กลิ่นอายกำยานบุษบกที่ลอยวนอยู่เบื้องหน้า หนาทึบจนเกือบทำให้ลมหายใจสะดุด หากแต่สำหรับหลินเฟยหงแล้ว กลิ่นนี้กลับคุ้นเคยยิ่งกว่าเงาของตนเอง มันคือกลิ่นเดียวกันกับที่เคยแฝงอยู่ในถ้วยโอสถบรรณาการเมื่อชาติภพก่อน—ชาติภพที่นางต้องสิ้นลมหายใจลงอย่างไร้ค่าบนแท่นบรรทมอันหนาวเหน็บ
"พี่หญิงรองเหตุใดจึงเหม่อลอยไปเล่าเพคะ? หรือว่า... ทรงกังวลเรื่องที่ฝ่าบาททรงมีรับสั่งเรียกหาเมื่อวานนี้กันแน่"
น้ำเสียงหวานหยดย้อยที่เจือด้วยความสะอิดสะเอียนดังขึ้น ทลายห้วงภวังค์อันเย็นเยียบของนางลง รอยยิ้มบนริมฝีปากของสนมเอก 'มู่หรั่นชิง' แย้มขึ้นอย่างงดงามราวกับดอกบัวขาวที่อาบไล้ด้วยหยาดน้ำค้างยามเช้า ทว่าในดวงตาคู่นั้นกลับซ่อนประกายคมกริบของใบมีดที่รอวันกรีดแทะเนื้อหนังของเหยื่อ
หลินเฟยหงค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงชั่วพริบตาเพื่อซمซับความเดือดดาลที่ปะทุขึ้นในอก ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายตานั้นสงบนิ่งราวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งร่องรอยความหวาดหวั่นพรพร่องอย่างที่สตรีผู้เคยพลาดพลั้งสมควรจะมี
"น้องหญิงมู่กล่าวเกินไปแล้วค่ะ" เฟยหงเอ่ยตอบ น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบจนคู่สนทนาชะงักไปชั่วขณะ "ฝ่าบาททรงมีราชกิจมากมาย เรื่องในฝ่ายในเช่นนี้ ข้าไหนเลยจะกล้าอาจหาญเก็บมาใส่ใจจนเป็นกังวลให้ระคายเคืองเบื้องพระพักตร์เล่าคะ"
มู่หรั่นชิงหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงประดับอยู่ แต่ปลายนิ้วที่เรียยาวภายใต้แขนเสื้อปักลายหงส์ทองกลับจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บแทบจิกเนื้อ นางไม่คุ้นชินกับความนิ่งเฉยนี้ ในอดีต... หลินเฟยหงผู้โง่เขลาเบาปัญญาและยึดติดกับความรักจอมปลอม มักจะแสดงอาการร้อนรน หึงหวง หรือไม่ก็หวาดกลัวจนตัวสั่นทุกครั้งที่นางหยิบยกเรื่องของจักรพรรดิเจิ้นหลงขึ้นมาเยาะเย้ย
ทว่าเวลานี้ อดีตจักรพรรดินีผู้กลับชาติมาเกิดกลับนั่งหลังตรงสง่างาม อาภรณ์ผ้าไหมสีเพลิงปักลายดิ้นเงินสะท้อนกับแสงตะวันยามบ่ายที่สาดส่องผ่านหน้าต่างแกะสลัก ท่วงท่าและรัศมีที่แผ่ออกมานั้น... สูงส่งยิ่งกว่าสนมเอกผู้กุมอำนาจในตำหนักในเสียอีก
"เช่นนั้นก็ดีแล้วเพคะ" มู่หรั่นชิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ พร้อมกับส่งสัญญาณให้สาวใช้คนสนิทรินชาหอมกรุ่นลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ลายคราม "หม่อมฉันเห็นว่าอากาศวันนี้ค่อนข้างอบอ้าว จึงให้คนต้มชาดอกเหมันต์ผสมน้ำผึ้งป่ามาให้พี่หญิงได้เสวยเพื่อดับกระหายเพคะ ชานี้ฝ่าบาทเพิ่งทรงพระราชทานมาให้ตำหนักของหม่อมฉันเมื่อวานนี้เอง หม่อมฉันเห็นแก่ความสัมพันธ์อันดีของเรา จึงรีบนำมาแบ่ง
ปันให้พี่หญิงได้ลิ้มลองเป็นคนแรก"
ถ้วยชาถูกเลื่อนเข้ามาใกล้ รัศมีไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมหวานที่แปลกประหลาด หากสูดดมเผินๆ อาจคิดว่าเป็นเพียงชาชั้นดี แต่สำหรับผู้ที่เคยตายด้วยพิษชนิดนี้มาแล้วอย่างหลินเฟยหง กลิ่นฉุนจางๆ ของ 'รากอัคคีพันปี' ที่ผสมอยู่ภายใน กลับชัดเจนเสียยิ่งกว่าเสียงกระซิบ
*ช่างใจกล้าเสียจริง... กล้าลงมือในตำหนักของข้า ตั้งแต่วันแรกที่ข้ากลับมาเหยียบที่นี่เลยสินะ*
หลินเฟยหงก้มลงมองถ้วยชาเบื้องหน้า มุมปากยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งามหยาดเยิ้ม ทว่ากลับทำให้บรรยากาศรอบตัวหนาวเหน็บลงจนสาวใช้ข้างกายของมู่หรั่นชิงเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"น้ำพระราชทัศน์จากฝ่าบาท... และความปรารถนาดีจากน้องหญิง ช่างล้ำค่าเสียจนข้าไม่กล้าปฏิเสธจริงๆ ค่ะ" เฟยหงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ทว่าแววตากลับคมกริบดั่งคมดาบที่เพิ่งชักออกจากฝัก "แต่ทว่า... ชารสเลิศเช่นนี้ หากให้ข้าดื่มแต่เพียงผู้เดียว เกรงว่าจะไร้น้ำใจต่อมิตรภาพของเราไปหน่อยกระมังคะ"
มู่หรั่นชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างในวาจานั้น "พี่หญิงหมายความว่าอย่างไรเพคะ?"
หลินเฟยหงไม่ตอบคำถาม นางเอื้อมมือเรียวขาวดุจหยกสลักไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าทุกกระบวนการเปี่ยมด้วยความสูงศักดิ์และสง่างามราวกับรำดาบในงานเลี้ยงหลวง ก่อนจะเลื่อนถ้วยชาใบนั้นกลับไปตรงหน้ามู่หรั่นชิง พร้อมกับรินชาอีกถ้วยใส่จอกของตนเอง
"ข้าหมายความว่า... ของดีเช่นนี้ น้องหญิงผู้มีพระคุณอุตส่าห์นำมามอบให้ถึงมือ ย่อมต้องร่วมดื่มด่ำความหอมหวานนี้ด้วยกันจึงจะสมบูรณ์แบบค่ะ" เฟยหงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงแรงกดดันอันมหาศาลที่กดทับจนอีกฝ่ายหายใจไม่ออก "เชิญค่ะ... น้องหญิงมู่ ดื่มถ้วยนี้ต้อนรับการกลับมาของข้าสิคะ"
ใบหน้าของมู่หรั่นชิงถอดสีลงในพริบตา รอยยิ้มเสแสร้งแตกสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก นางย่อมรู้ดีว่าภายในถ้วยชานั้นบรรจุสิ่งใดไว้!
"หม... หม่อมฉันเพิ่งดื่มมาจากตำหนักของตนเอง ยังไม่กระหายถึงเพียงนั้นเพคะ..." มู่หรั่นชิงรีบปฏิเสธเสียงสั่น มือที่วางอยู่บนตักเริ่มกำแน่นเข้าหากัน
"อ้าว? เมื่อครู่ยังบอกว่าเป็นชาล้ำค่าที่ฝ่าบาทพระราชทานมาให้อยู่เลยไม่ใช่หรือคะ หรือว่า... น้องหญิงทรงรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับชาถ้วยนี้ ที่ข้ายังไม่รู้กันแน่?"
หลินเฟยหงโน้มตัวเข้าไปใกล้ รัศมีอันกดดันและเยือกเย็นแผ่ซ่านออกจากร่างระหงจนมู่หรั่นชิงรู้สึกราวกับมีภูเขาน้ำแข็งทับถมอยู่บนอก ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงประกาศก้องก็ดังขึ้นจากนอกประตำหนัก
"อ๋องเฉินอี้ เสด็จ—!"
ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำปักลายมังกรทมิฬก้าวเข้ามาในห้องโถงด้วยก้าวเดินที่มั่นคงและดุดัน ไอสังหารจางๆ ที่ติดตัวมาจากการสนามรบทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปในทันที ดวงตาคมปลาบดั่งพญาเหยี่ยววาดมองกวาดผ่านสตรีทั้งสองคนที่กำลังเผชิญหน้ากัน ก่อนที่มุมปากของท่านอ๋องผู้ลึกลับจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เมื่อสายตาคมกริบนั้นหยุดลงที่ถ้วยชาในมือของมู่หรั่นชิง
"ดูเหมือนว่าตำหนักของสนมหลินวันนี้ จะมีเรื่องสนุกสนานให้เปิ่นหวางได้ชมตั้งแต่มาถึงสินะ" อ๋องเฉินอี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ พร้อมกับก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างกายหลินเฟยหงอย่างอารักขา สายตาที่เขามองนางเต็มไปด้วยความลุ่มลึกและความหมายที่ซ่อนเร้นบางอย่าง
มู่หรั่นชิงหน้าซีดเผือดลงจนแทบไร้สีเลือด นางรีบทรุดตัวลงคำนับท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพครึ่งหนึ่งของแคว้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ขณะที่หลินเฟยหงเพียงแต่แย้มยิ้มบางๆ ให้กับผู้มาใหม่ โดยที่มือเรียวยังคงถือถ้วยชาพิษค้างไว้กลางอากาศโดยไม่สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงหมากตานี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ย้อนรอยคมดาบฝังแค้น เหนือบัลลังก์กาลเวลา•ตอนที่ 3
รอยยิ้มอาบยาพิษ
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนรอยคมดาบฝังแค้น เหนือบัลลังก์กาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!