“นายยังจำได้ไหม รวิ... วันแรกที่นายก้าวเข้ามาในห้องทำงานกระจกบานนั้น นายบอกฉันว่านายจะไม่มีวันยอมให้ใครมาเหยียบหัวนายได้เด็ดขาด แต่วันนี้ดูนายสิ... นั่งกินข้าวแกงข้างถนนกับยายแก่ๆ ที่ขายผงซักฟอกกับน้ำปลาเนี่ยนะ มันคุ้มกันแล้วเหรอ?”
ธันวาวางแก้ววิสกี้ราคาแพงลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ที่สั่นคลอนของร้านยายแสง เสียงแก้วกระทบเนื้อไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบงันของยามค่ำคืน รวิไม่ตอบ เขายังคงมองรอยบากบนเนื้อไม้ตรงหน้า สัมผัสถึงเสี้ยนไม้ที่บาดนิ้วช้าๆ เป็นความเจ็บปวดเล็กน้อยที่ยืนยันว่าเขายังมีตัวตนอยู่ ไม่ใช่แค่หุ่นเชิดในสูทราคาแพงเหมือนเมื่อก่อน
“ความคุ้มค่าของนายกับของฉัน มันตั้งอยู่บนบรรทัดฐานคนละชุดกันแล้ว ธันวา” รวิเงยหน้าขึ้น ดวงตาเรียบเฉยแต่ทว่านิ่งลึกราวกับผิวน้ำที่ไร้กระแสลม “นายมองหาผลกำไร แต่นายลืมมองไปว่าในกระเป๋าที่นายพยายามยัดเงินใส่เข้าไปน่ะ มันมีรอยรั่วที่กว้างขึ้นทุกวัน”
ยายแสงที่นั่งเย็บถุงผ้าอยู่ข้างๆ หัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะแหบพร่าดั่งใบไม้แห้งเสียดสีกัน “คนเรามักกลัวความว่างเปล่าเสียจนยอมแบกขยะไว้เต็มหลัง พอนานวันเข้าก็เผลอคิดไปว่าขยะเหล่านั้นคือสมบัติล้ำค่า... พ่อหนุ่มคนนี้เขาก็แค่กำลังเรียนรู้ที่จะทิ้งขยะในใจตัวเองเท่านั้นเองแหละจ้ะ”
ธันวาแค่นหัวเราะ “ปรัชญาขายขำแบบคนแก่ติดที่ดิน นายเลิกพูดจาเพ้อเจ้อได้แล้วรวิ บริษัทกำลังจะขยายสาขาไปต่างประเทศ ถ้าไม่ใช่เพราะฉันดึงนายกลับมา ชื่อของนายในฐานะผู้บริหารมือทองก็จะถูกลบเลือนจนไม่มีใครจำได้!”
รวิไม่ได้โต้ตอบด้วยอารมณ์ เขาสังเกตเห็นเงาของตัวเองที่ทอดตัวยาวลงบนพื้นดินใต้แสงจันทร์ แสงจันทร์คืนนี้สว่างเสียจนทำให้ทุกอย่างดูชัดเจนเกินไป ทั้งความเก่าของโต๊ะตัวนี้ ความเหี่ยวย่นบนมือนางของยายแสง และความสั่นไหวในแววตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความมั่นใจจอมปลอมของธันวา
เขาผ่านครึ่งทางของชีวิตมาแล้ว—ไม่ใช่ครึ่งทางของอายุขัย แต่เป็นครึ่งทางของการทำลายโครงสร้างเก่าเพื่อสร้างตัวตนที่แท้จริง ชีวิตที่ผ่านมาสามสิบสองปีของเขาเหมือนการเขียนหนังสือที่หน้ากระดาษเต็มไปด้วยคำวิจารณ์ของคนอื่น จนเขาไม่มีที่ว่างสำหรับลายมือของตัวเอง
“นายรู้ไหมธันวา” รวิเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ “การเดินมาถึงจุดกึ่งกลางของอะไรสักอย่าง มันเป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุด เพราะมันคือจุดที่นายไม่สามารถหันหลังกลับไปเป็นคนเดิมได้อีกแล้ว แต่ก็ยังมองไม่เห็นปลายทางว่าที่ที่นายกำลังจะไปนั้นจะมีอะไรเหลืออยู่บ้าง... ฉันไม่ได้ทิ้งอำนาจ ฉันแค่กำลังทิ้งน้ำหนักที่ไม่จำเป็นออกไป”
ธันวานิ่งอึ้ง เขาพยายามค้นหาความหมายจากแววตาของเพื่อนสนิท แต่มันกลับว่างเปล่า... ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่หม่นหมอง แต่เป็นความว่างเปล่าที่หนักแน่นดั่งขุนเขา
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดๆ หลังร้านยายแสง รวิขมวดคิ้ว เขาจำเสียงรองเท้าหนังขัดมันคู่นี้ได้ดี มันเป็นเสียงที่เขาเคยคุ้นเคยมาตลอดชีวิตในอดีต
ไฟฉายดวงใหญ่ส่องวาบเข้ามาในร้าน แสงสว่างจ้าทำลายความสงบของค่ำคืนลงทันที ชายร่างสูงในชุดสูทสีเข้มสามคนก้าวเข้ามา พร้อมกับแผ่นเอกสารในมือที่ดูคุ้นตา รวิมองเห็นตราสัญลักษณ์ของบริษัทที่เขาเคยสร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงบนหัวกระดาษนั้น
“คุณรวิครับ” ชายคนกลางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเย็นเหมือนเครื่องจักร “เราได้รับคำสั่งให้มาเชิญตัวคุณกลับไปรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของคุณเมื่อสามปีที่แล้ว... คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะตอนนี้ทุกอย่างในที่แห่งนี้ กำลังจะถูกยึดคืนตามคำสั่งศาล”
ธันวาแสยะยิ้มที่มุมปาก ในขณะที่ยายแสงวางเข็มเย็บผ้าลงอย่างช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มชายชุดดำด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงบอย่างน่าประหลาด
รวิลุกขึ้นยืนช้าๆ เขามองไปยังดวงจันทร์ที่ถูกบดบังด้วยเงาของกลุ่มคนเหล่านั้น ก่อนจะหันมามองธันวาด้วยสายตาที่ไม่มีความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือการทดสอบครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะข้ามพ้นรอยต่อนี้ไปได้อย่างสมบูรณ์
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกึ่งกลางแห่งความว่างเปล่านี้มาพร้อมกับต้นไม้ริมระเบียงนะคะ
เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า•ตอนที่ 40
วันคืนที่ผ่านไป
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!