รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน•ตอนที่ 7

การพบกันโดยไม่คาดคิด

ผลงานโดย บันทึกคนจร
เสียงปรบมือเกรียวกราวในห้องจัดเลี้ยงหรูระดับห้าดาวดังก้องกังวาน ราวกับเสียงคลื่นซัดสาดเข้าใส่โสตประสาทของภาคินจนเกิดอาการหูอื้ออึง ชายหนุ่มยืนนิ่งค้างอยู่หน้าจอแอลอีดีขนาดยักษ์ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อสิ่งที่สะท้อนอยู่บนเรตินา ชื่อโครงการ "The Rebirth Sanctuary" พิมพ์เด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหลังร่างระหงในชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีขาวบริสุทธิ์ ทว่าสิ่งอื่นใดก็ไม่เท่าใบหน้าและแววตาของสถาปนิกหญิงผู้นำเสนอโครงการ ที่สะกดทุกสายตาในห้องประชุมให้ตกอยู่ในภวังค์... รัญธิดา อดีตภรรยาผู้เคยเป็นเพียงเงาสลัวในบ้านหลังใหญ่ ผู้ซึ่งเขาเคยปัดตกความสำคัญและมองข้ามหัวมาตลอดหลายปี บัดนี้เธอยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดของความสำเร็จ รอยยิ้มที่ระบายบนเรียวปากไม่ได้มีความอ่อนหวานยอมจำนนแบบในอดีต หากแต่เป็นรอยยิ้มเยือกเย็น ทรงพลัง และเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันตรายของผู้หญิงที่สร้างตัวเองขึ้นมาจากเศษซากปรักหักพัง "และนี่คือผลงานชิ้นเอกที่ได้รับเลือกให้พลิกโฉมวงการสถาปัตยกรรมในปีนี้ ขอเสียงปรบมือให้กับ คุณรัญธิดา หัวหน้าทีมออกแบบจาก Nexus Design ด้วยครับ!" เสียงประกาศกร้าวของพิธีกรยิ่งตอกย้ำความจริงที่ภาคินพยายามปฏิเสธมาตลอดหลายเดือน หัวใจของนักธุรกิจหนุ่มผู้เคยคุมเกมเหนือทุกคนกระตุกวูบ ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นพล่านจากปลายนิ้วขึ้นสู่สันหลัง รัญธิดาก้าวเดินลงจากเวทีด้วยท่าทีสง่างาม ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมของหญิงสาวผู้เคยนั่งรอเขาบนโต๊ะอาหารที่เย็นชืดแม้แต่น้อย ภาคินขยับตัวไม่ได้ ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปูแห่งความสำนึกผิด ขาที่เคยพาเขาเดินก้าวไปข้างหน้าอย่างไร้เทียมทานกลับหนักอึ้ง เขาพยายามก้าวเข้าไปหาเธอ ทว่าฝูงชนและนักข่าวกลับดาหน้ากันเข้าไปรุมล้อมเธอยิ่งกว่าแมลงเม่าเข้ากองไฟ แสงแฟลชวบบวาบสาดส่องกระทบใบหน้าคมคายที่ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ในจังหวะนั้นเอง สายตาคู่คมที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งของรัญธิดาก็หันมาปะทะเข้ากับสายตาของเขาพอดี ไม่มีความตกใจ... ไม่มีแม้แต่ความโกรธเกลียดที่ฉายชัดในแววตาคู่นั้น มีเพียงความว่างเปล่า... ความว่างเปล่าที่น่ากลัวที่สุด ราวกับเขากลายเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไร้ตัวตน เป็นแค่ฝุ่นผงใต้รองเท้าที่เธอไม่แม้แต่จะชายตามองซ้ำสอง รัญธิดาชะงักฝีเท้าไปชั่วเสี้ยววินาที รอยยิ้มมุมปากถูกจุดขึ้นอย่างมีความหมาย ก่อนที่เธอจะหันไปรับช่อดอกแสดงความยินดีจากชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่เดินเคียงข้างมาด้วยกัน ชยพล... นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้เป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญของเธอ มือหนาของชยพลโอบประคองเอวบางของรัญธิดาอย่างสนิทสนมและให้เกียรติ ทั้งคู่ส่งยิ้มให้กันและกันด้วยเคมีที่เข้ากันอย่างสมบูรณ์แบบ ภาพนั้นบาดลึกเข้าไปในอกของภาคิน ราวกับมีใครเอามีดทื่อๆ มากรีดซ้ำลงบนแผลเดิมที่ยังไม่ทันตกสะเก็ด "คุณคินครับ ทางประธานกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ต้องการพบคุณตอนนี้เลยครับ" เสียงกระซิบเตือนจากเลขาหนุ่มทำให้ภาคินต้องดึงสติกลับมาอย่างยากลำบาก เขาพยักหน้ารับอย่างไร้วิญญาณ แต่สายตายังคงไม่ละไปจากร่างของหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว งานเลี้ยงดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศหรูหราอลังการ ภาคินต้องฝืนยิ้มและจับมือเจรจาธุรกิจกับเหล่าเซเลบและนักลงทุนรายใหญ่ แต่สมองของเขากลับว่างเปล่า ภาพของรัญธิดาบนเวทียังคงวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในหัว เขารู้ดีว่าหากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปมากกว่านี้ โอกาสที่จะได้พูดคุยกับเธออาจไม่หลงเหลืออยู่อีกเลย สบโอกาสเมื่อชยพลผละตัวไปคุยกับกลุ่มนักลงทุน ภาคินจึงรีบสาวเท้ายาวๆ ตรงเข้าไปหารัญธิดาที่ยืนจิบค็อกเทลอยู่ริมระเบียงกระจกใส มองทัศนียภาพยามค่ำคืนของมหานคร "รัญ..." เสียงเรียกที่แหบพร่าหลุดรอดจากลำปากของภาคิน รัญธิดาชะงักมือที่กำลังถือแก้วเล็กน้อย เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ช้าๆ อย่างผู้กุมเกมเหนือกว่า ใบหน้าของเธอเรียบเฉย แววตาคมกริบมองสำรวจอดีตสามีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ชุดสูทราคาแพงระยับที่เคยดูภูมิฐาน บัดนี้กลับดูยับยู่ยี่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับความกระวนกระวายที่ปิดไม่มิดในแววตาของเขา "อ้าว... คุณภาคิน" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ "ไม่คิดว่าจะเจอคุณในงานระดับนี้ นึกว่าช่วงนี้บริษัทของคุณกำลังหัวหมุนกับปัญหาคดีความฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์เสียอีก" ประโยคทักทายที่จี้ใจดำและเต็มไปด้วยความเย้ยหยันทำเอาภาคินถึงกับพูดไม่ออก เขากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พยายามรวบรวมความกล้าเพื่อเอ่ยคำที่ติดค้างอยู่ในใจมาเป็นแรมปี "รัญ... พี่... พี่ขอโทษ" คำพูดสั้นๆ ที่เคยยากเย็นนักในอดีต บัดนี้พรั่งพรูออกมาอย่างน่าสมเพช "พี่รู้ว่าสิ่งที่พี่ทำมันเลวร้ายแค่ไหน พี่มันโง่เขลาและตาบอดเองที่มองไม่เห็นค่าของรัญ ตลอดเวลาที่ผ่านมา... พี่ไม่เคยมีความสุขเลยสักวัน ตั้งแต่วันที่รัญเดินจากไป บ้านหลังนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับนรก... โปรดให้อภัยพี่เถอะนะ ให้โอกาสพี่ได้ไถ่บาป ได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง" รัญธิดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นเยือกเย็นจนภาคินรู้สึกหนาวยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ เธอก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระรวยแตะจมูก คล้ายกับกลิ่นอายของอิสรภาพที่เขาไม่มีวันเอื้อมถึงอีกแล้ว "คำขอโทษเหรอคะ?" รัญธิดาทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนทุกอณูประสาท "คุณภาคินคะ คนเรามักจะเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ก็ต่อเมื่อสูญเสียมันไปแล้ว... แต่น่าเสียดายนะคะที่นาฬิกาชีวิตของคนเราไม่เคยหมุนย้อนกลับ" "รัญ..." "คุณบอกว่าบ้านหลังนั้นคือนรกงั้นเหรอคะ?" รัญธิดาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้แข็งกร้าวและเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่ถูกเก็บงำ "แล้วคุณรู้ไหมคะว่าตอนที่รัญต้องนอนร้องไห้คนเดียวบนเตียงกว้างอย่างไร้ค่า ตอนที่เด็กในท้องของรัญต้องหลุดลอยไปเพราะความสะเพร่าและความเย็นชาของคุณ... นรกบนดินมันหน้าตาเป็นอย่างไร?" หัวใจของภาคินกระหน่ำรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ความลับเรื่องการตั้งครรภ์ที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนพุ่งเข้ากระแทกหน้าอกอย่างจังจนแทบหายใจไม่ออก สมองของเขาวูบดับไปชั่วขณะ ร่างกายชาดิกตั้งแต่หัวจรดเท้า "รัญ... ท้อง... ท้องเหรอ?" เสียงของเขาขาดห้วง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและเจ็บปวดร้าวลึก "ลูก... ลูกของเราเหรอรัญ..." รัญธิดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความสมเพชเวทนาที่มอบให้ชายตรงหน้า "ลูกของเรา?" เธอย้อนถามเสียงต่ำ "คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะใช้คำว่า 'เรา' ด้วยซ้ำค่ะ คุณภาคิน... เด็กคนนั้นเขาจากไปนานแล้ว พร้อมกับความตายของ 'รัญธิดาคนเก่า' ที่คุณเคยเหยียบย่ำยังไงล่ะคะ" ภาคินรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา ความสำนึกผิดและการลงทัณฑ์ทางจิตใจโถมเข้าใส่จนเข่าแทบทรุด มือหนายื่นออกไปหมายจะคว้ามือเธอไว้ด้วยความสั่นเทา ทว่ารัญธิดากลับถอยหลังหลบอย่างรังเกียจ ราวกับกลัวว่าสัมผัสของเขาจะสร้างความแปดเปื้อนให้กับชีวิตใหม่ที่เธอเพิ่งสร้างขึ้น ก่อนที่ภาคินจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดแก้ตัว เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง "รัญครับ แขกผู้ใหญ่ทางโต๊ะ VIP ถามหาคุณแล้วครับ... อ้าว คุณภาคิน สวัสดีครับ ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณที่นี่" ชยพลเดินกลับมาพร้อมรอยยิ้มสุภาพตามมารยาททางธุรกิจ ทว่ามือหนากลับวางลงบนเอวบางของรัญธิดาอย่างแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเปิดเผย รัญธิดาหันไปส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้กับชยพล รอยยิ้มที่ภาคินไม่เคยได้รับมันมานานนับปี รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความหมายลึกซึ้ง "ค่ะคุณพัน เราไปกันเถอะค่ะ รัญไม่อยากเสียเวลากับคนแปลกหน้าแถวนี้" รัญธิดาปรายตามองภาคินเป็นครั้งสุดท้าย สายตาคู่นั้นราบเรียบและเย็นชา ราวกับเขาเป็นเพียงเศษขยะชิ้นหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอีกต่อไป เธอกอดแขนชยพลและเดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ภาคินยืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางแสงไฟสว่าง1วับของงานเลี้ยงที่บีบคั้นหัวใจจนแทบแตกสลาย ภาคินยืนกัดกรามแน่น หมัดทั้งสองข้างกำเข้าหากันจนเล็บจิกฝ่าฝืน ความเจ็บปวด ความสำนึกผิด และความหึงหวงตีรวนกันจนปั่นป่วนในอก เขาจะไม่ยอมแพ้... ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไร เขาก็จะทวงเธอกลับคืนมาให้ได้ ทว่า... ในจังหวะที่เขาพยายามสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ สายตากลับเหลือบไปเห็นกระเป๋าเอกสารสีดำหนังแท้ของชยพลที่วางลืมไว้บนโต๊ะบาร์ทรงสูงข้างๆ ตัว เอกสารบางส่วนเลื่อนหลุดออกมาจากแฟ้มที่ปิดไม่สนิท กระดาษแผ่นหนึ่งปลิวตกลงแทบเท้าของเขา ภาคินก้มลงเก็บมันขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณ ทว่าทันทีที่สายตาปะทะเข้ากับตัวหนังสือและรูปถ่ายบนเอกสารแผ่นนั้น ร่างกายทั้งร่างก็แข็งค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาดผ่ากลางวันแสกๆ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างจนแทบถลน เมื่อสิ่งที่ปรากฏอยู่บนกระดาษแผ่นนั้นคือ... ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครใน "บันทึกคนจร" นะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%