ย้อนรอยคมดาบฝังแค้น เหนือบัลลังก์กาลเวลา•ตอนที่ 9

หมากรุกชีวิต

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
กลิ่นหอมบางเบาของกฤษณาแทรกซึมผ่านม่านมุกโปร่งแสง ทว่าความอึดอัดในห้องหนังสือลับกลับหนาแน่นเสียยิ่งกว่าหมอกหนาในฤดูเหมันต์ "ใต้เท้าหลี่... ท่านคิดว่ากระดานหมากตานี้ หากินเบี้ยหน้าโง่เพื่อแลกกับขุนพหล จะคุ้มค่ากับการเดิมพันด้วยวงศ์ตระกูลเก้าชั่วโคตรของท่านหรือไม่คะ?" สุ้มเสียงราบเรียบแต่เย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหิมะเอ่ยขึ้น หลินเฟยหงในอาภรณ์ปักลายหงส์เพลิงสีชาดทับด้วยเสื้อคลุมผ้าแพรต่วนสีนิลสนิท นางนั่งพับเพียรอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้จันทน์แดง สายตาดั่งหงส์มองลอดผ่านควันกำยานที่ลอยอ้อยอิงไปยังขุนนางชราเบื้องหน้า หลี่เหวินเฉิง อัครเสนาบดีฝ่ายกลาง ผู้กุมอำนาจการคลังครึ่งหนึ่งของราชสำนัก ใบหน้าของเขาอาบชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ แม้จะเป็นขุนนางเก่าแก่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาสามรัชกาล ทว่ายามสบตาเข้ากับสตรีอายุน้อยกว่าตนครึ่งต่อครึ่งผู้นี้ กลับรู้สึกราวกับถูกคมดาบจ่ออยู่ที่หลอดลม หลี่เหวินเฉิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กระดาษแผ่นบางในมือสั่นเทานิดๆ บนนั้นบันทึกหลักฐานการทุจริตและเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงตระกูลหลี่เข้ากับกลุ่มกบฏชายแดนใต้ ซึ่งหากหลุดรอดไปถึงพระเนตรของจักรพรรดิเจิ้นหลงแม้แต่นิดเดียว เก้าชั่วโคตรของเขาคงไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกให้ฝัง "พระชายา... พระองค์ทรงเล่นเกมที่อันตรายยิ่งนัก" หลี่เหวินเฉิงเค้นเสียงแหบแห้งออกมา พยายามรักษาท่าทีเย่อหยิ่งของขุนนางผู้ใหญ่ไว้ แต่มือที่กำชายเสื้อจนยับย่นนั้นได้หักล้างความองอาจทั้งหมดสิ้น "การดึงขุนนางฝ่ายกลางอย่างข้าเข้าไปพัวพันกับการชิงบัลลังก์ เท่ากับท่านเอาชีวิตคนทั้งตระกูลมาแขวนบนเส้นด้าย เหตุใดข้าต้องเชื่อว่าท่านจะชนะเจิ้นหลงผู้กุมกองกำลังอารักขาหลวงได้เล่า?" หลินเฟยหงมิได้ตอบทันที นางยกถ้วยชาเคลือบหยกขาวขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นชาผู่อู๋เก่าแก่ลอยกรุ่น อุณหภูมิพอเหมาะราวกับคำนวณไว้แล้ว นางวางถ้วยกระทบจานรองด้วยเสียงกังวานใส ทว่าบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของอีกฝ่าย "ชัยชนะมิได้วัดกันที่จำนวนกองกำลังในมือ แต่ 'ข้าวสารในยุ้งฉาง' ต่างหากที่กำหนดว่ากองทัพจะยืนระยะได้นานเพียงใด" รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง งดงามแต่ทว่าไร้ซึ่งความอบอุ่น "ท่านอัครเสนาบดีหลี่ ท่านรับราชการมานาน ย่อมรู้ดีว่าจักรพรรดิเจิ้นหลงทรงกระหายอำนาจเพียงใด วันนี้เขาใช้ท่านกำจัดเสนาบดีฝ่ายซ้าย พรุ่งนี้... เมื่อเงินในท้องคลังร่อยหรอลง ผู้ใดเล่าจะกลายเป็นแพะรับบาปตัวต่อไป? ตระกูลหลี่ของท่านหนาแน่นด้วยทรัพย์สิน แต่มันหนาพอที่จะถมความโลภที่ไม่มีวันสิ้นสุดของฮ่องเต้ผู้นั้นได้เชียวหรือคะ?" คำพูดทิ่มแทงใจดำทำเอาหลี่เหวินเฉิงหน้าซีดเผือก เขาตระหนักดีว่าความจริงข้อนี้คือสิ่งที่เขากลัวที่สุด จักรพรรดิเจิ้นหลงไม่เคยเห็นขุนนางเป็นมนุษย์ เป็นเพียงเครื่องมือรีดไถและระบายความระแวง "แล้วข้าจะได้อะไร หากยอมเอาหัวของตนเองมาผูกติดไว้กับรถศึกของพระองค์?" ขุนนางชราถามเสียงสั่น แต่แววตาเริ่มมีความลังเลปรากฏขึ้น "ความปลอดภัยของวงศ์ตระกูลหลี่... และตำแหน่งราชนิกุลที่มั่นคงกว่าเดิม" สุสุ้มเสียงของนางหนักแน่นดั่งหินผา "ข้าไม่ได้มาเพื่อชักชวนท่านให้ร่วมก่อกบฏ แต่ข้ามาเพื่อ 'ทวงคืน' สิ่งที่ควรเป็นของพวกเรา... อ๋องเฉินอี้ทรงให้สัตย์สาบานแล้วว่า ทันทีที่บัลลังก์มังกรเปลี่ยนมือ อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินฝ่ายกลางจะตกเป็นของตระกูลหลี่แต่เพียงผู้เดียวอย่างไร้ผู้คานอำนาจ" สิ้นนาม 'อ๋องเฉินอี้' บรรยากาศภายในห้องก็พลันหนาหนักขึ้นอีกคณา เชือกแห่งอำนาจที่ตึงเครียดอยู่แล้วกลับถูกดึงให้ตึงยิ่งขึ้นไปอีก ทุกคนต่างรู้ดีว่าแม่ทัพผู้เยือกเย็นและเหี้ยมเกรียมผู้นั้นคือกำลังรบที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด หากมีพยัคฆ์ร้ายคอยคุ้มกันหลัง การก้าวเดินบนกระดานหมากนี้ย่อมมีความเป็นไปได้สูงยิ่ง ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของราตรีก็ดังขึ้นแผ่วเบาที่นอกหน้าต่าง ประตูห้องหนังสือถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีเข้มของอ๋องเฉินอี้ก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายสงครามและไอสังหารจางๆ ลอยติดกายเขามาด้วย ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มกวาดตามองอัครเสนาบดีหลี่ด้วยความเฉยเมย ทว่าทรงพลังจนขุนนางชราต้องรีบก้มศีรษะลงหลบสายตาโดยอัตโนมัติ "ดูท่าทาง... ท่านอัครเสนาบดีจะยังตัดสินใจไม่ได้กระมัง?" อ๋องเฉินอี้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจกดดันที่ไม่อาจปฏิเสธ เขาเดินตรงเข้าไปยืนเคียงข้างหลินเฟยหง มือใหญ่เอื้อมไปหยิบหลักฐานการทุจริตบนโต๊ะขึ้นมาพิจารณาเล่น ก่อนจะเหลือบมองหลี่เหวินเฉิงด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน "หากท่านลังเลช้ากว่านี้อีกก้านธูปเดียว เกรงว่าหน่วยเงาหลวงของเจิ้นหลงคงจะมาถึงจวนของท่านก่อนที่กระดาษแผ่นนี้จะถูกเผาทำลายแล้วล่ะค่ะ... อ้อ หรือท่านอยากลองเสี่ยงดูว่า หัวของท่านกับความลับของตระกูล อย่างไหนจะหลุดจากบ่าก่อนกัน?" คำพูดขู่ขวัญที่มาพร้อมกับการปรากฏตัวอย่างไร้สุ้มเสียงทำเอาหลี่เหวินเฉิงแทบทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ความกลัวตายเข้าครอบงำจิตใจจนหมดสิ้น เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ระหว่างความตายที่รออยู่เบื้องหน้ากับโอกาสชนะที่หลินเฟยหงและอ๋องเฉินอี้หยิบยื่นให้ มันไม่ใช่การเลือก แต่เป็นการจำยอม ขุนนางชราสูดลมหายใจเข้าลึกสุดกำลัง ก่อนจะคุกเข่าลงโขกศีรษะคำนับแนบพื้นด้วยความจำนน "กระหม่อม... หลี่เหวินเฉิง ขอถวายตัวรับใช้พระชายาและท่านอ๋อง ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตและทรัพย์สินของตระกูลหลี่ ล้วนอยู่ในกำมือของพระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" หลินเฟยหงมองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาเรียบนิ่งดั่งบ่อน้ำโบราณ ไม่มีรอยยิ้มแห่งความดีใจ มีเพียงความสุขุมลุ่มลึกของคนผู้กุมชัยชนะก้าวแรก นางปรายตามองอ๋องเฉินอี้ที่ยืนอยู่ข้างกาย ทั้งสองสบตากันด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่มิต้องเอื้อนเอยสิ่งใด ทว่า ในวินาทีที่ความสำเร็จก้าวแรกกำลังจะถูกจารึกไว้บนกระดานหมาก พลันมีเสียงเคาะระฆังสนั่นหวั่นไหวจากหอแจ้งเหตุของวังหลวงดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน—เสียงระฆังที่ใช้ประกาศเฉพาะยามที่ "พระราชโองการด่วนที่สุด" จากพระพักตร์ฮ่องเต้ถูกส่งออกนอกวังเท่านั้น! รอยยิ้มบนใบหน้าของอ๋องเฉินอี้หยุดชะงักลงทันที ขณะที่หลินเฟยหงหรี่ตาลงเล็กน้อย นางเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบอีกครั้ง ทว่าสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง... เมื่อขันทีเฒ่าคนสนิทของหลี่เหวินเฉิงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับห่อผ้าแพรสีเหลืองทองชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ และคุกเข่าลงกราบกรานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท... พระชายา... ท่านอ๋อง... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! พระราชโองการลับจากในวัง... สั่งปลดและประหารชีวิตขุนนางฝ่ายกลางยกตระกูล... โดยระบุชื่อพระองค์... เป็นกบฏผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยพ่ะย่ะค่ะ!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินหมากตานี้ไปพร้อมกับความระทึกใจนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนรอยคมดาบฝังแค้น เหนือบัลลังก์กาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%