"เผามันเสียสิ รวิ... หรือว่านายยังตัดใจจากขยะพวกนี้ไม่ได้?"
ธันวาเอ่ยประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับบาดลึกราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผ่นหลังของรวิ เขายืนแข็งทื่ออยู่กลางทางเดินแคบๆ ในบ้านไม้เก่า รูปถ่ายใบนั้นในมือเขามันสั่นไหวเล็กน้อย กระดาษที่กรอบเกรียมตามกาลเวลาแต่ใบหน้าของบุคคลในภาพกลับยังชัดเจนจนน่าใจหาย รวิสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่ค่อยๆ ไหลผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ
"นายไม่เข้าใจหรอกธันวา... บางอย่างที่ถูกฝังไปแล้ว มันก็ควรจะอยู่ในที่ของมัน ไม่ใช่ถูกขุดขึ้นมาเพื่อตอกย้ำว่าใครเป็นใคร" รวิเอ่ยตอบโดยไม่หันกลับไปมอง เขาเดินเลี่ยงออกมาทางประตูหลังบ้าน ปล่อยให้ความเงียบเข้าแทนที่บทสนทนาที่ไม่มีวันบรรจบกันได้
ข้างนอกนั่น ความเงียบสงัดมีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่เริ่มขับขานรับแสงสนธยา รวิทรุดตัวลงนั่งบนพื้นดินที่ยังมีความชื้นของหยาดน้ำค้างหลงเหลืออยู่ เขาวางรูปถ่ายลงบนพื้นหญ้า ก่อนจะหยิบจอบเล็กๆ ขึ้นมาขุดดินบริเวณมุมสวนหลังบ้านที่เขาทิ้งร้างไว้ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมา
*ดิน...* มันแตกต่างจากความสำเร็จที่เขาเคยไขว่คว้า ดินไม่เคยเรียกร้องความสมบูรณ์แบบ มันมีเพียงความอดทนและการรอคอย รวิเริ่มพรวนดินอย่างเชื่องช้า สัมผัสหยาบกร้านของเนื้อดินที่ติดมือแทนที่ความรู้สึกว่างเปล่าในอก เขากำเมล็ดผักกาดเขียวลงในหลุมที่ขุดไว้ กลบดินด้วยความทะนุถนอม ราวกับกำลังฝากฝังความเจ็บปวดในใจไว้ใต้ผืนดินนี้
"ปลูกสิ่งใด ก็ย่อมได้รับสิ่งนั้น... แต่เจ้าต้องจำไว้นะพ่อหนุ่ม สิ่งที่เจ้าปลูกในวันนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะได้เก็บเกี่ยวมันในวันหน้าเสมอไป"
เสียงแหบพร่าของยายแสงดังขึ้นจากความมืดข้างหลัง รวิสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้หันไปมอง เขาเพียงแต่หยุดมือแล้วมองเมล็ดพันธุ์ที่หายลับไปใต้ผืนดิน
"ผมแค่ไม่อยากให้มันว่างเปล่าเหมือนผมในตอนนี้ครับยาย" รวิกล่าวเสียงแผ่ว "ชีวิตที่ผมเคยสร้างมาสิบปี พังทลายลงเพราะรูปถ่ายใบเดียว... แล้วเมล็ดพวกนี้จะโตขึ้นมาเป็นอะไรล่ะครับ ถ้าแม้แต่ตัวผมเองยังไม่รู้เลยว่าจะไปทางไหน"
ยายแสงเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นยาฉุนจางๆ และกลิ่นของดินโชยมากับตัวนาง ยายทรุดตัวลงนั่งข้างเขาอย่างยากลำบาก สายตาเหี่ยวย่นจ้องมองไปยังดินที่รวิเพิ่งพรวนเสร็จ
"ชีวิตก็เหมือนผักสวนครัวนี่แหละรวิ บางวันแดดจัดจนใบเหี่ยว บางวันฝนชุกจนรากเน่า แต่ถ้าเจ้ายังไม่ถอดใจ เจ้าก็แค่รอ... รอมันเติบโตตามจังหวะของมัน ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องกดดัน" ยายแสงหยิบรูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาดูเพียงแวบเดียว ก่อนจะวางมันไว้ข้างกองดิน "คนเรามักกลัวความลับ แต่ลืมไปว่าความลับนั่นแหละคือปุ๋ยชั้นดีที่ทำให้คนเราเติบโต ถ้าเจ้ากล้าจะเผชิญหน้ากับมัน ดินพวกนี้จะทำหน้าที่ของมันเอง คือการกลบเกลื่อนรอยแผลเก่าให้กลายเป็นธาตุอาหารใหม่"
รวิเงียบงัน เขามองดูรูปถ่ายที่เปื้อนดิน ในภาพนั้น พ่อของเขายืนอยู่ข้างผู้ชายคนหนึ่งที่ดูละม้ายคล้ายธันวา แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ สัญลักษณ์ที่อยู่บนปกเสื้อของทั้งคู่... มันคือตราประทับขององค์กรที่เขาเคยถูกบีบให้เซ็นชื่ออนุมัติโครงการสีเทาเมื่อหลายปีก่อน
เขารีบคว้าเศษดินขึ้นมากลบรูปถ่ายใบนั้นทันที สัญชาตญาณบางอย่างเตือนให้เขาปกปิดมันไว้ก่อนที่ใครจะเห็น รวิหัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก เขารู้ดีว่าธันวาไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อเยี่ยมเยียน หรือนำรูปใบนี้มาให้เขาเพียงเพื่อความสะใจ แต่มันคือการข่มขู่ในรูปแบบของของขวัญ
"ยายครับ... ถ้าวันหนึ่งความลับที่ผมพยายามปลูกมันไว้ใต้ดินนี้ เกิดงอกเงยออกมาล่ะครับ?" รวิถาม เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ
ยายแสงเพียงแต่ยิ้มมุมปาก ดวงตาของนางดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้น "ถ้ามันงอกออกมา เจ้าก็แค่ต้องตัดสินใจว่าจะปล่อยให้มันเป็นวัชพืชที่ทำลายสวน หรือจะเป็นพืชสมุนไพรที่ช่วยรักษาแผลใจของเจ้าเอง"
ทว่า ก่อนที่รวิจะทันได้ถามอะไรต่อ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าหนังราคาแพงที่เหยียบลงบนกิ่งไม้แห้งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของสวน แสงไฟจากหน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด เห็นร่างของธันวายืนมองมาที่พวกเขา พร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่น่าไว้วางใจที่สุดที่รวิเคยเห็น
"ดูท่าทางนายจะชอบการทำสวนนะรวิ..." ธันวาเอ่ยพร้อมก้าวเข้ามาใกล้จนเงาของเขาพาดทับร่างของรวิและแปลงผัก "แต่ฉันว่านายควรจะรู้ไว้นะ... สิ่งที่นายกำลังพยายามกลบฝังน่ะ ดินตรงนี้มันตื้นเกินกว่าจะเก็บความลับที่เน่าเฟะแบบนั้นไว้ได้นานหรอกนะ"
รวิก้มลงมองที่พื้นดินตรงหน้า สิ่งที่เขาเห็นทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ... เมล็ดผักที่เขาเพิ่งฝังไว้ถูกเขี่ยกระจัดกระจาย และรูปถ่ายใบนั้นถูกขุดขึ้นมาวางไว้อยู่บนยอดกองดิน ราวกับจะมีคนอื่นแอบมาขุดมันออกไปก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไร รวิเงยหน้าขึ้นมองธันวาที่กำลังก้มลงหยิบรูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะใช้ไฟแช็กในมืออีกข้างจุดไฟเผามันต่อหน้าต่อตาเขา
"นายไม่ได้มีทางเลือกตั้งแต่เริ่มแล้วรวิ..." ธันวากระซิบพลางมองเปลวไฟที่ค่อยๆ กัดกินรูปถ่ายจนเป็นเถ้าถ่าน "เพราะคนที่ฝังมันไม่ใช่ฉัน... แต่เป็นพ่อของนายต่างหาก ที่ฝังเรื่องนี้ไว้เพื่อรอให้มันฆ่านายในวันที่เหมาะสมที่สุด"
เถ้าถ่านสีดำปลิวว่อนไปตามลมราวกับวิญญาณที่ถูกปลดปล่อย รวิรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เขาไม่ได้แค่สูญเสียอดีตที่ต้องการลืมไปแล้ว แต่ความจริงที่เขากำลังเผชิญอยู่ ณ วินาทีนี้ กำลังจะเปลี่ยนชีวิตที่เรียบง่ายของเขาให้กลายเป็นสนามรบที่ไม่มีวันหวนกลับ
ขอบคุณที่เดินทางผ่านช่วงเวลาของความว่างเปล่าไปพร้อมๆ กันนะคะ
ต้นไม้ริมระเบียง
เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า•ตอนที่ 11
สวนหลังบ้าน
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!