รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน•ตอนที่ 6

ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

ผลงานโดย บันทึกคนจร
เสียงกระดาษรายงานทางการแพทย์ที่ถูกขยำจนยับยู่ยี่ในกำมือ ไม่ได้ช่วยให้ความจริงที่ปรากฏอยู่บนแผ่นกระดาษนั้นจางหายไปแม้แต่น้อย ภาคินยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานส่วนตัวในคฤหาสน์หลังใหญ่ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบใบหน้าด้านข้างที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเหนื่อยล้า ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจและอำนาจ บัดนี้กลับแดงก่ำและสั่นระริกอย่างไร้การควบคุม ข้อความแจ้งเตือนจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานปรากฏสถานะการโทรออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงสัญญาณรอสายที่ยาวนาน... ก่อนจะตัดเข้าสู่ระบบฝากข้อความเสียงทุกครั้ง ไร้การตอบรับ... เช่นเดียวกับหัวใจของรัญธิดาในเวลานี้ เขากวาดสายตามองไปรอบห้อง สถาปัตยกรรมภายในที่ถูกออกแบบอย่างประณีตและหรูหรา เฟอร์นิเจอร์นำเข้าราคาแพงทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าในวินาทีนี้ มันกลับดูราวกับกรงขังขนาดใหญ่ที่เย็นเยียบและไร้ซึ่งวิญญาณ ไม่มีรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเธอเวลาที่เธอยกชาอุ่นๆ มาวางไว้ให้บนโต๊ะทำงาน ไม่มีเสียงฝีเท้าเบาหวิวที่เดินตรวจตราความเรียบร้อยของบ้านหลังนี้อย่างเงียบเชียบเหมือนเคย รัญธิดาเคยเป็นราวกับลมหายใจที่หล่อเลี้ยงพื้นที่อันเวิ้งว้างนี้ให้มีชีวิตชีวา แต่มันเป็นความจริงที่น่าสมเพชเสียเหลือเกิน ที่เขากลับเพิ่งมารู้สึกถึงคุณค่าของลมหายใจนั้น ก็ในวันที่เขาเป็นคนผลักไสเธอออกไปให้พ้นจากชีวิตด้วยมือของตัวเอง นิ้วเรียวยาวของภาคินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้งด้วยความหวังอันริบหรี่ นิ้วโป้งกดหมายเลขโทรศัพท์เดิมที่เขาจำได้ขึ้นใจ แม้จะรู้ดีว่าผลลัพธ์จะไม่ต่างจากเดิมก็ตาม "คุณรัญ... ได้โปรด รับสายผมเถอะครับ" เสียงพึมพำหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผากของชายหนุ่ม น้ำเสียงที่เคยทรงพลังและราบเรียบในยามเจรจาธุรกิจ บัดนี้กลับสั่นเครือและเต็มไปด้วยความเวทนาจนน่าใจหาย ติ๊ด... สัญญาณตัดเข้าสู่ระบบฝากข้อความ *(ท่านไม่สามารถติดต่อเลขหมายนี้ได้ในขณะนี้ กรุณาฝากข้อความหลังเสียงสัญญาณค่ะ...)* "โถเว้ย!" ภาคินเหวี่ยงโทรศัพท์ในมือกระแทกเข้ากับผนังห้องทำงานอย่างแรง จนหน้าจอตู้กระจกนิรภัยแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ความโกรธเกรี้ยว ความอัดอั้นตันใจ และความสำนึกผิดที่โถมเข้ามาพร้อมกันราวกับคลื่นใต้น้ำ ซัดกระหน่ำจนเขารู้สึกหายใจไม่ออก ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นพรมราคาแพงอย่างไร้ศักดิ์ศรี มือหนาทั้งสองข้างทึ้งเส้นผมของตัวเองอย่างแรง ราวกับต้องการลงโทษความโง่เขลาในอดีตที่ผ่านมา ภาพในอดีตย้อนกลับมาหลอนหลอน วันที่รัญธิดายืนถือเอกสารใบหย่าด้วยแววตาสนิทศิษย์และว่างเปล่า วันที่เธอเอ่ยปากยอมถอยออกไปโดยไม่เรียกร้องสิ่งใด แม้กระทั่งในคืนวันเกิดเหตุที่เธอพยายามอธิบายเรื่องราวทั้งหมด แต่เขากลับเลือกที่จะปิดหู ปิดตา และไล่ตะเพิดเธอออกไปจากบ้านราวกับเธอเป็นเพียงสิ่งของไร้ค่าชิ้นหนึ่ง และที่เลวร้ายไปกว่านั้น... ความจริงจากปากทนายความส่วนตัวเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท *“ผลตรวจระบุชัดเจนครับ... คุณรัญธิดาไม่ได้แท้งบุตรในคืนวันเกิดเหตุอย่างที่เข้าใจกัน แต่เด็กทอดตัวรอดและถูกย้ายทะเบียนราษฎร์ออกไปโดยบุคคลปริศนาเมื่อหกเดือนก่อน... และปัจจุบัน เด็กคนนั้นมีอายุครบสองขวบพอดีครับ”* คำพูดเหล่านั้นเหมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม เลือดในกายของภาคินเย็นเฉียบลงจนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง ลูกของเขา... เลือดเนื้อเชื้อไขของเขาไม่ได้ตายจากไปไหน รัญธิดาไม่ได้โกหก เธออุ้มท้องลูกของเขาท่ามกลางความโดดเดี่ยวและความใจร้ายที่เขามอบให้ตลอดหลายปี และที่สำคัญที่สุด... ตอนนี้ลูกของเขากำลังเติบโตอยู่ที่ไหนสักแห่ง โดยที่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรู้ชื่อด้วยซ้ำ ความเงียบงันภายในบ้านยิ่งทำให้เสียงสะท้อนในหัวของเขารุนแรงขึ้น ภาคินแหงนหน้ามองเพดานสูงลิบ น้ำตาของผู้ชายที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีมาตลอดชีวิตค่อยๆ ไหลรินอาบสองข้างแก้มอย่างเงียบเชียบ เป็นน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ ความเจ็บปวด และความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ ในขณะเดียวกัน ที่คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเงียบสงบในแบบที่ภาคินไม่มีวันได้สัมผัส รัญธิดายืนอยู่ริมระเบียงกระจกใส มองทัศนียภาพยามค่ำคืนของเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ ลมเย็นๆ พัดผ่านเส้นผมสลวยของเธอให้ไหวตามแรงเบาๆ บนตัวสวมชุดคลุมเนื้อนุ่มสีเทาอ่อน ใบหน้างดงามที่เคยราบเรียบไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับปรากฏรอยยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างผ่อนคลาย เมื่อสายตาเหลือบไปมองภายในห้องนอน บนเตียงนอนขนาดใหญ่ ร่างเล็กป้อมของเด็กชายวัยสองขวบกำลังนอนหลับพริ้มอย่างสบาย ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเป็นจังหวะ มือเล็กๆ กำหมวกตุ๊กตาหมีตัวโปรดไว้แน่น ใบหน้านั้นถอดแบบมาจากมารดาผสมผสานกับโครงหน้าอันคมคายของผู้เป็นพ่ออย่างชัดเจน โดยเฉพาะดวงตากลมโตและสันจมูกโด่งรั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นด้านหลัง พร้อมกับสัมผัสอุ่นที่พาดลงบนไหล่มน รัญธิดาไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร ชยพลยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมกับแก้วกาแฟอุ่นๆ ในมือ เขายื่นมันให้เธอก่อนจะทอดสายตามองไปยังเด็กชายที่นอนหลับอยู่ภายในห้องเช่นกัน "ยังนอนไม่หลับเหรอครับ" ชยพลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและสุภาพ ระยะห่างระหว่างเขากับรัญธิดาถูกรักษารวมไว้อย่างให้เกียรติเสมอมา ตั้งแต่วันที่เขาดึงเธอขึ้นมาจากหลุมพรางแห่งความเจ็บปวด ชายหนุ่มไม่เคยล้ำเส้น แต่กลับคอยยืนเคียงข้างและสนับสนุนเธอในทุกย่างก้าวของการสร้างชีวิตใหม่ "แค่คิดอะไรเพลินๆ ค่ะ..." รัญธิดาตอบรับเสียงแผ่ว เธอยกแก้วกาแฟขึ้นจิบเบาๆ "คุณคิน... คงพยายามติดต่อฉันอยู่ล่ะมั้งคะวันนี้" ชยพลหันมามองเสี้ยวหน้าของหญิงสาว แววตาของเขามีความซับซ้อนบางอย่างซ่อนอยู่ "คุณไม่อยากใจอ่อนให้เขาเลยสักนิดจริงๆ หรือครับรัญ? ยังไงเสีย... เขาก็คือพ่อของเด็ก" รัญธิดาวางแก้วลงบนเคาน์เตอร์กระจกเบาๆ เธอหันกลับมาสบตากับชยพลด้วยแววตาที่นิ่งสงบ ดั่งผิวน้ำในยามไร้ลมปราศจากความโกรธเกรี้ยว แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวชนิดที่ไม่มีสิ่งใดสั่นคลอนได้ "พ่อเหรอคะ?" รัญธิดายิ้มเยาะเล็กน้อย "คำคำนั้นมีราคาแพงเกินกว่าที่ผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนั้นจะจ่ายไหวค่ะ ชยพล... คุณก็รู้ว่าฉันผ่านอะไรมาบ้างในบ้านหลังนั้น วันที่ฉันเกือบตายในกองเลือด วันที่ลูกเกือบจะหลุดลอยไปจากชีวิต... เขาอยู่ที่ไหน? เขาเลือกที่จะเหยียบย่ำซากปรักหักพังของฉันด้วยซ้ำ" เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองลูกน้อยที่กำลังหลับใหลอีกครั้ง แววตาที่มองเด็กชายเต็มไปด้วยความรักความอบอุ่นอย่างหาที่สุดมิได้ "เด็กคนนี้มีแค่ฉัน... และเขาจะมีแค่มันสมองและหัวใจของแม่คนนี้เท่านั้น ส่วนภาคิน... เขาหมดสิทธิ์ที่จะเข้ามาในชีวิตของเราตั้งแต่คืนนั้นแล้วค่ะ" ชยพลพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขายื่นมือไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของรัญธิดาไว้เบาๆ เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่น "ผมเคารพการตัดสินใจของคุณเสมอนะรัญ ไม่ว่าคุณจะเลือกเดินไปทางไหน ผมจะคอยสนับสนุนคุณอยู่ข้างหลังเสมอ" "ขอบคุณนะคะชยพล..." รัญธิดากล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มจริงใจ ทว่า ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังดำเนินไปอย่างสงบเรียบร้อย ทันใดนั้น เสียงกริ่งประตูหน้าห้องพักก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงันในยามดึกสงัด *กริ่ง... กริ่ง...* ทั้งรัญธิดาและชยพลต่างชะงัก ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ เนื่องจากเวลานี้ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว และไม่มีใครรู้ว่ารัญธิดาย้ายมาพักอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งนี้ ยกเว้นเพียงไม่กี่คนเท่านั้น "ดึกป่านนี้... ใครกันครับ?" ชยพลเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง รัญธิดาส่ายหน้าช้าๆ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมหัวใจ เธอก้าวเดินออกจากระเบียงมุ่งตรงไปยังประตูหน้าห้อง โดยมีชยพลเดินตามประกบด้วยความเป็นห่วง มือเรียวบางเอื้อมไปเปิดแผงควบคุมหน้าจออินเตอร์คอมเพื่อดูภาพจากกล้องวงจรปิดด้านนอก ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้ลมหายใจของรัญธิดาสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ที่หน้าประตูห้อง... ภาคินยืนอยู่ตรงนั้นในสภาพที่ยับเยิน เสื้อเชิ้ตสีขาวหลุดลุ่ย เนกไทถูกปลดออกอย่างไร้ระเบียบ ดวงตาคมกริบแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและร่องรอยความเหนื่อยล้า แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของรัญธิดาร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ไม่ใช่สภาพอันน่าสมเพชของอดีตสามีผู้นี้... หากแต่เป็น... ร่างของเด็กชายอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกายเขา เด็กชายวัยไล่เลี่ยกันในชุดเสื้อผ้าหรูหรา ที่กำลังกอดขาภาคินไว้แน่นด้วยความกลัว และเมื่อเด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองกล้องวงจรปิด... ใบหน้านั้น... ดวงตากลมโตคู่นั้น และร่องรอยริมฝีปากนั้น... มันคือพิมพ์เดียวกันกับลูกชายที่นอนหลับอยู่ภายในห้องของเธอราวกับส่องกระจกเงา! ดวงตาของภาคินที่มองตรงเข้ามาในกล้องวงจรปิด ราวกับมองทะลุกรอบกระจกมาสบตากับเธอโดยตรง และริมฝีปากหยักนั้นก็ขยับเอ่ยคำพูดที่ไร้เสียง... แต่รัญธิดากลับอ่านปากของเขาออกได้อย่างชัดเจนทุกพยางค์ *"...ฉันเจอความจริงทั้งหมดแล้ว... รัญ..."* ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับรอยร้าวครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%