รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน•ตอนที่ 9

ก้าวใหม่ที่มั่นคง

ผลงานโดย บันทึกคนจร
เสียงปรบมือดังก้องกังวานในหอประชุมหรูใจกลางเมือง สะท้อนกระทบกับผนังกระจกใสที่เปิดมุมมองกว้างไกลสู่เส้นขอบฟ้าอันตราตรึง รัญธิดายืนอยู่เบื้องหน้าไมโครโฟน ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มสะท้อนความสง่างามและความเยือกเย็นที่หลอมรวมขึ้นจากเศษซากความเจ็บปวดในอดีต แววตาของเธอนิ่งสงบ ไม่ไหวติงต่อสายตาชื่นชมหลายร้อยคู่ที่กำลังจดจ้องมา เธอกวาดสายตามองผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมสาธารณะ "The Rebirth Pavilion" บนจอภาพขนาดใหญ่—โครงสร้างที่ผสานความแข็งแกร่งของเหล็กกล้าเข้ากับความอ่อนโยนของธรรมชาติ เปรียบเสมือนตัวตนของเธอในยามนี้ ไม่มีเงาของใครอื่น ไม่มีร่องรอยของความพินาศ มีเพียงชื่อของ "รัญธิดา" ที่ถูกจารึกไว้ด้วยหยาดเหงื่อและศักดิ์ศรีของตนเอง "ขอขอบพระคุณคณะกรรมการทุกท่าน และที่สำคัญที่สุด... ขอขอบพระคุณความมืดมิดที่เคยพยายามกลืนกินฉันในอดีต เพราะมันทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า รากฐานที่แข็งแกร่งที่สุด ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยอิฐและปูน แต่สร้างขึ้นด้วยความกล้าที่จะลุกขึ้นยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองครับ" รัญธิดากล่าวปิดท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทรงพลัง และก้องกังวาน ก่อนจะโค้งศีรษะรับเสียงปรบมือที่ดังระงมยิ่งกว่าเดิม ชยพลซึ่งยืนรออยู่บริเวณมุมเวทีส่งยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจ เขาถือแก้วแชมเปญสองใบเดินเข้ามาหาทันทีที่เธอเดินพ้นสายตาผู้คน "ยอดเยี่ยมมากครับคุณรัญ... ผมบอกแล้วว่าโปรเจกต์นี้จะทำให้พวกที่เคยสบประมาทคุณต้องหันมามองจนคอเคล็ด" ชยพลเอ่ยพร้อมกับยื่นแก้วให้ รัญธิดารับมาถือไว้เพียงปลายนิ้วสัมผัส เธอยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างคนรู้ทันเกม "ฉันไม่ได้ทำเพื่อให้ใครหันมามองหรอกค่ะคุณชยพล... เอ่อ... ขอโทษทีค่ะ ฉันติดปากพูดแบบนั้นไปหน่อย" รัญธิดาชะงักเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้สรรพนามที่เคยชิน ชยพลหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างอารมณ์ดี "ไม่เป็นไรครับ คุณจะพูดอะไรก็มีสิทธิ์ทั้งนั้นในวันนี้ วันนี้คือวันของคุณ รัญธิดาคนเก่ง" ชยพลกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความจริงใจเกินกว่าเพื่อนร่วมงานทั่วไป รัญธิดามองลึกลงไปในแววตาของชายหนุ่มตรงหน้า เธอยอมรับว่าชยพลเป็นพันธมิตรที่มีค่าและให้เกียรติเธอเสมอมา ทว่าหัวใจที่เคยถูกบดขยี้จนแหลقละเอียดของเธอนั้น ในยามนี้กลับปิดตายต่อความสัมพันธ์ลึกซึ้งใดๆ ทั้งสิ้น กำแพงที่เธอสร้างขึ้นไม่ได้มีไว้เพื่อให้ใครปีนข้าม แต่มันมีไว้เพื่อปกป้องพื้นที่อันสงบสุขที่เธอเพิ่งสร้างมันขึ้นมาได้ด้วยหยาดเหงื่อ ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของโถงจัดงานอันหรูหรา ภาคินยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อน ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงระยับดูราวกับไร้ซึ่งวิญญาณ นัยน์ตาคมกริบทอดมองไปยังหญิงสาวบนเวทีด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนจุกอก ภาพของรัญธิดาในวันนี้ช่างแตกต่างจากอดีตภรรยาผู้เงียบขรึมและเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่หลังฉากลิบลับ เธอยามนี้เปล่งประกายเจิดจ้า รัศมีแห่งความสำเร็จแผ่ซ่านออกมาจนผู้คนต่างรุมล้อมเข้าหาเพื่อแสดงความยินดี—ภาพที่เขาเคยคิดว่าเธอขาดเขาไม่ได้ ภาพที่เขาเคยคิดว่าเธอเป็นเพียงเงาไร้ตัวตน บัดนี้เงานั้นได้กลายเป็นดวงตะวันดวงใหม่ที่ร้อนแรงและไม่อาจเอื้อมถึง ภาคินกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン ความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนยังคงกรีดแทะหัวใจเขาไม่หยุดหย่อน ทุกครั้งที่เขาพยายามเข้าใกล้ พยายามเอ่ยคำขอโทษที่กลกลวงและสายเกินไป สิ่งที่เขาได้รับกลับมามีเพียงสายตาที่ว่างเปล่าราวกับมองผ่านอากาศธาตุ ไม่มีแม้แต่ความโกรธเกลียด เพราะความโกรธยังแปลว่ามีความรู้สึก แต่สิ่งที่รัญธิดามอบให้เขาคือความ "ไร้ตัวตน" ซึ่งมันเจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าการถูกตบหน้าเสียอีก "คุณภาคินครับ ทางประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทร่วมทุนต้องการเข้าพบเพื่อพูดคุยเรื่องสัญญาฉบับใหม่..." เลขานุการหนุ่มกระซิบรายงานด้วยความนอบน้อม แต่ภาคินกลับโบกมือปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย สายตาของเขายังคงไม่ละไปจากร่างของรัญธิดาที่กำลังเดินเคียงคู่ไปกับชยพลอย่างสนิทสนม รอยยิ้มที่รัญธิดามอบให้กับชยพล... รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและมีความสุข เป็นสิ่งที่ภาคินไม่เคยได้รับมันมานานนับปี ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เขาละเลยรอยยิ้มนั้น ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เขาคิดว่าผู้หญิงคนนี้จะอยู่รอเขาที่เดิมไปตลอดกาล ความทะเยอทะยานตาบอดในอดีตทำให้เขาทำลายสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตด้วยมือของตัวเอง และในวันนี้ เมื่อเขากลับตัวกลับใจ วิ่งตามหาเศษซากของความสัมพันธ์ที่แตกสลาย เขากลับพบเพียงกระจกเงาที่สะท้อนภาพความโง่เขลาของตนเอง รัญธิดาขอตัวปลีกตัวจากกลุ่มผู้บริหารเดินมายังระเบียงด้านนอกเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ ลมเย็นยามค่ำคืนพัดปะทะใบหน้าเรียบเนียน เธอหลับตาลงช้าๆ ซึมซับความสำเร็จที่แลกมาด้วยคราบน้ำตาและความโดดเดี่ยว เสียงส้นสูงกระทบพื้นดังใกล้เข้ามา พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยที่ทำให้ลมหายใจเธอกระตุกไปชั่วขณะ "ยินดีด้วยนะ... รัญ" น้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นเครือเล็กน้อยดังขึ้นจากด้านหลัง รัญธิดาลืมตาขึ้น เธอยังคงยืนนิ่ง ไม่ได้หันกลับไปทันที เธอมองเงาของเขาทอดทับลงบนพื้นกระจกใสสะท้อนแสงไฟจากตึกสูงระฟ้า "ขอบคุณค่ะ" รัญธิดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก หรือแม้แต่ความโกรธเคือง เธอค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับอดีตสามี แววตาของเธอนิ่งสนิทดั่งผืนน้ำในคืนไร้ลม "แต่คิดว่าเราคงไม่มีเรื่องอะไรต้องพูดคุยกันเป็นส่วนตัวอีกนะคะคุณภาคิน งานเลี้ยงตรงโน้นน่าจะมีแขกสำคัญรอคุณอยู่มากกว่า" "รัญ... คุณใจร้ายเกินไปแล้วนะ" ภาคินก้าวเข้าไปใกล้เธอหนึ่งก้าว ดวงตาคู่คมแดงก่ำเต็มไปด้วยความอ้อนวอนและความเจ็บปวดที่ปิดไม่มิด "ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำในอดีตมันเลวร้ายแค่ไหน ผมขอโทษ... ผมขอโอกาสอีกสักครั้งได้ไหม ให้ผมได้ชดใช้ให้คุณ ให้เรา..." "ชดใช้?" รัญธิดายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เย็นเยียบจนภาคินต้องสะท้าน "คุณเอาอะไรมาพูดว่าชดใช้คะคุณภาคิน? เวลาสามปีที่ฉันสูญเสียไปกับการรอคอยคุณในบ้านหลังใหญ่โตแต่มันว่างเปล่า คุณเอาอะไรมาคืนฉัน? ความฝันที่ฉันต้องพับเก็บเพื่อเป็นเบาะรองรับความทะเยอทะยานของคุณ คุณเอาอะไรมาแลก? อย่าใช้คำว่า 'ชดใช้' กับฉันเลยค่ะ เพราะสิ่งที่ฉันสร้างขึ้นมาด้วยลำแข้งในวันนี้ มันมีค่ามากกว่าเศษเงินหรือความสงสารที่คุณหยิบยื่นให้เป็นล้านเท่า" คำพูดแต่ละคำเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกลงไปในอกของภาคิน เขากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก มือหนาสั่นเทาเมื่อเอื้อมออกไปหมายจะแตะแขนของเธอ แต่รัญธิดากลับถอยหลังหลบอย่างรวดเร็ว ราวกับรังเกียจที่จะให้ผิวเนื้อต้องสัมผัสกัน "รัญ... ผมขอร้อง..." "ถ้าไม่มีเรื่องงาน หรือเรื่องเอกสารหย่าที่ยังเคลียร์ไม่จบ กรุณาอย่ามาเสียเวลาตรงนี้เลยค่ะ" รัญธิดาตัดบทอย่างเด็ดขาด เธอไม่มีความจำเป็นต้องใจอ่อนให้กับผู้ชายที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอให้จมดินอีกต่อไป "ลาก่อนค่ะคุณภาคิน" เธอหันหลังให้เขาอย่างไร้เยื่อใย ฝ่ายภาคินยืนแข็งทื่อ ปล่อยให้ความมืดมิดและลมหนาวเข้าเกาะกุมหัวใจ เขาพ่ายแพ้... พ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับความเข้มแข็งของผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าอ่อนแอที่สุด ทว่า ในจังหวะที่รัญธิดากำลังจะเดินกลับเข้าไปในงานเลี้ยง เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของภาคินก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ภาคินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด ตั้งใจจะกดตัดสายทิ้ง ทว่าสายตาเหลือบไปเห็นชื่อบนหน้าจอ—เป็นสายตรงจาก "กนกวรรณ" อดีตเลขาฯ และผู้หญิงที่เคยพัวพันกับเขาในอดีต ซึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งแต่ช่วงที่เขาสนใจแต่เรื่องการหย่าร้างกับรัญธิดา นิ้วหนากดรับด้วยความรำคาญใจ "มีอะไร? ถ้าไม่ใช่เรื่องงานด่วน อย่าโทรมาหาฉันอีก!" *(เสียงปลายสายหอบสะท้านและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว)* "คุณคิน... ช่วยฉันด้วย... ฉันไม่มีทางเลือกแล้ว..." "พูดอะไรให้มันรู้เรื่อง กนกวรรณ! เธออยู่ที่ไหน?" ภาคินขมวดคิ้วแน่น เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างจากน้ำเสียงสั่นเครือของปลายสาย "ฉันรู้ว่าคุณพยายามตามหาร่องรอยของเด็กคนนั้น... เด็กที่เกิดมาเมื่อสองปีก่อน... เด็กที่คุณคิดว่าเป็นไปไม่ได้..." ปลายสายสะอื้นฮัก ก่อนจะกล่าวประโยคที่ทำให้เลือดในกายของภาคินเย็นเฉียบลงในชั่วพริบตา "ถ้าคุณไม่อยากให้ความลับเรื่องลูกชายของคุณ... ลูกชายแท้ๆ ของคุณที่หน้าตาถอดแบบพิมพ์เดียวกับคุณไม่มีผิดเพี้ยน... ต้องตกไปอยู่ในมือของรัญธิดา... รีบมาหาฉันที่นี่เดี๋ยวนี้!" ภาคินเบิกตากว้าง ลลมหายใจสะดุดกึก โทรศัพท์ในมือเกือบจะร่วงหล่นลงพื้น ภาพของเด็กชายตัวน้อยวัยกำลังซนคนหนึ่งที่เขาบังเอิญเห็นในเอกสารลับเมื่อสัปดาห์ก่อนผุดวาบขึ้นมาในหัว—เด็กผู้ชายที่มีนัยน์ตาและโครงหน้าถอดแบบมาจากเขาไม่มีผิดเพี้ยน... และบัดนี้ เอกสารยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดฉบับนั้น กำลังนอนแน่นิ่งอยู่ในซองเอกสารสีน้ำตาลบนโต๊ะทำงานของกนกวรรณ ห่างออกไปไม่ถึงสิบคิโลเมตร! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและซึมซับรอยร้าวไปพร้อมกับ "บันทึกคนจร" นะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%