เสียงหัวเข่ากระแทกกระทั้นลงบนพื้นหินอ่อนขัดเงาภายในห้องรับรองส่วนตัว ไม่ได้สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้หญิงที่ยืนกอดอกมองลงมาแม้แต่น้อย
กลิ่นอายของความพ่ายแพ้ลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่เคยเป็นเครื่องหมายการค้าของภาคิน ชายหนุ่มผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของความทะเยอทะยาน ทว่าในยามนี้ ร่างกายที่เคยผึ่งผายกลับห่อเหี่ยว ไหล่กว้างลู่ลงราวกับแบกรับน้ำหนักของบาปกรรมที่เขาสะสมมาตลอดหลายปี
"รัญ... ผมขอร้อง" เสียงทุ้มที่เคยทรงอำนาจและเย็นชาใส่เธอนับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้สั่นเครือและแหบพร่าจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ภาคินเงยหน้าขึ้นมองอดีตภรรยา ดวงตาที่แดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดที่หลั่งรินออกมาอย่างไร้ศักดิ์ศรี "ให้อภัยผมเถอะนะรัญ กลับมาเริ่มต้นใหม่กันเถอะ... ผมยอมทุกอย่างแล้ว"
รัญธิดายังคงนิ่งเงียบ เธอยังจำรสชาติของความเจ็บปวดในวันที่เธอกลายเป็นเพียงเงาจางๆ ในบ้านหลังใหญ่ได้ดี วันที่เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคอขณะนั่งมองเขาใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์กับความสำเร็จโดยปราศจากเธอ วันนั้น... ไม่มีแม้แต่เสียงขอโทษจากปากของผู้ชายคนนี้ แต่วันนี้ เมื่อทุกอย่างพังทลายลงและเขาไม่เหลือใคร เขากลับเลือกที่จะคุกเข่าลงแทบเท้า
รอยยิ้มบางเบาแต่เย็นเยียบประดับอยู่บนมุมปากของสถาปนิกสาว เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ไร้ซึ่งความแค้นเคือง แต่กลับน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด เพราะมันคือความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่สะท้อนว่าตัวตนของเขาได้ถูกลบเลือนออกไปจากใจเธออย่างสมบูรณ์แล้ว
"คุณกำลังขอร้องอะไรอยู่หรือครับ ภาคิน" เสียงนุ่มนวลเอ่ยขึ้นจากมุมห้อง ชยพลก้าวเท้าออกจากเงาสลัวของเสาหินอ่อน มือหนาสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทด้วยท่าทีผ่อนคลาย สายตาคมกริบมองดูอดีตนักธุรกิจหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความสมเพชเวทนาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มสุภาพ "คุณกำลังขอให้เธอกลับไปอยู่ในจุดที่เคยถูกคุณเหยียบย่ำอย่างงั้นหรือครับ ช่างเป็นคำขอที่เห็นแก่ตัวเสียจริงนะ"
"คุณไม่มีสิทธิ์มายุ่งเรื่องนี้ ชยพล!" ภาคินตวาดกร้าวด้วยความโกรธที่พุ่งพล่านขึ้นมาขีดสุด สัญชาตญาณดิบของความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของตื่นขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นชายหนุ่มอีกคนยืนเคียงข้างผู้หญิงที่ตนเคยทิ้งขว้าง "นี่มันเรื่องของผมกับภรรยาผม!"
"ภรรยาเก่าครับ... กรุณาใช้คำให้ถูกด้วย" รัญธิดาทวนคำ เสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งใบมีดที่กรีดลงกลางใจ "ทะเบียนสมรสที่เราไปเซ็นหย่ากันที่อำเภอเมื่อสามเดือนก่อน คงจะช่วยเตือนความจำคุณได้ดีนะว่า ระหว่างเรามันจบลงตั้งแต่คุณเลือกที่จะหันหลังให้ผมในวันที่ผมแทบไม่เหลือลมหายใจแล้ว"
ภาคินสะท้านเฮือก เขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงด้วยความจริง เขายื่นมือสั่นเทาออกไปหมายจะควายชายกระโปรงของเธอไว้ แต่รัญธิดากลับก้าวถอยหลังหลบอย่างรวดเร็ว ราวกับรังเกียจที่จะให้ปลายนิ้วของเขาแตะต้องแม้แต่นهاยฝุ่นละอองบนรองเท้า
"รัญ ผมรู้ว่าผมเลว ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำกับคุณมันให้อภัยไม่ได้..." ภาคินเสียงสั่น น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไร้ความละอาย "แต่ผมสำนึกผิดแล้วจริงๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนที่ผมไม่คิดถึงคุณ บ้านหลังนั้น... มันว่างเปล่าเหลือเกินรัญ ไม่มีเสียงของคุณ ไม่มีกลิ่นอายของคุณ... ผมเหมือนคนตายทั้งเป็น"
"แล้วคุณคิดว่าตอนที่ผมต้องนอนร้องไห้คนเดียวในห้องมืดๆ โดยที่คุณไปคลอเคลียอยู่กับผู้หญิงคนอื่น ผมรู้สึกอย่างไรล่ะครับ?" รัญธิดาก้มตัวลงเล็กน้อย เพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับอดีสามีที่คุกเข่าอยู่ แววตาของเธอว่างเปล่า ไร้ประกายแห่งความอาลัยอาวรณ์ใดๆ สิ้นเชิง "ความรู้สึกของคนที่ตายทั้งเป็นที่คุณกำลังเจอในตอนนี้ มันยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่คุณเคยทำกับผม"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องรับรองชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบสะท้านของภาคินที่ดังสะท้อนก้อง ชายหนุ่มตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า คำขอโทษที่เขาพยายามเอ่ยอ้างมันช่างไร้ค่าและสายเกินไปเสียแล้ว ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆ ทั้งสิ้น ความผิดพลาดที่เขาทำลงไปได้กลายเป็นกำแพงสูงใหญ่ที่ไม่มีวันปีนป่ายข้ามไปได้อีกตลอดกาล
"ผมให้คุณมาพบผมวันนี้ ไม่ใช่เพราะผมอยากฟังคำแก้ตัว" รัญธิดายืดตัวตรงขึ้น ใบหน้างملเรียบเฉยหันไปสบตากับชยพลพยักหน้ารับรู้เล็กน้อย ก่อนจะก้มลงมองอดีตสามีเป็นครั้งสุดท้าย "แต่ผมต้องการให้คุณเซ็นเอกสารโอนหุ้นส่วนสุดท้ายที่คุณถืออยู่ในบริษัทสถาปัตยกรรมของผม เพื่อที่เราจะตัดขาดจากกันอย่างMองไม่เห็นทางบรรจบกันอีก"
ซองเอกสารสีน้ำตาลถูกเลื่อนไปตรงหน้าภาคิน ราวกับประกาศิตสุดท้ายแห่งการตัดขาด
ชายหนุ่มมองซองเอกสารนั้นด้วยความรู้สึกที่แตกสลายยับเยิน เขารู้ดีว่าหากเซ็นชื่อลงไป ตัวตนและความเชื่อมโยงสุดท้ายระหว่างเขากับรัญธิดาจะหายลับไปตลอดกาล แต่มือที่ถือปากกาขยับไม่ได้ดั่งใจ มันสั่นเทาจนแทบจับด้ามปากกาไว้ไม่อยู่
ในจังหวะที่ความกดดันภายในห้องกำลังพุ่งสูงถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ตามด้วยการเปิดกว้างของบานประตูไม้สักทอง
พี่เลี้ยงเด็กสาวคนสนิทของรัญธิดาก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย ในอ้อมแขนของเธอกำลังอุ้มเด็กชายวัยราวๆ สามขวบผู้มีดวงตากลมโตและเค้าโครงหน้าละม้ายคล้ายกับสถาปนิกสาวอย่างไม่ผิดเพี้ยน แต่ดวงตาคู่นั้น... และสันจมูกโด่งรั้น กลับถอดแบบมาจากใครอีกคนในห้องนี้อย่างชัดเจน
เด็กน้อยส่งเสียงอืออาเบาๆ ก่อนจะชี้มาที่ภาคินที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น พร้อมกับเอ่ยเรียกคำที่ทำให้เลือดในกายของอดีตนักธุรกิจหนุ่มหยุดไหลเวียนไปชั่วขณะ
"คุณปะป๊า... ร้องไห้ทำไมฮะ?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและซึมซับรอยร้าวไปพร้อมกับ "บันทึกคนจร" นะครับ
รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน•ตอนที่ 10
คำขอโทษที่ไร้ค่า
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!