“ทฤษฎีการควบคุมอารมณ์ไม่ได้สอนให้คุณเป็นหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึกนะ ดร.น่านน้ำ แต่มันสอนให้คุณรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะ ‘ปล่อย’ ให้สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวคุณมันทำงานบ้าง”
เสียงทุ้มต่ำของรวิศดังก้องอยู่ในห้องทำงานที่เงียบสงัด กลิ่นกาแฟคั่วเข้มผสมกับกลิ่นกระดาษเอกสารลอยอบอวลอยู่รอบตัว แต่มันไม่ได้ช่วยให้สมองของฉันประมวลผลอะไรได้เร็วขึ้นเลย ในเมื่อดวงตาคมกริบคู่นั้นของเขากำลังจดจ้องมาที่ฉัน ราวกับนักล่าที่กำลังรอจังหวะตะครุบเหยื่อที่พยายามดิ้นรนอยู่ในกรงขังแห่งตรรกะ
ฉันแค่นยิ้ม พยายามรักษามาดนิ่งสนิทไว้ให้มั่นที่สุด “การปล่อยให้สัญชาตญาณนำทาง คือจุดเริ่มต้นของหายนะทางสติปัญญาค่ะคุณรวิศ และดูเหมือนว่า... อัลกอริทึมในสมองของคุณกำลังทำงานผิดพลาดอย่างรุนแรง ถึงได้พยายามท้าทายขีดจำกัดของฉันด้วยเรื่องไร้สาระแบบนี้”
รวิศไม่ตอบ เขาเพียงแค่ก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ก้าวนั้นสั้นแต่หนักแน่นจนทำให้พื้นที่ส่วนตัวของฉันถูกรุกล้ำ ร่างสูงใหญ่ของเขาสร้างแรงกดดันมหาศาลจนฉันเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เขาเอื้อมมือมาหยิบสมุดบันทึกที่วางอยู่บนโต๊ะของฉันขึ้นมาพลิกดู นิ้วเรียวยาวของเขาขยับแผ่วเบา แต่สำหรับฉัน มันเหมือนเข็มวินาทีที่กำลังนับถอยหลังสู่การระเบิด
“งั้นลองทดสอบดูไหม” เขาถามพลางเลิกคิ้ว “ในเมื่อคุณเก่งนักเรื่องการคุมอารมณ์ งั้นมาดูซิว่า... ถ้าผมลบฐานข้อมูลงานวิจัยที่คุณทุ่มเททำมาตลอดสามปีนี่ทิ้งไปเดี๋ยวนี้ คุณจะยังรักษา ‘ระนาบแห่งความเยือกเย็น’ ไว้ได้นานแค่ไหน”
มือของเขาหยุดอยู่ที่ปุ่มกดบนแป้นพิมพ์ที่เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์หลัก นิ้วชี้ของเขาแตะแช่ไว้ที่ปุ่ม Delete ท่าทีดูผ่อนคลายราวกับกำลังเล่นเกมหยอกล้อเด็กน้อย แต่แววตาของเขา... มันไม่มีความล้อเล่นแม้แต่นิดเดียว
“คุณไม่มีทางทำแบบนั้น” ฉันตอบ เสียงนิ่งสนิททั้งที่หัวใจเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก “เพราะคุณฉลาดพอที่จะรู้ว่า ถ้าทำแบบนั้น ชีวิตการทำงานของคุณในโปรเจกต์นี้ก็จะจบลงทันที คุณเป็นคนมีเหตุผลเกินกว่าจะทำลายสิ่งที่ตัวเองมีส่วนร่วมสร้างมากับมือ”
“นั่นคือการวิเคราะห์จากเหตุผล” รวิศโน้มตัวลงมาใกล้จนปลายจมูกของเราห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร “แต่คุณลืมนึกไปหรือเปล่า ดร.น่านน้ำ ว่ามนุษย์เราไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลร้อยเปอร์เซ็นต์ บางครั้งคนเราก็ทำสิ่งที่ ‘ไร้เหตุผลที่สุด’ เพียงเพราะอยากเห็นปฏิกิริยาตอบโต้ของใครบางคน... อยากเห็นสีหน้าที่ฉาบฉวยด้วยความเยือกเย็นของคุณ มันแตกสลายต่อหน้าผม”
ลมหายใจอุ่นร้อนของเขากระทบใบหน้าฉัน หัวใจที่เคยเป็นระบบระเบียบของฉันเริ่มสั่นคลอน อะดรีนาลีนพุ่งพล่านจนมือที่วางอยู่บนโต๊ะเริ่มเย็นเฉียบ ฉันรู้ว่าเขากำลังเล่นเกมจิตวิทยา เขากำลังพยายาม ‘แฮ็ก’ ระบบอารมณ์ของฉันด้วยความกดดันที่บีบคั้นถึงขีดสุด
“คุณต้องการอะไรกันแน่ รวิศ?” ฉันถาม เสียงของฉันเริ่มสั่นเล็กน้อยจนปิดไม่มิด
“ผมอยากรู้ว่า...” เขาลดระดับเสียงลงเป็นกระซิบแผ่วเบาที่ชวนให้ขนลุก “ภายใต้แว่นตากรอบเงินกับท่าทีถือดีพวกนี้ ข้างในใจของคุณมันมี ‘ความต้องการ’ หลงเหลืออยู่บ้างไหม หรือว่ามันถูกอัลกอริทึมที่คุณสร้างขึ้นเองกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของมนุษย์”
เขากดปุ่ม Delete ลงไปเบาๆ แต่หน้าจอไม่ได้ขึ้นแจ้งเตือนการลบ กลับแสดงข้อความสีแดงฉานขึ้นมาว่า: *‘User Authorization Required: Please confirm your pulse rate’*
ฉันชะงัก สายตาจับจ้องไปที่ตัวเลขการเต้นของหัวใจที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ—115 ครั้งต่อนาที—รวิศไม่ได้ลบงานของฉันจริงๆ แต่เขากำลังลบ ‘มาด’ ของฉันผ่านการทดสอบวัดค่าทางชีวภาพที่เขาแอบติดตั้งไว้ในเซิร์ฟเวอร์ตัวใหม่
เขายิ้มมุมปาก ยิ้มที่ดูร้ายกาจแต่กลับมีเสน่ห์จนน่าใจหาย “โอ๊ะ... ดูเหมือนว่าหัวใจของคุณจะทรยศต่อตรรกะของคุณแล้วนะ ดร.น่านน้ำ เต้นแรงขนาดนี้... คิดอะไรที่มัน ‘เหนือเหตุผล’ อยู่หรือเปล่า?”
มือของฉันคว้าข้อมือเขาไว้แน่น แรงบีบที่ส่งผ่านไปสื่อถึงความหงุดหงิดที่เริ่มกลายเป็นความโกรธ หรือบางที... อาจจะเป็นความรู้สึกอื่นที่ฉันไม่อยากยอมรับ ฉันกระชากเขาสองสามก้าวให้ห่างออกไปก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในตาของเขา
“ความเร็วของหัวใจไม่ได้หมายความว่าฉันกลัวคุณ” ฉันสวนกลับทันควัน “แต่มันหมายความว่าฉันกำลังประเมินภัยคุกคามที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างคุณอยู่ต่างหาก อย่าสำคัญตัวผิดไปนักเลย รวิศ”
รวิศหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูนุ่มนวลอย่างประหลาด เขาไม่เพียงไม่สะทกสะท้าน แต่เขากลับพลิกข้อมือมาจับมือฉันไว้แทน การสัมผัสที่อบอุ่นและหนักแน่นทำให้ฉันชะงักไปชั่วขณะ
“งั้นเรามาพิสูจน์กันไหม” เขาเอ่ย พลางขยับเข้ามาใกล้จนแทบจะไม่มีที่ว่างระหว่างเรา “ทฤษฎีการควบคุมอารมณ์น่ะ... ถ้ามันใช้ไม่ได้ผลกับผม งั้นลองมาใช้ทฤษฎี ‘การกระตุ้นประสาทสัมผัส’ ดูบ้างไหมล่ะ เผื่อว่ามันจะทำให้คุณหลุดจากโหมดหุ่นยนต์สักที”
เขาก้มลงมาจนชิดใบหูของฉัน สัมผัสถึงความร้อนจากร่างสูงที่แผ่ออกมาทำให้สติของฉันพร่าเลือน ทว่าในจังหวะที่ฉันกำลังจะเอ่ยปากโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น
“ดร.น่านน้ำ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วที่ห้องแล็บหลัก!”
เสียงของนักวิจัยฝึกหัดดังขัดจังหวะความตึงเครียดในอากาศ รวิศถอยห่างออกไปทันทีราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมจางๆ ของเขาที่ยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวฉัน ฉันหันไปมองรวิศที่ยืนจัดปกเสื้ออย่างใจเย็น สายตาของเขามีประกายบางอย่างที่ทำให้ฉันต้องรีบหันหนี
เขากระซิบส่งท้ายก่อนจะเดินผ่านฉันไป “เกมนี้ยังไม่จบหรอกนะ... เพราะหลังจากนี้ ความลับที่คุณพยายามซ่อนไว้ภายใต้สมองอันปราดเปรื่องของคุณ มันจะถูกผมถอดรหัสออกมาให้หมด... ทีละชั้น ทีละอารมณ์”
ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุม พร้อมกับเสียงหัวใจที่ยังคงเต้นรัวเกินกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความโกรธ หรือเพราะอะไรที่มากกว่านั้น... ฉันก็รู้ดีว่าคืนนี้... คงไม่มีวันได้หลับตาลงอย่างสงบอีกต่อไป
ขอบคุณทุกกำลังใจและการติดตามอ่านที่ทำให้ตัวละครเหล่านี้ได้มีชีวิตขึ้นมานะคะ!
ดีโค้ดสมองสั่งรัก: เมื่ออัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมประมวลผล•ตอนที่ 11
ทฤษฎีการควบคุมอารมณ์
ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีโค้ดสมองสั่งรัก: เมื่ออัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมประมวลผล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!