เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า•ตอนที่ 35

ยายแสงป่วย

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
“อย่าพยายามยื้อสิ่งที่กำลังจะผลิบานไปสู่จุดจบเลยรวิ ความตายไม่ใช่ศัตรู แต่มันคือการคืนกำไรให้แก่แผ่นดิน” เสียงแหบพร่าของยายแสงลอยออกมาจากหลังม่านกั้นห้องนอนเล็กๆ ในร้านขายของชำ กลิ่นยาจีนจางๆ ที่มักจะทำให้นึกถึงความอบอุ่น บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้นของความชราและความเงียบงันที่น่าใจหาย รวิหยุดมือที่กำลังหยิบขวดน้ำมันนวด วางมันลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระทบกันของแก้วดังสนั่นในความรู้สึกของเขา ราวกับเสียงนาฬิกาปลุกเร้าให้รู้ว่าเวลาของคนตรงหน้ากำลังนับถอยหลัง รวิก้าวเข้าไปในห้อง ผ้าม่านสีซีดที่ยายแสงเย็บเองด้วยมือขยับไหวตามจังหวะลมหายใจแผ่วเบา หญิงชรานอนอยู่บนเตียงไม้กระดาน ดวงตาที่เคยเป็นประกายคมคายในวันวาน บัดนี้ดูฝ้าฟางราวกับดวงจันทร์ที่ถูกเมฆหมอกบดบัง “ยายพูดอะไรแบบนั้นครับ... อีกประโยคเดียวจะกลายเป็นประโยคบอกลาแล้วนะ” รวิพยายามบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจจะสั่นไหวราวกับใบไม้ที่กำลังจะร่วงหล่น ยายแสงขยับยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ทำให้รวิรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กชายที่ทำของเล่นพัง “คนเรามักกลัวการจากไป เพราะเรายึดติดกับ ‘ตัวตน’ ของคนอื่นไว้กับใจเรามากเกินไป รวิ... เธอมาที่นี่เพื่อเรียนรู้การปล่อยวาง แต่ดูสิ มือเธอยังกำแน่นอยู่เลยตอนที่เห็นฉันนอนตรงนี้” “ผมแค่... ผมยังไม่พร้อมที่จะอยู่ในที่ที่ไม่มียาย” “ที่ที่ไม่มีฉันน่ะไม่มีจริงหรอก” ยายแสงเอื้อมมือที่สั่นเทามาจับข้อมือรวิ แรงบีบนั้นเบาหวิวแต่กลับหนักอึ้งในความรู้สึก “ทุกคำที่ฉันสอน ทุกสิ่งที่เราเคยนั่งมองเงาไม้ด้วยกัน มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเธอ เมื่อถึงเวลาที่ฉันไม่อยู่ เธอจะพบว่าฉันอยู่ในทุกจังหวะลมหายใจของเธอเองนั่นแหละ” บทสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังมาจากหน้าร้าน รวิขมวดคิ้ว เขาจำจังหวะการเดินแบบนั้นได้ดี—ความเร่งรีบ ความมั่นใจ และเสียงเคาะรองเท้าหนังราคาแพงที่ดูผิดที่ผิดทางกับร้านขายของชำแห่งนี้ ธันวาปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูกั้นห้อง เขาสวมสูทสีน้ำเงินเข้มขัดกับบรรยากาศของร้านอย่างรุนแรง ดวงตาของเขาไม่ได้มองยายแสงด้วยความเวทนา แต่มองด้วยสายตาประเมินค่าเหมือนกำลังมองสินค้าที่ใกล้เสื่อมสภาพ “นายยังอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วยรวิ” ธันวากล่าวพลางมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าดูแคลน “ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย... และฉันคิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้าเราไม่เสียเวลากับคนแก่ที่กำลังจะหมดลมหายใจตรงนี้” รวิลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สายตาของเขาเปลี่ยนจากความเศร้าโศกเป็นความเย็นชาในทันที “ออกไปจากที่นี่ซะ ธันวา ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างนาย” “คนอย่างฉันคือคนที่กำลังดึงนายกลับไปสู่โลกที่นายควรจะอยู่!” ธันวาเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงฟุ้งกระจายจนกลบกลิ่นยาจีน “บริษัทยังต้องการนาย ข้อมูลสำคัญในมือถือเครื่องนั้นที่นายทิ้งไว้... นายคิดว่าคนอย่างยายแสงจะเก็บมันไว้ให้ปลอดภัยได้เหรอ? นายกำลังเอาอนาคตมาทิ้งไว้กับคนใกล้ตาย” ยายแสงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ดูประหลาดในสถานการณ์เช่นนี้ “คนเรามักกลัวสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ ธันวาเอ๋ย... นายพยายามสร้างปราสาทบนผืนทราย แล้วก็นั่งกังวลว่าเมื่อไหร่คลื่นจะมาถึง แต่นายลืมไปว่า ต่อให้นายสร้างสูงแค่ไหน สุดท้ายนายก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งของหาดทรายนั้นอยู่ดี” ธันวาชะงักไปเล็กน้อย แต่เขาก็แค่นหัวเราะ “ปรัชญาเก่าๆ ของคนแก่ที่กำลังจะตาย มันช่วยให้รวิรวยขึ้นไม่ได้หรอก” เขาหันกลับมาทางรวิ “เลือกเอา รวิ จะตามฉันไปจัดการเรื่องโปรเจกต์ที่ค้างอยู่ หรือจะอยู่ที่นี่เฝ้าศพคนแก่ที่สอนให้แกเป็นคนไม่มีอะไรเลย?” รวิสัมผัสได้ถึงความกดดันที่พุ่งเข้ามาในหน้าอก เขามองยายแสงที่ปิดเปลือกตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะหันไปสบตากับธันวา ความขัดแย้งในใจเขากำลังเดือดพล่าน ทั้งความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างลึกซึ้งท่ามกลางความเรียบง่าย กับความทะเยอทะยานที่เคยเป็นกรงขังเขามาตลอดชีวิต “ฉันไม่ใช่คนเดิมที่นายจะลากไปไหนก็ได้อีกแล้ว ธันวา” รวิพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด “สิ่งที่นายเรียกว่า ‘ความว่างเปล่า’ ที่ฉันกำลังเรียนรู้น่ะ มันแข็งแกร่งกว่าอำนาจเงินของนายมาก” ธันวายิ้มเหยียด มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท ก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาแล้ววางลงบนเตียงข้างกายยายแสง “งั้นก็นี่... ถ้าคิดว่าสิ่งที่ฉันพูดมันไร้ค่า ก็ลองดูเอกสารในนี้นะรวิ ว่ายายแสงที่เธอเคารพน่ะ จริงๆ แล้วเธอคือใครกันแน่” รวิชะงักไป ความมั่นใจของธันวาทำให้เขาเกิดอาการลังเล มือของเขาเอื้อมไปแตะซองเอกสารนั้น หัวใจเต้นแรงจนเกือบหลุดออกมาจากอก ยายแสงลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาของเธอไม่มีความตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย มันกลับมีความสงบที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ “เปิดดูสิรวิ” ยายแสงกระซิบเบาๆ “ในเมื่อนายอยากเห็นความจริงที่อยู่ใต้แสงจันทร์... ก็อย่าหลับตาตอนที่ความมืดเผยตัวออกมา” รวิสูดหายใจเข้าลึก มือที่สั่นเทาค่อยๆ ดึงเอกสารออกมา กระดาษแผ่นบนสุดคือประวัติการรักษาที่ระบุชื่อผู้ป่วย... แต่ชื่อที่ปรากฏอยู่บนนั้นกลับไม่ใช่ชื่อของยายแสงที่เขาเคยรู้จัก และที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือภาพถ่ายใบเล็กๆ ที่แนบมากับแฟ้ม เป็นภาพของรวิในวัยเด็กที่ยืนอยู่ข้างหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งมีใบหน้าเหมือนกับยายแสงไม่มีผิดเพี้ยน—ทว่าหญิงสาวในรูปนั้นควรจะเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามสิบปีที่แล้ว รวิเงยหน้าขึ้นมองยายแสงด้วยความตื่นตะลึง ทันใดนั้น ไฟในร้านก็ดับวูบลงเหลือเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านเงาไม้เข้ามาทางหน้าต่าง ร้านทั้งร้านเงียบสนิทจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง ธันวาหายไปจากห้องแล้ว เหลือเพียงเสียงกระซิบที่ดูเหมือนจะดังก้องออกมาจากทุกทิศทางในความมืด “ถึงเวลาที่เงาไม้จะเล่าความจริงแล้ว รวิ... เธอพร้อมจะสูญเสียทุกอย่างเพื่อแลกกับความจริงที่เธอไม่เคยรู้ไหม?” ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความสับสนและความว่างเปล่าไปพร้อมกับรวินะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%