"จอกสุราจันทราคารวะนี้ หากพระสนมเอกไม่กล้าดื่ม เกรงว่าจะทำให้ความหวังดีของฝ่าบาทต้องแปดเปื้อนแล้วกระมังเพคะ"
เสียงหวานใสที่เจือไปด้วยความเยียบเย็นราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูของหลินเฟยหง ดังแทรกผ่านเสียงดนตรีบรรเลงและเสียงหัวoเราะรื่นเริงภายในตำหนักโหย่วHE ภายในงานเลี้ยงรับรองตำแหน่งพระสนมเอกของตระกูลหลี่ บรรยากาศที่เคยครื้นเครงพลันชะงักงันลงทันทีราวกับถูกมนต์สะกด
โคมแก้วเจียระไนนับร้อยดวงสาดแสงสีอำพันสะท้อนผืนผ้าไหมปักดิ้นทองระยิบระยับ กลิ่นหอมอวลของกำยานบุปผาชาติผสมผสานกับคาวเลือดจางๆ ที่มีเพียงสัญชาตญาณของเหยี่ยวผู้หวนคืนเท่านั้นจะสัมผัสได้ หลินเฟยหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงสีชาดทับซ้อนสามชั้น รัศมีแห่งความเย่อหยิ่งทระนงแผ่ซ่านออกมาจากทุกอณูผิว นางนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงฝังมุกอย่างสง่างาม ปิ่นหยกขาวบนมวยผมลี่ว์เซียงสั่นไหวตามจังหวะการหายใจอันแผ่วเบา ทว่ามั่นคง
สายตาทุกคู่ในท้องพระโรงต่างเบนจับจ้องมายังจุดศูนย์กลาง จักรพรรดิเจิ้นหลงที่ประทับอยู่เบื้องบนบัลลังก์มังกรหรี่พระเนตรแคบลง มุมโอษฐ์ยกยดขึ้นเล็กน้อยด้วยความสนพระทัย พระองค์ไม่คิดว่าอดีตฮองเฮาผู้เคยอ่อนแอและถูกเหยียบย่ำจนไร้ที่ยืนในอดีตชาติ บัดนี้จะกล้าถือวิสาสะลุกขึ้นท้าทายสนมเอกคนโปรดต่อหน้าขุนนางนับร้อยชีวิตเช่นนี้
"เจ้า... เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน หลินเฟยหง?"
หลี่ว์ซือซือ พระสนมเอกคนใหม่ผู้สวมอาภรณ์สีฟ้าครามปักลายดอกโบตั๋น สั่นสะท้านไปทั้งร่าง ใบหน้างามที่ผ่านการแต่งแต้มอย่างประณีตซีดเผือดลงถนัดตา ปลายนิ้วที่เรียวยาวประดับด้วยปลอกเล็บทองคำจิกเข้าหากันจนแน่น นางพยายามฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความร้อนรนในอก ทว่าดวงตากลับไหวระริกด้วยความหวาดกลัวยามสบเข้ากับดวงตาคู่นคมืดสนิทดั่งหุบเหวไร้ก้นบึ้งของหลินเฟยหง
"หม่อมฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างไรเพคะ..." หลินเฟยหงแย้มสรวลบางเบา รอยยิ้มที่งดงามราวกับบุปผาแรกแย้ม แต่กลับหนתหนาวเหน็บเสียจนผู้คนรอบข้างต้องลอบกลืนน้ำลาย นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ อาภรณ์สีชาดสะบัดพลิ้วไหวราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนบนกองซากศพ "เพียงแต่สุราจันทราคารวะจอกนี้ เป็นสุราชั้นดีที่องค์จักรพรรดิประทานให้เพื่อแสดงความยินดีแก่พระสนมเอก เหตุใดเมื่อหม่อมฉันอาสาเป็นผู้รินถวาย พระสนมเอกจึงมีท่าทีร้อนรนราวกับเกรงกลัวสิ่งใดเล่าเพคะ? หรือว่า... ท่านรู้อยู่แล้วว่าในจอกนี้มี 'สิ่งใด' ซ่อนอยู่?"
คำพูดประโยคสุดท้ายถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มกังวาน ทว่าทรงพลังราวน้ำหนักค้อนเหล็กที่ตอกลงกลางใจคน จักรพรรดิเจิ้นหลงขมวดพระขนมเข้าหากันฉับพลัน ความกดดันอันน่าอึดอัดแผ่ขยายออกไปทั่วบริเวณ จนแม้แต่เสียงลมหายใจของเหล่าขันทีนางสำนักยังแทบไม่มี
ในมุมมืดของเสาหินอ่อนสลักลายมังกรเบื้องล่าง อ๋องเฉินอี้ผู้สวมชุดคลุมสีดำสนิทปักดิ้นลายเมฆาเงิน กำลังยกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ สายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีทอดมองร่างระหงของหลินเฟยหงด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง มุมปากของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ 'นางหงส์ตัวนี้ ไม่เพียงแต่ฟื้นคืนชีพจากกองเพลิง... นางยังกลับมาพร้อมกับกรงเล็บที่พร้อมจะฉีกกระชากบัลลังก์นี้ให้แหลกเป็นจุลด้วยตนเอง' เขากระซิบกับตัวเองในใจ พลางรอคอยจังหวะที่จะชักกระบี่ออกมาร่วมบรรเลงเพลงพิณมรณะนี้ด้วย
"บังอาจ!" ขุนนางฝ่าย문ผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนสนิทของตระกูลหลี่ผุดลุกขึ้นชี้หน้าหลินเฟยหง "เจ้าเป็นเพียงพระชายาตกกระป๋อง เหตุใดจึงกล้ากล่าววาจาสบประมาทพระสนมเอกต่อหน้าพระพักตร์! ทหาร! ลากตัวนางออกไป!"
"ใครกล้า!"
เสียงตวาดกร้าวอันทรงอำนาจดังขึ้นจากมุมมืด ทว่ากลับสะเทือนไปทั่วทั้งตำหนัก อ๋องเฉินอี้วางจอกสุราลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังสนั่น ร่างสูงสง่าก้าวออกมาจากเงาสลัว กลิ่นอายสนามรบอันโชกโชนด้วยเลือดและชัยชนะแผ่ซ่านกดทับจนเหล่าขุนนางต่างต้องถอยหลังไปคนละก้าว เฉินอี้กวาดสายตาคมปลาบมองขุนนางผู้นั้นด้วยแววตาดุจพญายมราช "สนมเอกหลี่ทำความผิดอันใด หรือมีความลับอันใดที่ปิดบังใต้ฝ่าบาท ถึงได้ร้อนรนจนต้องให้สุนัขรับใช้เห่าหอนกลบเกลื่อนเช่นนี้เล่า ท่านเสนาบดีหลี่?"
เสนาบดีหลี่ผู้บิดaของหลี่ว์ซือซือหน้าถอดสี รีบก้าวออกมาก้มศีรษะคำนับจนแทบชิดพื้น "ท่านอ๋องโปรดทรงพระเมตตา บุตรสาวของกระหม่อมมิบังอาจมีความลับใดต่อเบื้องพระพักตร์พะยะค่ะ เพียงแต่... พระชายาหลินทรงกล่าวหาด้วยความเลื่อนลอย ไร้หลักฐาน..."
"หลักฐานหรือ?" หลินเฟยหงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวoเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะเสวยของหลี่ว์ซือซือทีละก้าว ปลายนิ้วเรียวยาวยื่นออกไปแตะขอบจอกสุเงินสลักลายวิจิตร "พระสนมเอก... ท่านจำขันทีน้อยที่ชื่อ 'เสี่ยวอัน' ได้หรือไม่? ขันทีผู้ที่นำกาน้ำชาพิษมาถวายหม่อมฉันเมื่อสามปีก่อน... ก่อนที่ตระกูลหลี่ของท่านจะใส่ร้ายว่าหม่อมฉันเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์สนมขั้นเจี๊ย"
ร่างของหลี่ว์ซือซือสะท้านเฮือก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าที่เคยงดงามบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว "เจ้า... เจ้าพูดเรื่องเหลวไหลอะไร ข้าไม่รู้จักขันทีผู้นั้น!"
"ไม่รู้จักงั้นหรือ?"
หลินเฟยหงสะบัดแขนเสื้อ มือเรียวคว้าจอกสุราในมือของหลี่ว์ซือซือก่อนที่อีกฝ่ายจะทันตั้งตัว นางหันไปทางขันทีอาวุโสผู้ดูแลพระราชสำนัก "ไต้กงกง ช่วยนำจานเงินทดสอบพิษมาให้ทีสิเพคะ ให้ขุนนางทั้งร้อยชีวิตในที่นี้ได้เห็นกับตา ว่าสุราจันทราคารวะจอกนี้ เป็น 'ของขวัญแสดงความยินดี' หรือเป็น 'สุราส่งวิญญาณ' กันแน่!"
ไต้กงกงรับพระราชเสาวณีย์ด้วยความลังเล ทว่าภายใต้สายตาอันเฉียบคมที่กดดันมาจากทั้งอ๋องเฉินอี้และจักรพรรดิเจิ้นหลง ขันทีเฒ่าจึงรีบนำจานเงินทดสอบพิษมาวางลงบนโต๊ะ
หลินเฟยหงเทสุราในจอกลงบนจานเงินช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่น่ากลัวราวกับป่าช้า
*ฉ่า...*
เพียงชั่วพริบตาเดียว แผ่นเงินบริสุทธิ์ก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับตานหมึก กลิ่นฉุนของยาพิษไร้สีไร้กลิ่น 'อัสดงไร้เงา' ลอยคละคลุ้งขึ้นมาจางๆ พิษร้ายแรงที่หากดื่มเข้าไปเพียงครึ่งหยด จะทำให้โลหิตไหลทะลักออกทางทวารทั้งเจ็ดและขาดใจตายภายในสามลมหายใจ!
เสียงสูดหายใจเข้าลึกๆ ดังขึ้นทั่วทั้งท้องพระโรง เหล่าขุนนางต่างหน้าซีดเผือด คุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
จักรพรรดิเจิ้นหลงประทับลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกร พระเนตรคู่คมจ้องมองหลินเฟยหงด้วยความตกตะลึงและโกรธเกรี้ยว พระองค์ไม่เคยรู้เลยว่าในวังหลังแห่งนี้ จะมีการซ่อนเร้นแผนการชั่วร้ายระดับนี้เอาไว้ โดยที่พระองค์ซึ่งเป็นโอรสแห่งสวรรค์กลับถูกชักใยอยู่เบื้องหลัง!
หลี่ว์ซือซือทรุดฮวบลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทาเหมือนใบไม้ต้องลม นางละล่ำละลักกล่าวด้วยน้ำเสียงขาดห้วง "ฝ่าบาท... ฝ่าบาทโปรดทรงพระเมตตา! หม่อมฉันถูกใส่ร้าย! นาง... นางเป็นคนสลับจอกสุรา..."
"ใส่ร้ายงั้นรึ?" หลินเฟยหงก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ใบหน้างดงามเชิดขึ้นอย่างสง่างามดั่งพญาหงส์ที่กำลังกางปีกพิฆาต นางหันพระพักตร์ไปประสานสายตากับจักรพรรดิเจิ้นหลงโดยไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย "ฝ่าบาทเพคะ... คนที่ต้องการให้หม่อมฉันตายในงานเลี้ยงวันนี้ มิใช่มีเพียงพระสนมเอกหลี่ผู้เดียวหดอกกระมังเพคะ... แต่ยังมี 'ผู้บงการ' ที่นั่งอยู่บนจุดสูงสุดของแผ่นดินนี้ คอยถือหมากตานี้อยู่เบื้องหลังมิใช่หรือเพคะ?"
คำพูดที่จ้วงจาบและท้าทายอำนาจสูงสุดเช่นนี้ ทำให้ขุนนางทั้งหมดต่างพากันหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดผวา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
จักรพรรดิเจิ้นหลงก้าวพระบาทลงมาจากบัลลังก์ทีละก้าว พระพักตร์เย็นชาดุจน้ำแข็ง พระเนตรจับจ้องหลินเฟยหงด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งโทสะ ความประหลาดใจ และความปรารถนาที่จะครอบครองนางให้แหลกคามือ พระองค์ยื่นพระหัตถ์ออกไปหมายจะคว้าจับปลายคางของนาง
ทว่า—
ก่อนที่พระหัตถ์นั้นจะทันสัมผัสโดนตัวนาง ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำของอ๋องเฉินอี้ก็ก้าวเข้ามาขวางกลางระหว่างพระองค์กับหลินเฟยหงไว้ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ กระบี่ประจำกายในฝักถูกดันขึ้นด้วยปลายนิ้วโป้ง ส่งเสียงกรีดร้องแหลมคมบาดแก้วหู
"ฝ่าบาทระวังด้วยพะยะค่ะ..." เฉินอี้แย้มสรวลเย็นชา ทว่าดวงตากลับปราศจากความเคารพยำเกรงใดๆ "สตรีผู้นี้... บัดนี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกองทัพพิทักษ์อุดรของกระหม่อมแล้ว หากฝ่าบาททรงต้องการจะสอบสวนนาง เกรงว่าคงต้องผ่านคมกระบี่ของกระหม่อมไปเสียก่อนพะยะค่ะ!"
จังหวะนั้นเอง ประตูบานใหญ่หนักอึ้งของตำหนักโหย่วHEก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ปรานี เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับร้อยของกองทัพเกราะดำเคลื่อนพลเข้ามาปิดล้อมรอบตำหนักไว้จนมิดชิด พร้อมกับเสียงรายงานจากทหารหน้าประตูที่ดังสะท้านก้องกังวาน
"ทูลฝ่าบาท! กองกำลังลับของตระกูลหลี่ถูกกวาดล้างจนสิ้นซากแล้วพะยะค่ะ! และนี่คือ... พระราชโองการลับฉบับสุดท้ายของอดีตจักรพรรดิผู้ล่วงลับ ที่ถูกซ่อนไว้ในห้องหนังสือลับของเสนาบดีหลี่!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงหมากตานี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ย้อนรอยคมดาบฝังแค้น เหนือบัลลังก์กาลเวลา•ตอนที่ 5
กับดักในงานเลี้ยง
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนรอยคมดาบฝังแค้น เหนือบัลลังก์กาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!