เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า•ตอนที่ 12

แดดเช้ากับความคิดถึง

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
“วางมันลงเสียทีรวิ... เศษซากพวกนั้นมันไม่มีค่าพอที่จะให้คุณแบกไว้จนหลังหักหรอกค่ะ” เสียงของยายแสงแหบพร่าแต่เฉียบคม ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับในร้านขายของชำเล็กๆ รวิชะงักมือกำเถ้าถ่านสีดำที่ยังติดอยู่ในฝ่ามือจนนิ้วสั่นเทา เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับมาที่นี่ในยามวิกาลแบบนี้ แต่เมื่อความทรงจำที่เขากำลังพยายามเผาทิ้งกลายเป็นพันธนาการที่แน่นหนาขึ้น ความมืดมิดในใจก็ผลักดันให้เขาเดินมาหาหญิงชราผู้มองเห็นทุกอย่างผ่านม่านตาขุ่นมัว รวิไม่ได้ตอบ แต่เขากลับปล่อยให้เศษเถ้าถ่านร่วงหล่นลงบนพื้นไม้กระดานเก่าๆ สีดำสนิทของมันตัดกับพื้นไม้ขัดมันราวกับรอยเปื้อนที่ไม่มีวันล้างออก “ผมไม่ได้อยากแบกมันไว้ครับยาย... แต่ผมแค่ไม่รู้ว่าจะวางมันไว้ที่ไหน” รวิกล่าวเสียงแผ่ว พลางจ้องมองไปที่จุดว่างเปล่า “ผมคิดว่าการทำลายอดีตจะทำให้ผมเบาขึ้น แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังลอยคว้างกลางทะเลโดยไม่มีเข็มทิศ” ยายแสงขยับตัวช้าๆ เสียงไม้เท้ากระทบพื้นไม้ดัง ‘ตึก... ตึก...’ เป็นจังหวะที่ฟังดูราวกับเสียงหัวใจของบ้านหลังนี้ นางเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิแห้งที่อบอวลอยู่รอบกายหญิงชรา “ความว่างเปล่าไม่ใช่ความว่างงเปล่าหรอกนะรวิ” ยายแสงเอ่ยพลางยื่นถ้วยชาอุ่นๆ ให้ “แต่มันคือพื้นที่ให้คุณได้หายใจเข้าลึกๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าอากาศที่คุณสูดเข้าไปจะปนเปื้อนด้วยความคาดหวังของใคร... คุณกำลังกลัวสิ่งที่จะตามมา หรือคุณกำลังกลัวว่าตัวเองจะ ‘ไม่มีค่า’ หากไม่ได้เป็นใครบางคนที่โลกเดิมของคุณเคยรู้จักกันคะ?” รวิชะงักไป คำถามนั้นเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงเข้ากลางอก ในความเงียบเชียบของเช้าที่ยังไม่ทันสว่างดี ความเหงาเริ่มแทรกซึมผ่านรอยแยกของหน้าต่าง มันไม่ใช่ความเหงาที่เกิดจากการอยู่คนเดียว แต่มันคือความรู้สึกแปลกแยกจากตัวตนเดิมของเขาเอง ที่ผ่านมาเขาวิ่งไล่ตามความสมบูรณ์แบบมาตลอดชีวิต จนลืมไปว่าในนาทีที่ทุกอย่างถูกเผาผลาญจนสิ้นซาก สิ่งที่หลงเหลืออยู่ไม่ใช่เถ้าถ่าน แต่คือ ‘ตัวตน’ ที่เขาลืมไปว่าเคยมีชีวิตอยู่ เขามองออกไปนอกหน้าต่าง แสงอาทิตย์แรกของวันเริ่มจับขอบฟ้าสีคราม แต่ทว่าในความรู้สึกของรวิ มันกลับเป็นแสงที่บาดตา มันเปิดเผยให้เห็นร่องรอยของการตัดสินใจที่ผิดพลาดและความเปราะบางที่เขาซ่อนไว้ไม่มิด “ธันวาโทรมาหาผมเมื่อคืน” รวิทำลายความเงียบขึ้นมา “เขาบอกว่าเขากำลังขึ้นมาที่นี่ พร้อมกับเอกสารที่เขาบอกว่าสำคัญ... สิ่งที่ผมพยายามหนีมาตลอดกำลังขับรถตามผมมาถึงหน้าบ้านแล้วครับ” ยายแสงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา ดวงตาที่เคยขุ่นมัวกลับฉายแววคมกริบราวกับมองเห็นกระแสธารของโชคชะตาที่กำลังไหลเชี่ยว “งั้นรวิ... คุณก็ต้องเลือกแล้วค่ะ ว่าเช้านี้คุณจะเปิดประตูให้เขาเข้ามาในฐานะผู้มาเยือน หรือในฐานะคนแปลกหน้า” ความขัดแย้งในใจรวิรุนแรงขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์รถยุโรปราคาแพงแล่นเข้ามาจอดสนิทที่หน้าทางเข้าบ้านไม้หลังเก่า เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคย ก้าวหนักๆ อย่างมั่นใจในอำนาจของตนเองกำลังเดินตรงมาที่นี่ ธันวาไม่ได้มาคนเดียว เขายังมีรอยยิ้มแบบที่รวิจำได้แม่นยำ—รอยยิ้มของคนที่ถือไพ่เหนือกว่าเสมอ รวิยืนขึ้นเต็มความสูง ความล้าจากการนอนไม่หลับทำให้ขอบตาเขาร้อนผ่าว เขาไม่ใช่รวิผู้บริหารที่เฉียบขาดในสูทสั่งตัดอีกต่อไป ในเวลานี้เขาสวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ กลิ่นไอของดินและไม้ แต่สิ่งที่เขารู้สึกได้ในตอนนี้กลับเป็นความสงบที่น่าประหลาดใจ สงบเหมือนผิวน้ำก่อนพายุใหญ่จะเข้าปะทะ “ผมจะไปคุยกับเขาเอง” รวิกล่าวสั้นๆ “จำไว้นะรวิ” ยายแสงพูดไล่หลังมา “ต้นไม้ที่โตอยู่บนหน้าผา... ต่อให้ลมพัดแรงแค่ไหน รากของมันก็ไม่ได้เกาะอยู่กับหินเพื่อความมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่มันเกาะเพื่อที่จะหยั่งลึกลงไปหาความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน... อย่าให้ใครมาขุดรากคุณไปทิ้งในกระถางเดิมอีกเลย” รวิเดินไปที่ประตูบ้าน มือของเขาแตะที่ลูกบิดไม้ ใจเขาสั่นไหวไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความตระหนักว่านับจากวินาทีนี้ไป เขาจะไม่มีวันหวนกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก แสงแดดเช้าสาดส่องเข้ามาในบ้านปะทะกับฝุ่นละอองที่ลอยคว้าง ราวกับอนุภาคของอดีตที่กำลังเต้นระบำอำลา เขาผลักบานประตูออกไป ธันวายืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเรียบเฉยแต่สายตาประเมินค่าเขาราวกับเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง ในมือถือซองเอกสารสีน้ำตาลที่ดูมีน้ำหนักน่าประหลาดใจ “ผมบอกแล้วใช่ไหมรวิ ว่าคนอย่างนาย... หนีได้แค่ตัว แต่หนีเงาตัวเองไม่พ้น” รวิมองผ่านหน้าธันวาไปเห็นเงาของตัวเองทอดยาวไปบนพื้นดิน แสงแดดยามเช้าเริ่มแรงกล้าขึ้น จนเขารู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ซ่าน แต่ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากตอบโต้นั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากชายป่าข้างบ้าน “อย่าให้เขาทำแบบนั้นนะรวิ... ถ้าคุณเซ็นเอกสารนั่น ชีวิตที่เหลือของคุณจะกลายเป็นแค่หุ่นเชิดของพวกเขาไปตลอดกาล” รวิหันขวับไปมอง ร่างของหญิงสาวในชุดคลุมสีขาวที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนยืนหลบอยู่ในเงามืดของแมกไม้ สายตาของนางจ้องมองมาที่เขาด้วยความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้ง ก่อนที่นางจะก้าวออกมาจากเงามืดเผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่ข้อมือซ้าย... รอยแผลที่เขารู้จักดีพอๆ กับชื่อของตัวเอง ธันวากำเอกสารในมือแน่นจนยับย่น แล้วหันไปมองหญิงสาวคนนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง “เธอ... เธอควรจะตายไปตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้วไม่ใช่หรือไง!” รวิรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนอีกครั้ง ในวินาทีนั้นเขารู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาเผาทิ้งไปเมื่อคืนไม่ใช่จุดจบของอดีต แต่มันคือจุดเริ่มต้นของนรกที่เขาลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นผู้สร้างขึ้นมาเองกับมือ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางไปกับรวิในเช้าที่แสงแดดไม่ได้นำพาความอบอุ่นมาให้เสมอไปนะคะ
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%