เสียงตะหลิวเหล็กกระทบก้นกระทะเหล็กหล่อดัง *กริ๊งๆ* เป็นจังหวะหนักหน่วง ทว่าพลิ้วไหวราวกับเสียงดนตรีพื้นบ้าน รินรดายืนอยู่หน้าเตาถ่านโบราณ แสงไฟสีส้มแดงสะท้อนดวงหน้าเรียวสวยที่มีหยาดเหงื่อผุดพรายตามไรผม มือขาวเนียนตวัดกระบวยตักน้ำพริกแกงเผ็ดสูตรโบราณที่เคี่ยวจนน้ำมันลอยหน้า สีแดงฉานของพริกแห้งผสมผสานกับกลิ่นหอมหวลของข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด และลูกผักชีลั่วะคั่วบดละเอียด ที่ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วกระท่อมไม้ปลายนา กลิ่นฉุนรุนแรงแต่นุ่มลึกนี้ ไม่เพียงแต่เรียกน้ำย่อยในกระเพาะให้ปั่นป่วน แต่ยังดึงดูดสายตาคมกริบของนายทหารหนุ่มที่นั่งเหลาไม้ไผ่ทำค้างผักอยู่ไม่ไกลให้ละสายตาจากงานตรงหน้ามามองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ถ้าคุณยังมองฉันด้วยสายตากลืนกินแบบนั้น... เกรงว่าน้ำพริกปลาดุกย่างหม้อนี้ คงไม่ต้องรอให้ตักใส่ถ้วยหรอกค่ะ มันคงระเหยกลายเป็นไอหายไปเสียก่อน" รินรดาเอ่ยแซidad ด้วยน้ำเสียงติดตลกโดยไม่หันกลับมามอง แต่รอยยิ้มที่มุมปากบ่งบอกว่าเธอรู้ตัวดีว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตา
ผู้กองศิลาวางไม้ไผ่ในมือลงอย่างเชื่องช้า รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายที่ผ่านแดดผ่านลมมาจนผิวเป็นสีน้ำผึ้ง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สาวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยฝีเท้าเงียบกริบแบบนายทหารพราน ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูที่ขึ้นสีเรื่อของหญิงสาว "ผมไม่ได้มองน้ำพริกเสียหน่อย... ผมกำลังมองแม่ครัวต่างหากเล่า"
รินรดาแกล้งทำเป็นค้อนใส่ วางทัพพีลงแล้วหันกลับมาประชิดตัว ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ทว่าแววตาพราวระยับไม่มีทีท่าเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย "ปากหวานเสียจริงนะคะ ช่วงนี้ไปฝึกวาทศิลป์มาจากค่ายทหารไหนกัน หรือว่านี่คือกลยุทธ์ใหม่ในการขอเบิ้ลข้าวสองจาน"
"ผมพูดความจริงจากใจต่างหาก" ศิลาตอบเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมกวาดมองไปทั่วครัวที่สะอาดสะอ้านและเต็มไปด้วยวัตถุดิบชั้นดีที่ดูเหมือนจะงอกเงยขึ้นมาได้ราวกับมีเวทมนตร์—แม้เขาจะรู้ว่าภรรยาของตนมีความลับบางอย่างซ่อนไว้ในมิติพิศวงที่เธอเรียกติดตลกว่า 'ห้องครัวกาลเวลา' แต่เขาก็เลือกที่จะเก็บงำความสงสัยนั้นไว้ด้วยความเคารพในความเป็นส่วนตัว สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าของพวกนั้นมาจากไหน แต่คือความสุขที่ได้เห็นเธอยืนปรุงอาหารด้วยรอยยิ้มต่างหาก
"ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยทำตัวให้เป็นประโยชน์ค่ะคุณสามี" รินรดาอมยิ้ม ส่งชามกระเบื้องเคลือบสีฟ้าลายครามใส่มะเขือเปราะหั่นซีกและใบโหระพาเด็ดสดๆ ให้เขา "ช่วยเด็ดใบมะกรูดฉีกใส่ถ้วยนี้ให้เรียบร้อย ก่อนที่แกงปลาดุกย่างของฉันจะงวดจนเค็มเกินไป"
บรรยากาศในห้องครัวเล็กๆ ยามโพล้เพล้เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่หาไม่ได้จากคฤหาสน์หลังใหญ่ในเมืองหลวง ที่ซึ่งเต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่น สายตาดูแคลนจากญาติผู้พี่ และเสียงนินทาว่าร้ายของบรรดาแม่สามีใจร้ายที่เคยพยายามเหยียบย่ำเธอให้จมดิน รินรดายังจำแววตาสมเพชเวทนาของคนพวกนั้นในวันที่เธอกล้าประกาศถอนตัวจากตระกูลเพื่อออกมาใช้ชีวิตตามลำพังได้ดี พวกเขาคงคิดว่าเชฟดาวมิชลินอย่างเธอจะต้องอดอยากปากแห้งกลางทุ่งนา แต่ทว่า... ในเวลานี้ เธอกลับครอบครองทั้งอิสรภาพ สินค้าแปรรูปจากมิติลับที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ และที่สำคัญที่สุด... ชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งแต่อ่อนโยนที่ยืนเคียงข้างเธอไม่ห่าง
เสียงเดือดปุดๆ ของแกงในหม้อดึงสติเธอกลับมา รินรดาตักแกงปลาดุกย่างใส่มะเขือเปราะร้อนๆ ลงในชามดินเผา ตามด้วยการโรยพริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียงและใบโหระพาเพิ่มความหอมสดชื่น กลิ่นหอมของเครื่องแกงเผ็ดที่กลมกล่อมด้วยกะทิเคี่ยวแตกมันเล็กน้อย ลอยฟุ้งผสมผสานกับกลิ่นข้าวหอมมะลิใหม่หมาดๆ ที่เพิ่งหุงเสร็จจากเตาฟืน
"ยกสำรับออกไปข้างนอกเถอะค่ะ วันนี้เราจะกินข้าวกันใต้แสงดาว" รินรดาเอ่ยขึ้น พร้อมกับจัดเตรียมจานชามและไข่เจียวฟูหนานุ่มที่ทอดจนกรอบนอกนุ่มในด้วยน้ำมันหมูเจียวเองใหม่ๆ
ลานดินหน้ากระท่อมถูกปูด้วยเสื่อกกผืนสะอาด แสงจากตะเกียงเจ้าพายุส่องประกายสีเหลืองนวลขับเน้นให้บรรยากาศยามค่ำคืนดูโรแมนติกโดยไม่ต้องพึ่งพาแสงไฟฟ้าราคาแพง ดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้าสีครามเข้มราวกับผืนกำมะหยี่ประดับเพชร สายลมเย็นๆ พัดโชยกลิ่นอายดินและฟางข้าวมาปะทะจมูกเบาๆ
ศิลานั่งขัดสมาธิลงบนเสื่อ สายตาคมมองสำรับตรงหน้าด้วยความชื่นชม น้ำพริกแกงเผ็ดปลาดุกย่างส่งกลิ่นหอมยั่วยวน ตัดกับรสชาติเค็มๆ มันๆ ของไข่เจียวฟู และยังมีผักสดนานาชนิดที่รินรดาคัดสรรมาจากมิติลับ ทั้งยอดมะกอก ผักชีฝรั่ง และแตงกวาญี่ปุ่นกรอบๆ
"เชฟริน... ฝีมือคุณนี่นับวันยิ่งทำให้ผมถอนตัวไม่ขึ้นจริงๆ" ศิลาเอ่ยชมขณะตักข้าวราดด้วยแกงร้อนๆ ควันฉุยเข้าปาก รสชาติเผ็ดร้อน กลมกล่อม หวานเนื้อปลาดุกย่างที่ซึมซับเครื่องแกงอย่างลงตัว ทำให้เขาถึงกับต้องหลับตาพริ้มซึมซับรสชาติ
"ปากหวานแบบนี้... สงสัยต้องตักไข่เจียวเพิ่มให้เป็นพิเศษแล้วล่ะค่ะ" รินรดายิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักตลอดทั้งวันมลายหาย Sไปสิ้นเมื่อเห็นสามีทานอาหารฝีมือเธอด้วยความเอร็ดอร่อย
ทั้งสองพูดคุยหยอกล้อกันด้วยเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องการเตรียมตัวนำสินค้าล็อตใหม่ไปส่งที่ตลาดในอำเภอ และแผนการปรับปรุงแปลงผักหลังบ้าน ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากการเป็นเพียง 'ลูกค้า' และ 'แม่ค้า' ค่อยๆ ถักทอหลอมรวมกันจนกลายเป็นความรู้ใจที่ลึกซึ้ง ไร้ซึ่งคำว่าพันธะบังคับ มีเพียงความเข้าใจและหัวใจที่เต้นตรงกัน
ทว่า... ในขณะที่ความเงียบสงบและความสุขกำลังโอบล้อมคนทั้งคู่เอาไว้ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังแหวกพงหญ้าข้างทางเข้ามาใกล้กระท่อมอย่างรวดเร็ว ผ Lศิลาชะงักมือที่กำลังจะตักข้าว ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นดุดันในเสี้ยววินาที เขาขยับตัวลุกขึ้นบังรินรดาไว้ด้านหลังอย่างสัญชาตญาณ พร้อมกับมือหนาที่เอื้อมไปแตะด้ามมีดพกประจำตัวโดยอัตโนมัติ
เงาร่างของชายฉกรรจ์สามคนปรากฏขึ้นภายใต้แสงจันทร์ ร่างหนึ่งในนั้นก้าวออกมาข้างหน้า ใบหน้าบูดบึ้งคุ้นตาที่รินรดาจำได้แม่นยำว่าเป็น 'นายชิต' น้องเขยตัวแสบที่เคยสร้างปัญหาเรื่องที่ดินและพยายามฮุบกิจการพริกแกงของเธอในอดีต
"แหม... ชีวิตสุขสบายดีนี่นา ยัยตัวดี!" ชิตหัวอกหัวใจพองโตด้วยความแค้นเคือง พลางกวาดสายตามองสำรับอาหารและบ้านพักที่ดูดีขึ้นผิดหูผิดตา "ผัวทหารคนนี้น่าจะเลี้ยงดีสินะ ถึงได้กล้าตัดญาติขาดมิตรกับพวกฉัน... แต่วันนี้ แกเตรียมตัวตัวสั่นได้เลย เพราะฉันมี 'หมายศาล' และเอกสารสิทธิ์ที่พวกแกต้องชดใช้ให้สาสม!"
รินรดาหรี่ตาลง รอยยิ้มหวานเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงแววตาเยือกเย็นและเฉียบคมที่ซ่อนความร้ายกาจเอาไว้ไม่แพ้กัน เธอก้าวออกมาจากด้านหลังศิลา เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่เกรงกลัว
"ชดใช้เรอะคะ? หึ... คนที่ต้องชดใช้ ไม่ใช่ฉัน... แต่เป็นพวกแกต่างหาก!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสูดดมกลิ่นหอมของเครื่องเทศและร่วมลุ้นไปกับความลับของรินรดานะคะ
แม่ครัวพริกแกงกับนายทหารพกมีดทำครัว•ตอนที่ 9
มื้อค่ำใต้แสงดาว
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ครัวพริกแกงกับนายทหารพกมีดทำครัว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!