"คุณกำลังพยายามอธิบายความผิดพลาดของระบบ... ด้วยการรื้อโค้ดทิ้งทั้งยวงเพียงเพราะรันผลลัพธ์ไม่ตรงกับสมมติฐานเดิมเหรอคะ ดร.น่านน้ำ"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือแววเย้าแหย่ดังขึ้นทันทีที่ฉันผลักประตูห้องแล็บส่วนตัวเข้ามา รวิศนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำ แว่นตากรอบบางสะท้อนแสงไฟจากจอคอมพิวเตอร์จนมองไม่เห็นประกายตาในนั้น แต่ฉันรู้... เขากำลังมองฉันด้วยสายตาที่ทะลุทะลวงเสียยิ่งกว่าเครื่องเอกซเรย์
ฉันก้าวเท้าฉับๆ ไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงาน วางแฟ้มเอกสารลงด้วยแรงที่มากกว่าปกตินิดหน่อยเพื่อระบายความหงุดหงิดที่อัดแน่นอยู่ในอกตั้งแต่เมื่อคืน "มันไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบค่ะ รวิศ แต่เป็นเพราะตัวแปรต้นมันถูกป้อนข้อมูลขยะเข้ามาต่างหาก ฉันแค่กำลังเคลียร์แคช เพื่อให้สมองกลับมาประมวลผลด้วยตรรกะที่ถูกต้องอีกครั้ง"
"ข้อมูลขยะ?" รวิศทวนคำ หัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาประชิดทีละก้าวอย่างจงใจสร้างแรงกดดัน "แปลกนะคะ ทั้งที่ในทางประสาทวิทยาแล้ว... สมองจะจดจำและบันทึกข้อมูลที่มีความสำคัญทางอารมณ์ไว้ในฮิปโปแคมปัสอย่างถาวร ต่อให้คุณจะพยายามกดปุ่มฟอร์แมตสักกี่รอบ ตัวแปรที่ชื่อว่า 'ความรู้สึก' มันก็ไม่เคยหายไปไหนหรอก มีแต่จะฝังรากลึกจนระบบรวนต่างหาก"
ฉันถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติเมื่อแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางหนังสือเย็นเฉียบ รวิศหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือ กลิ่นโคโลญจน์จางๆ ผสมกับกลิ่นกาแฟคั่วบดที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาทำให้สมาธิที่ฉันพยายามรวบรวมมาตลอดทางกระเจิงหายไปในพริบตา
นี่แหละคือกำแพงที่ฉันสร้างขึ้นมาตลอดสิบปี... กำแพงแห่งวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่าทุกอย่างควบคุมได้ อธิบายได้ และวัดผลได้ แต่เพียงแค่ปลายนิ้วอุ่นๆ ของเขาแตะลงบนแฟ้มเอกสารข้างตัวฉัน กำแพงนั้นก็สั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว
"ถอยไปค่ะ รวิศ คุณกำลังล้ำเส้นพื้นที่ส่วนตัวของฉัน" ฉันเชิดหน้าขึ้น สบตากับเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ว่าหัวใจข้างในจะเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอกก็ตาม
ในทางจิตวิทยาแล้ว นี่คือกลไกการป้องกันตัวที่เรียกว่า *Reaction Formation* หรือการแสดงออกตรงข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริง ยิ่งฉันกลัวความรู้สึกที่กำลังก่อตัวกับผู้ชายคนนี้มากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งต้องแสดงท่าทีผลักไส ปากร้าย และเย็นชาใส่เขามากเท่านั้น เพื่อหลอกทั้งเขา... และหลอกทั้งตัวเองว่าฉันไม่ได้แคร์อะไรเลยสักนิด
"พื้นที่ส่วนตัวเหรอครับ?" รวิศโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้ม เสียงกระซิบของเขานุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "แต่เมื่อคืน... ในตอนที่คุณเผลอจับมือผมแน่นตอนที่ลิฟต์ค้าง คุณไม่ได้พูดแบบนี้นี่นา คุณบอกว่า..."
"ฉันไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น!" ฉันสวนกลับทันควัน หน้าเร่าร้อนขึ้นมาจนต้องเบือนหนีไปมองทางอื่น "ตอนนั้นสมองขาดออกซิเจนชั่วขณะ ทำให้การทำงานของระบบประสาทส่วนกลางทำงานผิดปกติ มันคืออาการแพนิกธรรมดาๆ ไม่ใช่ความกลัว... และแน่นอนว่าไม่ได้แปลว่าฉันต้องการคุณ!"
รวิศนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขายังคงมองสำรวจใบหน้าของฉันด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้ทัน รอยยิ้มที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กน้อยที่กำลังแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ต่อหน้าศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญ
"ครับ... อาการแพนิกที่ทำให้คุณหน้าแดง และหัวใจเต้นเกินร้อยยี่สิบครั้งต่อนาทีทุกครั้งที่ผมเข้าใกล้สินะครับ ดكتور" น้ำเสียงของเขาเจือความขบขันอย่างชัดเจน "น่าสนใจจดบันทึกไว้เป็นเคสศึกษาจริงๆ ว่านักประสาทวิทยาผู้โด่งดัง กำลังป่วยเป็นโรค 'ใจสั่น' ที่ไม่มีบัญญัติไว้ในตำราการแพทย์เล่มไหนเลย"
"รวิศ!" ฉันตวาดชื่อเขาเสียงดัง พยายามจะดันอกอีกฝ่ายให้ออกไปให้พ้นทาง แต่เขากลับคว้าข้อมือฉันไว้ด้วยมือข้างเดียว รั้งตัวฉันให้ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนแทบไม่มีช่องว่างระหว่างกัน
สัมผัสจากปลายนิ้วที่กุมข้อมือส่งกระแสความร้อนวูบวาบแล่นพล่านไปทั่วแขน ร่างกายของฉันปฏิเสธที่จะส่งสัญญาณเตือนภัยอันตราย มีเพียงฮอร์โมนโดพามีนและออกซิโตซินที่หลั่งออกมาอย่างไร้การควบคุม สมองส่วนหน้าพยายามสั่งการให้ขัดขืน แต่ร่างกายกลับพ่ายแพ้ให้กับแรงดึงดูดประหลาดที่ดึงเราเข้าหากันอย่างไม่อาจต้านทาน
ดวงตาสีเข้มของรวิศพินิจพิเคราะห์ลึกลงมาในดวงตาของฉัน ความขี้เล่นเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงประกายความจริงจังที่ร้อนแรงจนน่ากลัว ปลายนิ้วเรียวยาวอีกข้างของเขาเอื้อมขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาข้างแก้มของฉันอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนจนเกินกว่าจะมาจาก 'คู่กัด' หรือ 'ศัตรูทางวิชาการ' ทำให้กำแพงในใจที่ฉันพยายามก่ออิฐถือปูนมานานพังครืนลงมาในเสี้ยววินาที
"เลิกหลอกตัวเองได้แล้วน่านน้ำ..." เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจหลุดออกมาจากริมฝีปากของเขา "คุณก็รู้ว่าอัลกอริทึมที่คุณเขียนขึ้นมา มันประมวลผลคำตอบได้แค่คำตอบเดียวมาโดยตลอด... ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันแล้ว"
หัวใจของฉันกระตุกวูบ ความตื่นตระหนกแล่นพล่านเมื่อตระหนักว่าเขาอ่านฉันทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าใคร ฉันอ้าปากเตรียมจะเถียง กลับคำ หรือหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์บ้าๆ อะไรก็ได้มากลบเกลื่อนสถานการณ์นี้ แต่ทว่า...
*กริ๊ก! แอ๊ด—*
เสียงปลดล็อกรหัสประตูห้องแล็บดังขึ้นพร้อมกับการผลักเปิดเข้ามาอย่างไร้มารยาทของใครบางคน ทำให้ร่างของเราทั้งสองคนผละออกจากกันแทบไม่ทัน
"ดร.น่านน้ำคะ! แย่แล้วค่ะ ผลการทดลองชุดล่าสุดจากห้องปฏิบัติการกลางเกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่—"
เสียงของนักวิจัยฝึกงานสาวหยุดชะงักกึกทันทีที่ก้าวเข้ามาเห็นสภาพของเราสองคนที่ยืนหายใจหอบกระชั้นชิด ห่างกันไม่ถึงคืบ และใบหน้าที่ยังคงแดงก่ำด้วยอารมณ์ค้างเติ่ง ดวงตากลมโตของเด็กฝึกงานเบิกกว้างด้วยความตกใจ สลับมองหน้าฉันกับรวิศที่ยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยราดรดความระอุเมื่อครู่ให้เย็นเยียบลงในพริบตา
ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองที่รวนเรเริ่มกลับมาทำงานด้วยความเร็วสูงเพื่อหาทางกู้วิกฤตเฉพาะหน้า ขณะที่รวิศ... กลับยืนกอดอกอมยิ้มมุมปากด้วยท่าทีสบายใจเฉิบ ราวกับกำลังรอคอยดูละครฉากต่อไปที่จะสนุกยิ่งกว่าเดิม
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันมาถึงตรงนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ดีโค้ดสมองสั่งรัก: เมื่ออัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมประมวลผล•ตอนที่ 10
กำแพงที่เริ่มร้าว
ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีโค้ดสมองสั่งรัก: เมื่ออัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมประมวลผล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!