เสียงกระดาษปึกหนากระแทกลงบนโต๊ะไม้เนื้อดีดัง *ทึบ* สะท้อนก้องในห้องประชุมสำนักงานกฎหมายใจกลางกรุงเทพมหานคร ทว่ามันเบาเสียยิ่งกว่าเสียงถอนหายใจของชายหนุ่มผู้ นั่งอยู่เบื้องขวา ภาคินใช้ปลายนิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบสันจมูกของตนเองแน่น ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววหยิ่งทะนงในโลกธุรกิจ บัดนี้มีรอยคล้ำชัดเจนจากการอดนอนมาหลายคืนติดต่อกัน เอกสารตรงหน้าเขาไม่ใช่สัญญาธุรกิจร้อยล้าน แต่เป็น "หมายเรียกคดีแพ่ง" และคำฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดสิทธิ์ทางปัญญาในผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมระดับชาติ—ผลงานที่ถูกอ้างสิทธิ์ว่าเป็นของบริษัทภาคิน แต่เบื้องหลังกลับมีลายเซ็นดิจิทัลที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนของรัญธิดา
"คุณคินครับ ทีมทนายของเราตรวจสอบรอบด้านแล้ว..." เสียงทนายความประจำตัวเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง พร้อมกับเลื่อนแฟ้มสีแดงเลือดหมูมาตรงหน้า "ถ้าคุณรัญธิดายืนกรานจะดำเนินคดีอาญาด้วยข้อหาปลอมแปลงเอกสารและละเมิดสิทธิ์ลิขสิทธิ์ต่อเนื่อง โอกาสที่บริษัทของเราจะเสียชื่อเสียงในตลาดหลักทรัพย์มีสูงมากครับ และที่สำคัญ... โทษทางอาญามีอัตราโทษจำคุกด้วย"
ภาคินเงยหน้าขึ้น ดวงตาดุดันตวัดมองทนายความหนุ่มจนอีกฝ่ายต้องรีบหลบสายตา
"เธอทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ..." น้ำเสียงของภาคินแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความร้าวรานที่กัดกินขั้วหัวใจ ผู้หญิงที่เคยนั่งรอเขาอยู่ที่โต๊ะอาหารทุกคืนโดยไม่ปริปากบ่น ผู้หญิงที่ยอมสละแม้กระทั่งความฝันเพื่อสนับสนุนให้เขากลายเป็นนักธุรกิจแถวหน้า บัดนี้ได้กลายเป็น "นักกฎหมาย" ผู้เชี่ยวชาญในการถือมีดกรีดเลือดเนื้อเชื้อไขของบริษัทที่เขาสร้างมากับมือทีละน้อยอย่างเลือดเย็น
"คุณรัญธิดาไม่ได้ทำคนเดียวหครับคุณคิน..." ทนายความหนุ่มลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดความจริงที่เจ็บปวด "มีที่ปรึกษาทางกฎหมายระดับท็อปของประเทศหนุนหลังเธออยู่ และคนๆ นั้น... คือคุณชยพลครับ"
ชื่อของชยพลเปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองเพลิงในอกของภาคิน เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดโปน ภาพของชยพลที่ยืนเคียงข้างรัญธิดาในงานเปิดตัวนิทรรศการศิลปะเมื่อสัปดาห์ก่อนผุดขึ้นมาในหัว รอยยิ้มที่ชยพลมอบให้เธอมันไม่ใช่รอยยิ้มของพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ แต่มันคือสายตาของชายผู้พร้อมจะปกป้องเธอกระทั่งลมหายใจสุดท้าย—สิ่งที่ภาคินไม่เคยทำเลยตลอดเวลาห้าปีที่แต่งงานกัน
ในขณะเดียวกัน ที่สำนักงานสถาปัตยกรรมชั่วคราวชั้น 35 ของตึกระฟ้าฝั่งตรงข้าม รัญธิดากำลังยืนมองทิวทัศน์เมืองหลวงผ่านกระจกใสบานใหญ่ แสงไฟนีออนยามเย็นสะท้อนลงบนใบหน้านิ่งเรียบและดวงตากลมโตที่ฉายแววเด็ดเดี่ยว เธอยกแก้วกาแฟอุ่นขึ้นจิบช้าๆ โดยไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวต่อหมายศาลที่เพิ่งส่งไปถึงมืออดีตสามี
ประตูห้องทำงานเปิดออก ชยพลก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ เขามองรัญธิดาด้วยแววตาชื่นชมที่เจือความห่วงใยอยู่ลึกๆ
"ผมเพิ่งได้รับรายงานจากทีมกฎหมาย" ชยพลเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ทางฝั่งภาคินกำลังพยายามยื่นคำร้องขอเจรจานอกรอบ เขาบอกว่า... ยอมจ่ายทุกอย่างตามที่คุณต้องการ ขอแค่ให้ถอนฟ้องคดีอาญาและยอมพบหน้าเขาเป็นการส่วนตัว"
รัญธิดายังคงไม่หันกลับมามอง เธอทอดสายตาไปยังตึกสูงระฟ้าของบริษัทภาคินที่ตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้าม มุมปากของเธอหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่เยือกเย็นและว่างเปล่าจนชยพลยังต้องเสียวสันหลัง
"เงินหรือครับ?" ชยพลถามย้ำ
"เงินของเขาซื้อความรู้สึกที่ตายไปแล้วไม่ได้หรอกค่ะ... เอ๊ย, ครับ" รัญธิดาเผลอใช้สรรพนามผิดไปนิดเนื่องจากความคุ้นชิน แต่เธอก็แก้คำพูดได้อย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "บอกเขาไปสิคะ—บอกเขาไปครับว่า ถ้าอยากคุยกับฉัน ให้เขามาคุยที่ศาล ในฐานะจำเลยที่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ใช่ในฐานะสามีผู้มีเมตตาที่จะมาโยนเศษเงินทานให้ฉันเหมือนในอดีต"
ชยพลพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขาวางเอกสารลงบนโต๊ะ "แต่คุณต้องระวังตัวนะครับ รัญ... ภาคินไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนใครง่ายๆ เขารู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ และเมื่อคนจนตรอกจนไม่มีอะไรจะเสีย เขาอาจจะใช้ ‘วิธีสกปรก’ เพื่อดึงคุณกลับมา"
รัญธิดาหันกลับมาสบตาชยพล ดวงตาคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายไฟแห่งความแค้นที่ถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นเกราะเหล็กอันแข็งแกร่ง
"ให้เขาทำสิครับ" รัญธิดากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ฉันรอวันนี้มานานเกินไปแล้ว วันที่เขาจะได้ลิ้มรสความรู้สึกของการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย"
ตกดึก ณ คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่รัญธิดาย้ายมาพักอาศัยหลังหย่าร้าง บรรยากาศภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศเบาๆ รัญธิดากำลังนั่งตรวจแบบแปลนโครงสร้างอาคารบนโต๊ะทำงาน ทว่าความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินร่างกาย เธอจึงตัดสินใจลุกขึ้นไปหยิบน้ำอุ่นในครัว
ขณะที่เธอกำลังจะเดินกลับมาที่ห้องทำงาน เสียงกริ่งหน้าห้องก็ดังขึ้น *กริ๊ง...*
รัญธิดาขมวดคิ้วเล็กน้อย ดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้ใครจะมาหาเธอ? ชยพลหรือ? ไม่สิ เขากลับไปนานแล้ว ร่างบางเดินเข้าไปใกล้ประตู พร้อมกับส่องมองผ่านตาแมว ความมืดมิดในโถงทางเดินทำให้เธอเห็นเงาร่างของใครบางคนไม่ชัดเจนนัก
"ใครคะ... เอ๊ย, ใครครับ?" เธอเอ่ยถามเสียงเข้ม
"รัญ..." เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านบานประตูเข้ามาทำให้หัวใจของรัญธิดากระตุกวูบ เสียงนั้น... เสียงที่เธอจำได้แม่นยำยิ่งกว่าเสียงหัวใจตัวเอง ภาคิน!
"คุณมาทำอะไรที่นี่?" รัญธิดาถามกลับโดยไม่คิดจะเปิดประตูให้
"เปิดประตูให้ผมเถอะนะรัญ ผมแค่อยากคุยกับคุณ... คุยกันแค่สองคนในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังจะแหลกสลาย ขอร้องล่ะ" น้ำเสียงของภาคินสั่นเครือและเต็มไปด้วยความเวทนาอย่างที่สุด มันไม่ใช่ภาคินผู้หยิ่งทะนงคนเดิมอีกต่อไป แต่มันคือผู้ชายที่พ่ายแพ้ต่อโชคชะตาอย่างราบคาบ
รัญธิดายืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือเรียวบางกำลูกบิดประตูแน่น ความทรงจำอันเจ็บปวดในอดีตไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก ภาพที่เธอนั่งร้องไห้อยู่ลำพังในบ้านหลังใหญ่ ภาพที่เขาเดินผ่านเธอไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ และคำพูดดูถูกเหยียดหยามที่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท
*ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...*
เสียงรหัสผ่านประตูห้องดังขึ้น รัญธิดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ—เขาCorporate พาสเวิร์ดเก่าที่เธอเคยตั้งไว้ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้าอยู่ คีย์การ์ดดิจิทัลส่งเสียงปลดล็อก *คลิก!* ก่อนที่บานประตูจะค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกด้วยมือของชายผู้เป็นทั้งสามีเก่าและศัตรูตัวฉกาจ
ภาคินก้าวเข้ามาในห้องด้วยสภาพที่ยับเยิน เนกไทถูกปลดออกจนหลวมรุ่ย ดวงตาแดงก่ำจ้องมองมาที่เธอด้วยความโหยหาและเจ็บปวด ทว่าก่อนที่รัญธิดาจะทันได้เอ่ยปากไล่ สายตาของภาคินกลับเหลือบไปเห็นรองเท้าผ้าใบเด็กขนาดเล็กคู่หนึ่งที่วางอยู่หน้าชั้นรองเท้า... และเมื่อเขากวาดสายตาลึกเข้าไปในห้องนั่งเล่น บนโซฟาตัวยาวมีกระเป๋านักเรียนอนุบาลลายการ์ตูนวางอยู่ พร้อมกับรูปถ่ายกรอบเล็กๆ ของเด็กชายวัยประมาณสี่ขวบที่มีดวงตากลมโตและใบหน้าถอดแบบมาจากตัวเขาเองราวกับพิมพ์เดียวกัน!
ภาคินหยุดชะงัก ลมหายใจของเขาสะดุดกึก ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนลงตรงหน้า
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและซึมซับรอยร้าวไปพร้อมกับ "บันทึกคนจร" นะครับ
รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน•ตอนที่ 14
คดีฟ้องร้องและกลลวง
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวบนกระจกเงา: เศษซากชีวิตหลังคำขอโทษที่สายเกิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!