ย้อนรอยคมดาบฝังแค้น เหนือบัลลังก์กาลเวลา•ตอนที่ 7

พันธสัญญาจากแม่ทัพ

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
กลิ่นอายกำยานจันทน์หอมกรุ่นลอยวนอยู่เบื้องหน้า ทว่ากลับมิอาจกลบเกลื่อนความเยียบเย็นที่แผ่ซ่านออกมาจากแววตาของบุรุษผู้กุมอำนาจครึ่งแผ่นดินได้ หลินเฟยหงไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางเพียงแต่วางถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ลงบนโต๊ะไม้สลักลายอย่างใจเย็น ปลายนิ้วเรียวสวยภายใต้แขนเสื้อผ้าต่วนปักลายหงส์ทองยังคงสัมผัสขอบถ้วยแผ่วเบา ราวกับกำลังประเมินน้ำหนักของชีวิตผู้คนบนกระดานหมากที่ถูกวางไว้เบื้องหน้า "ท่านอ๋องเฉินอี้... ความกล้าหาญที่จะเดิมพันกับสตรีผู้ฟื้นคืนจากความตาย มีมากพอจะจ่ายค่าตอบแทนไหวหรือpเพคะ?" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนทำให้บรรยากาศภายในห้องหนังสือลับสั่นไหวเล็กน้อย แสงตะเกียงน้ำมันสำริดวับแวมสาดส่องกระทบโครงหน้าด้านข้างที่คมคายดั่งภาพวาดพู่กันจีนของแม่ทัพผู้เลื่องชื่อ เฉินอี้ไม่ตอบทันที เขายังคงนั่งไขว่ห้างอย่างผ่อนคลายบนเก้าอี้พนักพิงไม้พะยูง ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายคู่นั้นกวาดมองสำรวจสตรีตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่เส้นผมสีดำสนิทที่เกล้าเป็นมวยสูงประดับปิ่นหยกขาว ไปจนถึงรอยยิ้มบางเบาที่ซ่อนความลับนับพันเอาไว้ ความลับที่แม้แต่เงาของตัวเขาเองก็ยังไม่กล้าแตะต้อง "สนนราคาที่เจ้าต้องการ... คงมิใช่เพียงแค่หัวของเจิ้นหลงกระมัง, พระชายาผู้ล่วงลับ?" เฉินอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่าฟัง ทว่าเต็มไปด้วยร่องรอยของความท้าทาย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "คนทั่วไปล้วนต้องการอำนาจ ชื่อเสียง หรือไม่ก็ทรัพย์สินเงินทอง แต่แววตาของเจ้า... มันกระหายเลือดเนื้อของราชวงศ์มากกว่านั้น" "ท่านเข้าใจถูกครึ่งหนึ่งค่ะ, ท่านอ๋อง" หลินเฟยหงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยไม่หลบเลี่ยง ความมืดมิดในดวงตานางลึกล้ำดั่งเหวลึกที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งที่ขวางทาง "อำนาจและทรัพย์สินเป็นเพียงเศษสวะสำหรับข้า สิ่งที่ข้าต้องการคือการรื้อถอนรากฐานอันเน่าเฟะของราชวงศ์ที่หล่อเลี้ยงด้วยเลือดเนื้อของคนบริสุทธิ์... รวมถึง 'ความลับ' ที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ตำหนักบูรพาเมื่อสิบปีก่อนด้วย" ทันทีที่คำว่า *ความลับของราชวงศ์* หลุดจากริมฝีปากของนาง อุณหภูมิภายในห้องก็ราวกับลดฮวบลงทันตาเห็น เฉินอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างหนาโดยไม่รู้ตัว มือหนาที่วางอยู่บนที่วางแขนหยุดชะงักไปชั่วขณะ เรื่องราวเมื่อสิบปีก่อน... โศกนาฏกรรมนองเลือดที่ถูกปกปิดไว้ภายใต้พระราชโองการอันชอบธรรม เป็นความลับสุดยอดที่แม้แต่เงาในวังหลวงก็ไม่กล้าเอ่ยถึง เหตุใดสตรีผู้นี้จึงล่วงรู้? หรือว่านาง... จะมีความเกี่ยวข้องลึกซึ้งกว่าที่เขาคาดคิดไว้แต่แรก? "เจ้าเอาอะไรมามั่นใจว่า ข้าจะยอมเอาคอไปพาดเขียงเพื่อแลกกับความลับที่อาจทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ?" เฉินอี้โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กดดันนางด้วยบารมีของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน "เพราะท่านไม่มีทางเลือกอื่นค่ะ" หลินเฟยหงตอบกลับทันควันอย่างไร้ความลังเล รอยยิ้มเย้าหยอกปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังที่น่าเกรงขาม "ฮ่องเต้เจิ้นหลงระแวงท่านมานานเกินไปแล้ว กองทัพพยัคฆ์พิทักษ์อุดรของท่านกำลังจะถูกปลดอาวุธในอีกสามเดือนข้างหน้า... หากท่านไม่เลือกที่จะเดินหมากตานี้ร่วมกับข้า อีกไม่นาน ศีรษะของท่านคงไม่แคล้วได้ไปประดับอยู่บนกำแพงเมืองหลวงเพื่อรอรับความเมตตาจากทรราชผู้นั้น" คำพูดของนางราวกับคมดาบที่กรีดแทงเข้าที่กลางใจดำ เฉินอี้ชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ข้อมูลเรื่องการปลดอาวุธกองทัพพยัคฆ์พิทักษ์อุดรเป็นราชEองการลับสุดยอดที่เพิ่งถูกร่างขึ้นเมื่อคืนนี้ในห้องทรงพระอักษร... แต่นางกลับรู้รายละเอียดราวกับยืนอยู่ข้างบัลลังก์ในขณะนั้น! สตรีผู้นี้... อันตรายยิ่งกว่าพิษสุราพันจอก ความเงียบเข้าปกคลุมห้องหนังสือลับอยู่ครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงไส้ตะเกียงปะทุเบาๆ และเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันอย่างระมัดระวัง ทั้งสองคนต่างจ้องมองกันและกันราวกับกำลังประลองกำลังภายในผ่านสายตา ไม่มีใครยอมลดราวาศอกให้ใคร ในที่สุด เฉินอี้ก็หัวدอออกมาเบาๆ เป็นเสียงทุ้มต่ำที่สะท้อนความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความทึ่ง ความระแวง และความปรารถนาที่จะท้าทายโชคชะตาไปพร้อมกับนาง "น่าสนใจ... เจ้าทำให้ข้าแปลกใจได้ทุกครั้งจริงๆ, หลินเฟยหง" เฉินอี้ผ่อนคลายท่าทีลง เขายื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า ฝ่ามือหนามีรอยด้านจากการจับดาบยาววางนิ่งอยู่กลางโต๊ะ "ตกลง... ข้าขอร่วมเดิมพันกับความบ้าคลั่งของเจ้า แต่งานนี้ หากเราแพ้... เราต่างก็ต้องตายด้วยกันทั้งคู่ เจ้าพร้อมจะรับผลที่จะตามมาหรือไม่?" หลินเฟยหงมองมือคู่นั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากของนางจะยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งดงามและเย็นชาที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา นางยื่นมือเรียวบางของตนเองไปวางทับลงบนฝ่ามือของเขาอย่างมั่น สัมผัสที่อบอุ่นและแข็งกร้าวตัดกับความเย็นเฉียบของปลายนิ้วนาว ราวกับพันธสัญญาแห่งเลือดและวิญญาณที่ถูกถักทอขึ้นท่ามกลางเงาสลัวของราตรี "ความตายหรือเพคะ? ข้าได้ตายไปตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว... สิ่งที่ท่านเห็นอยู่ตอนนี้ มีเพียงวิญญาณอาฆาตที่กลับมาทวงหนี้ก็เท่านั้น" นางกระซิบแผ่วเบาข้างหูเขา รสชาติแห่งการล้างแค้นช่างหอมหวานและใกล้เข้ามาทุกที ทว่า ในวินาทีที่พันธสัญญาระหว่างพยัคฆ์และหงส์เพลิงกำลังจะเสร็จสิ้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรัวเร็วจากด้านนอกห้องหนังสือก็ดังขึ้นทำลายความเงียบงัน *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชองครักษ์เสื้อแพรนำกำลังนับร้อยนายปิดล้อมจวนอ๋องไว้หมดแล้ว! พวกมันอ้างว่าได้รับพระราชโองการด่วนที่สุดให้มาตรวจค้นหาตัวกบฏ!" เสียงตะโกนอย่างร้อนรนของพ่อบ้านตระกูลเฉินดังลอดเข้ามา ท่ามกลางความตื่นตระหนกที่แผ่ซ่านไปทั่วจวน เฉินอี้ขมวดคิ้วแน่น รังสีอำมหิตระเบิดออกมาจากร่างทันที ดวงตาคู่นคมหันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้ หลินเฟยหงยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งราวน้ำในบึงลึก นางค่อยๆ ชักมือกลับอย่างนุ่มนวล ก่อนจะเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างที่บานมู่ลี่ไม้ไผ่ถูกปิดสนิท รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากอีกครั้ง "ดูเหมือนว่า... ฮ่องเต้เจิ้นหลงจะไม่ยอมรอให้ถึงสามเดือนอย่างที่ท่านคิดหรอกนะคะ, ท่านอ๋อง" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงหมากตานี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนรอยคมดาบฝังแค้น เหนือบัลลังก์กาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%