ความมืดมิดไม่ได้น่ากลัวเท่ากับเสียงลมหายใจที่สะท้อนก้องอยู่ในความเงียบค่ะ
ระบบไฟสำรองในห้องทดลองฉุกเฉินส่งเสียงฮัมเบาๆ เป็นจังหวะเดียวกับสัญญาณไฟสีแดงฉานที่กะพริบวับวาบสาดไล่ไปตามผนังคอนกรีตเปลือยเปล่า บรรยากาศรอบตัวบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าสิ่งที่รุนแรงยิ่งกว่าความมืดคือระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งสองคนที่ถูกบีบให้แคบลงเหลือเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น
รวิศยังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ร่างสูงใหญ่ของวิศวกรหนุ่มกลายเป็นโล่กำบังโดยสัญชาตญาณเมื่อเขาก้าวเข้ามาขวางกั้นระหว่างร่างบางของดร.น่านน้ำกับความว่างเปล่าเบื้องหน้า ดวงตาคู่คมที่เคยพราวระยับด้วยความกวนประสาท บัดนี้กลับดุดันและเข้มจัดจนน่ากลัว สันจมูกโด่งเป็นคมขยับเข้าหาเล็กน้อยตามแรงอารมณ์ที่ถูกจุดชนวนขึ้นอย่างกะทันหัน
"ถอยไป รวิศ ฉันคำนวณวงจรรีเซ็ตระบบได้เอง ไม่จำเป็นต้องให้คุณมาทำตัวเป็นฮีโร่ตกยุค" น่านน้ำเชิดหน้าขึ้น เสียงหวานติดจะแข็งกร้าวเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในอก เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ กลไกการป้องกันตัวเองทางจิตวิทยาทำงานอย่างเต็มพิกัด—ยิ่งสถานการณ์บีบคั้น เธอยิ่งต้องสร้างกำแพงความเย็นชาขึ้นมาห่อหุ้มหัวใจ
"ฮีโร่ตกยุคเหรอครับ ดร.น่านน้ำ?" รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธที่ถูกเก็บกดไว้ "คุณนี่มัน... ปากแข็งได้โล่จริงๆ ให้ตายสิ ภาคภูมิเพิ่งจะขังเราไว้ในนี้เพื่อรอเวลาให้ออกซิเจนลดระดับลง หรือไม่ก็รอดูความพินาศของโปรเจกต์ที่เราเหนื่อยกันมาเป็นปี แต่สิ่งแรกที่คุณทำคือการไล I ให้ผมถอยหลังเนี่ยนะ?"
"มันเป็นเรื่องของตรรกะค่ะ!" น่านน้ำเถียงกลับทันควัน ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความถือดี "ในเมื่ออัลกอริทึมการเชื่อมต่อโครงข่ายประสาทกำลังรวน ถ้าคุณเข้ามาแทรกแซงโดยไม่ใช้โปรโตคอลความปลอดภัย ข้อมูลดิบทั้งหมดจะหายไปในพริบตา และความพยายามสามปีของฉันจะกลายเป็นศูนย์!"
"ช่างหัวข้อมูลดิบบ้าบออะไรนั่นสิ!" รวิศระเบิดเสียงออกมาอย่างเหลืออด เขาไม่ได้ถอยหลังตามที่ถูกสั่ง แต่กลับก้าวประชิดเข้ามาอีกหนึ่งก้าว ร่างสูงใหญ่กดดันจนน่านน้ำต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางอุปกรณ์โลหะ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังก้องท่ามกลางความเงียบ "คุณคิดว่าสมองอัจฉริยะไอคิวสองร้อยของคุณมันประมวลผลพลาดไปตรงไหน ถึงไม่ยอมมองหน้าผมให้ดีๆ แล้วยอมรับซะทีว่า... คุณกำลังกลัว?"
คำพูดนั้นราวกับมีดผ่าตัดที่กรีดตรงเข้าสู่ใจกลางปมปัญหา น่านน้ำชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตาสั่นระริกขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะรีบปรับให้กลับมาเรียաբเฉยอย่างรวดเร็ว
"ฉันไม่ได้กลัว" เธอกัดริมฝีปากล่างเบื้องล่างจนห่อเลือด "มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้มีความกลัวอย่างไร้เหตุผลค่ะ ความกลัวเป็นเพียงปฏิกิริยาเคมีในต่อมอะมิกดาล่าที่หลั่งสารเคมีออกมาอย่างไร้ระเบียบ และฉัน—ควบคุมมันได้เสมอ"
"งั้นเหรอครับ?" รวิศโน้มใบหน้าลงมาหา ชิดใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวปัดผ่านแก้มเนียน กลิ่นกายสะอาดผสมผสานกับความตึงเครียดรอบตัวยิ่งทำให้หัวใจของน่านน้ำเต้นผิดจังหวะ "งั้นพิสูจน์ให้ผมดูหน่อยสิว่าคุณควบคุมมันได้จริงๆ ทำไมชีพจรตรงข้อมือของคุณถึงได้เต้นเร็วกว่าปกติถึงสามเท่าตอนที่ผมยืนอยู่ใกล้ขนาดนี้ล่ะ ด็อกเตอร์"
นิ้วเรียวยาวของวิศวกรหนุ่มเอื้อมมาแตะที่ข้อมือของเธอเบาๆ สัมผัสอุ่นจัดนั้นทะลุผ่านผิวหนังและพุ่งตรงไปกระตุ้นสัญชาตญาณดิบใน1 สมองส่วนลึก น่านน้ำสะดุ้งเฮือก เธอพยายามจะชักมือกลับ แต่รวิศกลับรวบข้อมือเธอไว้ด้วยความนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว ปลายทางของสัมผัสไม่ได้คุกคาม แต่กลับเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตรายที่เธอไม่อาจต่อต้าน
"ปล่อยนะ รวิศ..." น้ำเสียงของเธอเริ่มขาดห้วง ความเยือกเย็นที่สั่งสมมานานปีเริ่มร้าวรานเหมือนแผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่โดนไฟลน
"ไม่ปล่อยครับ จนกว่าคุณจะเลิกใช้กำแพงตรรกะบ้าๆ นี่มาผลักไสผมสักที" รวิศกระซิบชิดริมหูกลีบบาง เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนลง ทว่าแฝงไว้ด้วยความดุดันที่ทรงพลังอย่างประหลาด "คุณกลัวผมจะตายในนี้? หรือคุณกลัวว่าตัวเองจะห้ามใจไม่ให้รู้สึกอะไรกับผมกันแน่ น่านน้ำ?"
คำถามนั้นทิ่มแทงทะลุเกราะกำบังทุกชั้นที่เธอสร้างขึ้น น่านน้ำนิ่งงิ่งไป ดวงตาคู่สวยมองสบกับดวงตาคมกริบที่สะท้อนเงาของเธออยู่ท่ามกลางแสงสีแดงวับวาบ ไม่มีคำแก้ตัว ไม่มีข้ออ้างทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่จะมาอธิบายความรู้สึกซับซ้อนที่กำลังตีรันIฟันแทงอยู่ในอกเวลานี้ได้
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่น่านน้ำจะทันได้อ้าปากเถียงเพื่อรักษาฟอร์ม รวิศก็เป็นฝ่ายเคลื่อนไหว เขาใช้มืออีกข้างกดแผงควบคุมฉุกเฉินที่ซ่อนอยู่หลังชั้นวางอุปกรณ์ ซึ่งภาคภูมิไม่มีทางรู้ว่ามันมีอยู่จริง เสียงเครื่องยนต์กลไกภายในกำแพงส่งเสียงครูดคราด ก่อนที่ประตูนิรภัยด้านข้างจะเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับแสงไฟสว่างจ้าที่สาดส่องเข้ามา
ทั้งคู่ผละออกจากกันตามสัญชาตญาณ น่านน้ำหอบหายใจเบาๆ ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความเคอะเขินและอารมณ์ที่ยังค้างคา เธอกำลังจะก้าวเดินออกไปเพื่อตั้งหลัก แต่เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังสะท้อนมาจากทางเดินด้านนอกกลับทำให้ทั้งสองคนต้องหยุดชะงัก
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของภาคภูมิ... แต่มันคือเสียงรองเท้าส้นสูงที่ก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง พร้อมกับเสียงทุ้มหวานของบุคคลที่สามที่เอ่ยทักขึ้นด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
"อุ๊ย... ดูเหมือนฉันจะมาขัดจังหวะการทดลองทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญของพวกคุณหรือเปล่าคะ?"
ร่างเพรียวระหงของ *พิม ภิรมย์* อดีตคู่หมั้นสาวของรวิศ และผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจคนใหม่ ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตู พร้อมกับรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษและสายตาที่กวาดมองทั้งสองคนด้วยความรู้สึกสนุกสนาน
รวิศหน้าตึงขึ้นทันที ดวงตาคู่คมฉายแววอันตรายขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าใครเป็นผู้มาเยือน เขาขยับตัวกลับมาบังร่างของน่านน้ำไว้อีกครั้งโดยอัตโนมัติราวกับสัญชาตญาณนักล่าที่ปกป้องอาณาเขต
"คุณมาทำอะไรที่นี่ พิม?" รวิศถามเสียงเย็นเยียบ บรรยากาศรอบตัวกลับมาคุกรุ่นและตึงเครียดขึ้นในพริบตา
พิมหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะชูแท็บเล็ตในมือขึ้นให้เห็นหน้าจอที่กำลังแสดงข้อมูลลับสุดยอดของโปรเจกต์ "ดีโค้ดสมอง" ที่ถูกดาวน์โหลดออกไปครึ่งทางแล้ว
"ก็แค่มาทวงสิ่งที่ควรจะเป็นของฉันคืน... และมาดูให้เห็นกับตาว่า ดร.น่านน้ำ คนเก่ง จะปกป้องโปรเจกต์นี้จากความพินาศได้ยังไง ในเมื่อตอนนี้... *ข้อมูลทั้งหมดถูกส่งตรงไปยังเซิร์ฟเวอร์ของคู่แข่งเรียบร้อยแล้วค่ะ*"
หัวใจของน่านน้ำกระตุกวูบ ทฤษฎีและตรรกะทั้งหมดพังทลายลงในพริบตาเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายนี้!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาสัมผัสความฟินปนระทึกด้วยกันนะคะ
ดีโค้ดสมองสั่งรัก: เมื่ออัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมประมวลผล•ตอนที่ 18
เกราะกำบังหัวใจ
ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีโค้ดสมองสั่งรัก: เมื่ออัลกอริทึมหัวใจไม่ยอมประมวลผล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!