"นายกำลังพยายามพิสูจน์อะไร ธันวา? พยายามพิสูจน์ว่าโลกที่พังทลายของฉันยังซ่อมแซมได้ หรือพยายามพิสูจน์ว่านายยังเป็นคนเดียวที่ควบคุมทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จแม้กระทั่งชีวิตของคนอื่น?"
รวิไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองคนตรงข้าม เขาจดจ่ออยู่กับการคัดแยกเมล็ดพันธุ์พืชพื้นถิ่นลงในถุงผ้าดิบ มือของเขาที่เคยจับปากกาเซ็นเช็คหลักล้าน บัดนี้เปรอะเปื้อนด้วยรอยดินและยางไม้ แต่มันกลับดูมั่นคงกว่าที่เคยเป็นมาตลอดสามสิบปี
ธันวากระแทกแก้วกาแฟเซรามิกราคาแพงลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ของร้านยายแสง เสียงดังลั่นจนแมวลายสลิดที่นอนขดอยู่บนแคร่สะดุ้งตื่น "พิสูจน์? ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อพิสูจน์อะไรทั้งนั้น รวิ! ฉันมาเพื่อดึงนายขึ้นมาจากหลุมพรางที่นายขุดเอง นายหนีปัญหาด้วยการทำตัวเป็นนักปราชญ์ตกยาก นายคิดว่าการนั่งมองใบไม้เปลี่ยนสีมันจะทำให้นายหลุดพ้นจากความล้มเหลวที่นายสร้างไว้เหรอ? นายแค่ขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับว่านายพ่ายแพ้ให้กับเกมที่นายควรจะเป็นผู้ชนะ!"
รวิหยุดมือที่กำลังหยิบเมล็ดพันธุ์ เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาไม่ได้สั่นคลอนด้วยความโกรธ แต่มันราบเรียบและเย็นเยียบเหมือนผิวน้ำในยามค่ำคืน "ความพ่ายแพ้ของฉัน คือการที่ฉันใช้เวลาค่อนชีวิตวิ่งไล่ตามแสงไฟที่มองไม่เห็นปลายทาง ฉันชนะมาตลอด ธันวา... ชนะในแบบที่นายต้องการ แต่ในชัยชนะเหล่านั้น ฉันไม่เคยเป็นเจ้าของลมหายใจของตัวเองเลยสักครั้งเดียว การที่ฉันมาอยู่ที่นี่ ไม่ใช่การหนี แต่เป็นการหยุดเพื่อฟังเสียงที่แท้จริงของตัวเอง"
ธันวาสวนกลับทันควัน แววตาวาวโรจน์ด้วยความสมเพชที่ฉาบไว้ด้วยความเป็นห่วง "เสียงของตัวเองงั้นเหรอ? แล้วเสียงของพ่อแม่ที่หวังในตัวนายล่ะ? เสียงของคนในบริษัทที่เขายังรอให้ใครสักคนกอบกู้สถานการณ์? นายมันเห็นแก่ตัว รวิ ความว่างเปล่าที่นายเชิดชู มันก็แค่ข้ออ้างของคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงว่าโลกใบนี้มันไม่ได้หมุนตามใจนึกแบบที่นายทำในสวนหลังบ้านนี่!"
ยายแสงที่นั่งถักไหมพรมอยู่มุมร้านขยับแว่นสายตาขึ้นเล็กน้อย วางงานในมือลงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่เปี่ยมด้วยน้ำหนัก "ต้นไม้ที่รากหยั่งลึกเกินไปในดินที่แข็งกระด้าง มักจะหักโค่นในวันที่พายุพัดแรงกว่าปกติ แต่ต้นไม้ที่รู้จักปรับตัวตามฤดูกาล... เขารู้ว่าวันไหนควรทิ้งใบเพื่อรักษาชีวิตให้นานที่สุด"
ธันวาตวัดสายตามองหญิงชรา "ป้าอย่าเอาตรรกะร้านของชำมาสอนคนอย่างผมเลยครับ รวิเขาไม่ได้หักโค่น เขาแค่กำลังเน่าตายอยู่ในความเฉื่อยชา"
รวิลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความสูงของเขาสร้างแรงกดดันบางอย่างในพื้นที่แคบๆ ของร้าน ธันวาถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว "นายเรียกว่าการมีชีวิตอยู่โดยไม่เบียดเบียนใครว่าความเน่าตายหรือ? ธันวา... นายต่างหากที่กำลังเน่าตายอยู่ในกรงทองที่ตัวเองสร้างขึ้น นายกังวลเรื่องตัวเลขในบัญชีและคำชื่นชมจากคนที่ไม่ได้รักนายจริงๆ นายกลัวเหลือเกินว่าถ้าไม่มีอำนาจพวกนั้น นายก็จะเป็นแค่ใครบางคนที่ไม่มีความหมาย"
"ฉันมีความหมาย!" ธันวาตะคอก "ฉันสร้างอาณาจักรได้ แต่นายเลือกจะทิ้งทุกอย่างไปอยู่กับความไร้ค่า!"
"ถ้าความหมายของชีวิตคือการมีให้คนอื่นกราบไหว้ หรือมีเงินทองล้นฟ้า แต่กลับต้องกินยาหลับเพื่อข่มตาให้หลับไปในแต่ละคืน... ถ้าอย่างนั้น ฉันขอเป็นคนที่ไม่มีความหมายดีกว่า" รวิก้าวเข้าใกล้ธันวา กลิ่นดินและกลิ่นสาบป่าจางๆ จากตัวเขาทำให้ธันวาชะงัก "นายมาที่นี่เพื่อดึงฉันกลับไป หรือจริงๆ แล้วนายกลัวว่าถ้าฉันทำสำเร็จ... ถ้าฉันพิสูจน์ว่าชีวิตที่เรียบง่ายมันมีความสุขได้จริงๆ นายจะไม่มีข้ออ้างที่จะต้องทนทุกข์อยู่ในกรงขังของตัวเองอีกต่อไป?"
บรรยากาศในร้านเงียบกริบ เสียงลมหวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าๆ ดังขึ้นมาแทนที่เสียงโต้เถียง ธันวากำหมัดแน่น ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธผสมความสับสน ความเชื่อมั่นในวิถีชีวิตแบบเดิมที่เขายึดถือมาตลอดชีวิตถูกสั่นคลอนด้วยสายตาที่สงบนิ่งและลุ่มลึกของรวิ
ทันใดนั้น เสียงรถยนต์หรูคันหนึ่งเบรกกะทันหันจนยางล้อครูดกับถนนลูกรังหน้าบ้านดังสนั่น ทั้งรวิและธันวาหันไปมองพร้อมกัน ประตูรถถูกเปิดออกอย่างแรง หญิงสาววัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบเดินก้าวฉับๆ เข้ามาในร้าน เธอคือ 'ภรณี' ผู้ช่วยคนสนิทที่รวิไม่ได้พบหน้ามานานนับปี
สีหน้าของภรณีไม่ได้ดูเป็นมิตร แต่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามเก็บซ่อนไว้ เธอเดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้ารวิ มือที่ถือซองเอกสารสีน้ำตาลสั่นเล็กน้อย "คุณรวิคะ... ฉันไม่คิดว่าจะต้องมาเจอคุณที่นี่ แต่เรื่องนี้รอไม่ได้แล้วค่ะ"
รวิขมวดคิ้ว "เกิดอะไรขึ้นภรณี?"
"บริษัทโดนตรวจสอบเรื่องบัญชีลับที่คุณเคยสงสัยก่อนลาออก... และตอนนี้ กรมสอบสวนพิเศษกำลังออกหมายเรียกคุณในฐานะพยานปากสำคัญที่สุด" เธอเว้นจังหวะ ก่อนจะลดเสียงลงจนแทบกระซิบ "แต่ประเด็นไม่ใช่หมายเรียกค่ะ... คนที่สั่งการตรวจสอบครั้งนี้ คือคนที่คุณเคยคิดว่าเขาตายไปแล้ว... พ่อของคุณกลับมาแล้วค่ะ"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมร้านอีกครั้ง รวิรู้สึกเหมือนพื้นดินใต้เท้าไหวเอน อดีตที่เขาเพียรพยายามฝังกลบไว้ภายใต้ความเรียบง่าย กำลังเคาะประตูบ้านเขาอย่างแรงพร้อมกับพายุที่เขาไม่ได้เตรียมตัวรับมือ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบรรทัดเหล่านี้ไปกับต้นไม้ริมระเบียงนะคะ
เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า•ตอนที่ 22
เมื่ออดีตเคาะประตู
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!