระรัวด้วยความหวาดกลัวผสมความโหยหา ทุกก้าวที่เขาเดินเข้ามาในตึกนี้ราวกับการเดินอยู่บนเศษแก้วที่บาดลึกถึงกระดูก เขารู้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำมันสายเกินไป แต่แรงผลักดันบางอย่างในอกข้างซ้ายมันร้องเรียกให้เขาต้องมา... ต้องมาเห็นกับตาว่าผู้หญิงคนที่เขาเคยผลักไสไล่ส่ง บัดนี้เธอกำลังบินได้สูงแค่ไหน "คุณภาคินครับ เอกสารสัญญาฉบับแก้ไขพร้อมแล้วครับ ทางผู้ถือหุ้นฝั่งโน้นรออยู่..." เลขานุการส่วนตัวเอ่ยกระซิบทักท้วงด้วยความเกรงใจ "ยกเลิกนัดประชุมทั้งหมดของวันนี้ไปก่อน..." ภาคินเอ่ยเสียงลอดไรฟัน สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ลิฟต์แก้วพุ่งตัวขึ้นสู่ชั้นบน "ผมมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องจัดการ" ภาคินก้าวเท้าเดินไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หัวใจของเขาบีบตัวแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ภาพรอยยิ้มของรัญธิดาในวันหย่าร้างยังคงหลอนอยู่ในห้วงความทรงจำ รอยยิ้มที่ไร้ซึ่งน้ำตา ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ และเด็ดเดี่ยวเสียจนเขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเศษฝุ่นธุลี เขากำลังจะเดินไปที่ลิฟต์เพื่อขึ้นไปเผชิญหน้ากับอดีตภรรยา ทว่าจังหวะนั้นเอง ประตูลิฟต์ตัวริมสุดก็เปิดออก พร้อมกับร่างของหญิงสาวในชุดสูททำงานเข้ารูปสีเทาเข้มก้าวเดินออกมาเคียงคู่กับชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง... ชายหนุ่มที่เขารู้จักดีในฐานะนักลงทุนรุ่นใหม่ไฟแรงที่กำลังกวาดเรียบทุกโปรเจกต์ใหญ่ในเมืองหลวง เสียงหัวพูดคุยและรอยยิ้มที่รัญธิดามอบให้กับชยพล มันบาดลึกเข้าไปในหัวใจของภาคินราวกับมีใครเอามีดมาคว้านควัก เขายืนแข็งทื่ออยู่กับที่ สมองขาวโพลนราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกลางวันแสกๆ ภาพที่เห็นตรงหน้าไม่ใช่แค่การร่วมงานกันทางธุรกิจ... แต่มมันคือภาพของคนสองคนที่ 'เท่าเทียมกัน' คนสองคนที่กำลังเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปบนเส้นทางอนาคตที่ไม่มีเขาอยู่ในนั้นอีกต่อไปแล้ว รัญธิดาที่ก้าวเดินพูดคุยมากับชยพล ชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยที่ยืนขวางทางเดินอยู่ไม่ไกล รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอจางหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยแววตาเรียบเฉย เยชา และว่างเปล่า... ราวกับมองเห็นอากาศธาตุข้างทาง ภาคินรู้สึกเหมือนลมหายใจถูกกระชากออกจากปอด ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น เขาอ้าปากพยายามจะเอ่ยเรียกชื่อเธอ ทว่าลำคอตีบตันจนเปล่งเสียงออกมาไม่ได้แม้แต่คำเดียว ทว่า ก่อนที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งสามจะปะทุขึ้นด้วยแรงอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ในอก เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของชยพลก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ ชยพลยกมือขึ้นขอตัวเล็กน้อยก่อนจะกดรับสาย "ครับแม่... อ๋อ ลูกอยู่ที่ออฟฟิศครับ... กำลังจะพาคุณรัญธิดาไปดูไซต์งานที่สาทร... อะไรนะคับ? น้องรัน... น้องรันเป็นอะไรนะคับ? ร้องไห้หาแม่เหรอ... โอเคๆ เดี๋ยวผมรีบกลับบ้านเดี๋ยวนี้แหละครับ" ชยพลวางสายด้วยสีหน้ากังวลใจเล็กน้อย หันมาเอ่ยกับรัญธิดาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "รัญครับ พอดีคุณแม่โทรมาบอกว่าลูกชายผมตื่นมางอแงหาคุณแม่เขาใหญ่เลย บอกว่าอยากเจอ 'คุณน้ารัญ' ที่สัญญาว่าจะเอาโมเดลตึกหุ่นยนต์ไปให้ดู... เราเลื่อนนัดดูไซต์งานเป็นช่วงบ่ายดีไหมครับ?" คำว่า 'ลูกชาย' และสรรพนามความสนิทสนมที่ชยพลใช้เอ่ยถึงรัญธิดา กระแทกเข้าเต็มหน้าอกของภาคินจนเขาเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทว่า... ประโยคถัดมาที่หลุดออกมาจากปากของรัญธิดา กลับทำให้โลกทั้งใบของภาคินพังทลายลงในพริบตา และทำให้ลมหายใจของเขาหยุดชะงักไปชั่วกัลปวสาน "ค่ะคุณพล... เดี๋ยวรัญรีบเคลียร์งานแล้วตามไปนะคะ บอกน้องรันด้วยนะว่าคุณน้ารัญเตรียมเลโก้ชุดใหญ่ไว้ให้แล้ว..." รัญธิดาคลี่ยิ้มละมุนให้ชยพล—รอยยิ้มที่อบอุ่นและอ่อนโยนที่สุด ซึ่งเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เธอเคยใช้มองเขา... ในวันที่พวกเขายังรักกัน ภาคินยืนตัวชาดิก ดวงตาเบิกโพ้าง ริมฝีปากสั่นระริก สมองประมวลผลย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่เธอจะหันหลังเดินออกจากบ้านไปเมื่อหลายเดือนก่อน... และเอกสารการตรวจร่างกายแผ่นหนึ่งที่เขาเคยขยำทิ้งลงถังขยะด้วยความไม่ใส่ใจ *เด็กคนนั้น... ลูกของใคร?* --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและซึมซับรอยร้าวไปพร้อมกับ "บันทึกคนจร" นะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%