เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า•ตอนที่ 25

กระแสสังคมที่กดทับ

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
“นายกำลังเสียเวลาชีวิตไปกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ความว่างเปล่า’ รวิ ในขณะที่คนอื่นเขากำลังก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่จุดสูงสุดของอาชีพการงาน แต่นายกลับมานั่งนับก้อนกรวดอยู่หลังเขาเนี่ยนะ? ลืมไปแล้วหรือไงว่าที่ตรงนั้น... เคยเป็นที่ของนาย” เสียงของธันวาดังผ่านโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ ของร้านยายแสง น้ำเสียงของเขามีร่องรอยของความสมเพชเจือปนอยู่ชัดเจน ราวกับต้องการตอกย้ำให้รวิเห็นว่าความสงบสุขที่เขาพยายามสร้างขึ้น มันก็เป็นเพียงเครื่องปลอบใจคนขี้แพ้ รวิไม่ตอบโต้ เขาเพียงแค่มองดูหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ยังค้างอยู่บนหน้าข่าวพาดหัวของนิตยสารธุรกิจชื่อดัง ที่นั่นมีรูปของธันวาในชุดสูทสั่งตัดเนี้ยบกริบ ยืนยิ้มท่ามกลางความสำเร็จของโปรเจกต์ระดับพันล้านที่เขาสร้างขึ้นมาบนหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อที่รวิเคยร่วมบุกเบิก ข่าวสารจากเมืองหลวงที่ไหลบ่าเข้ามากระทบสายตาในเช้าวันนี้ มันไม่ได้ทำร้ายร่างกาย แต่กลับกัดกินความรู้สึกมั่นคงที่เขาสะสมมาตลอดหลายเดือนจนสั่นคลอน “ฉันแค่... อยากพัก” รวิเอ่ยขึ้นเบาๆ เสียงของเขาสั่นพร่าเล็กน้อย “พัก? หรือหนี?” ธันวาหัวเราะหึในลำคอ “ข่าวนี้คงทำให้เพื่อนร่วมงานเก่าๆ ของนายขำกันตายเลยสินะ ที่อดีตผู้บริหารระดับมือทองต้องไปใช้ชีวิตเป็นเกษตรกรในหมู่บ้านห่างไกล นายไม่ได้กำลังหลุดพ้นหรอกรวิ นายแค่กำลังถูกสังคมทอดทิ้ง และนายก็กำลังกลัวความรู้สึกนั้นอยู่ใช่ไหมล่ะ?” สัญญาณถูกตัดไปแล้ว แต่ถ้อยคำเหล่านั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของรวิราวกับเสียงสะท้อนในถ้ำ รวิละสายตาจากโทรศัพท์ มองไปรอบๆ ร้านขายของชำของยายแสง กลิ่นอายของแป้งข้าวเจ้า กลิ่นธูปจางๆ และเสียงพัดลมเพดานที่หมุนเอื่อยๆ ดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งที่น่าอึดอัดขึ้นมาทันที เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นปลาที่ว่ายทวนน้ำมาไกลจนหมดแรง แต่แทนที่จะได้พักในแอ่งน้ำนิ่ง กลับพบว่ากระแสน้ำจากเบื้องบนยังคงซัดสาดลงมา ข่มขวัญให้เขารู้สึกไร้ค่า และความรู้สึกว่าตนเอง ‘ต่ำต้อย’ เริ่มเกาะกินหัวใจ “ในใจนั่น... มันมีพายุอยู่หรือไง พ่อคนเก่ง” เสียงของยายแสงดังขึ้นเหนือศีรษะ รวิเงยหน้ามอง หญิงชราไม่ได้ดูรุกเร้า แต่นางยืนเช็ดขวดโหลแก้วใบเก่าด้วยผ้าสะอาดอย่างใจเย็น ดวงตาของนางยังคงความนิ่งลึกราวกับผิวน้ำที่ไร้กระแสคลื่น “ยายครับ... ผมกำลังรู้สึกว่าที่ผมทำอยู่ตอนนี้มันไม่มีความหมาย” รวิยอมรับออกมาในที่สุด มือที่กุมแก้วน้ำชาสั่นเล็กน้อย “คนข้างหลังเขาเดินไปไกลมากแล้ว ส่วนผม... ผมกลับรู้สึกเหมือนหยุดนิ่ง และการหยุดนิ่งท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วขนาดนั้น มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นคนไร้ค่า” ยายแสงวางขวดโหลลง นางเดินอ้อมเคาน์เตอร์มาช้าๆ ก่อนจะหยิบเอาถ้วยกระเบื้องใบที่บิ่นตรงขอบขึ้นมาวางต่อหน้ารวิ “ลองดูถ้วยใบนี้สิ รวิ นายเห็นอะไร?” “มันบิ่นครับ... ใช้งานไม่ได้ดีเท่าถ้วยใบใหม่” “ผิดแล้ว” ยายแสงยิ้มที่มุมปาก “มันใช้งานได้ดีเท่าเดิมนั่นแหละ เพียงแต่มันไม่ได้ดูสมบูรณ์แบบในสายตาคนที่ชอบสะสมของใหม่ โลกภายนอกนั่นเขาก็เหมือนคนพวกนั้น เขาตัดสินค่าของคนจากขอบถ้วยที่ไม่บิ่น แต่เขาไม่เคยชิมรสชาติของน้ำชาที่อยู่ในนี้เลย ว่ามันจะหอมหวานแค่ไหน” รวิเงียบไป เขาพยายามสูดลมหายใจลึก แต่ความทรงจำในอดีต—ความกดดันจากครอบครัว ความคาดหวังจากเพื่อนร่วมงาน—กลับถาโถมเข้ามาอีกครั้ง เขาเคยเป็นคนที่อยู่จุดสูงสุด เป็นคนที่ถูกเรียกหา เป็นคนที่ ‘มีค่า’ ในสายตาคนอื่นมาโดยตลอด แต่เมื่อความเงียบสงบเข้ามาแทนที่ ความเงียบนั้นกลับกลายเป็นความว่างเปล่าที่แผดเผาจนเขาเริ่มไม่มั่นใจ “ถ้าวันนี้ผมต้องกลับไป... เพียงเพื่อจะพิสูจน์ว่าผมยังมีค่า ยายคิดว่าผมจะมีความสุขไหมครับ?” รวิถาม พลางจ้องมองไปที่รอยบิ่นบนขอบถ้วย “สุขหรือไม่ อยู่ที่ว่านายอยากจะดื่มชาเพื่อดับกระหาย หรืออยากจะดื่มชาเพื่อโชว์ให้คนอื่นดูว่าถ้วยของนายสวยแค่ไหน” ยายแสงวางมือที่เหี่ยวย่นลงบนไหล่ของรวิ “แต่จงจำไว้... กระแสสังคมมันก็เหมือนน้ำป่า มันพัดพาทุกอย่างที่ขวางหน้าไปได้ แต่มันไม่มีวันพัดพา ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของนายไปได้... เว้นแต่นายจะยอมให้มันพัดไปเอง” คำพูดของยายแสงเปรียบเสมือนหินที่ทิ้งลงในบ่อน้ำนิ่ง ความคิดของรวิเริ่มตกตะกอน เขาเริ่มเห็นความย้อนแย้งในตนเอง เขาไม่ได้โหยหาความสำเร็จเหล่านั้นจริงๆ แต่เขากำลังกลัวการถูกลืม กลัวการเป็น ‘คนนอกสายตา’ ในโลกที่เขาเคยเป็นศูนย์กลาง ขณะที่ความลังเลกำลังฉุดรั้งใจ รวิก็นึกถึงรูปถ่ายใบหนึ่งที่เขาเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ ภาพของตัวเขาเองในวันที่สูญเสียทุกอย่างเพื่อจะรักษาความถูกต้องเอาไว้ แต่ในตอนนั้นเขากลับรู้สึกว่างเปล่ามากกว่าตอนนี้เสียอีก เขาถอนหายใจออกมาอย่างยาวเหยียด รู้สึกถึงความเบาบางที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอก ทว่า ในขณะที่รวิกำลังจะเอ่ยคำตอบเพื่อยืนยันจุดยืนของตนเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางหน้าร้าน เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นไม้จนเกิดเสียงดังผิดปกติในความเงียบสงบของหมู่บ้าน รวิหันไปมอง และเขาก็ต้องชะงักงัน ชายในชุดสูทสีเทาเข้ม—คนที่เขาไม่คิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่—ก้าวเข้ามาในร้านขายของชำเล็กๆ แห่งนี้ รอยยิ้มที่มุมปากของชายคนนั้นดูเยือกเย็นและคาดเดาไม่ได้ “ธันวา?” รวิพึมพำด้วยความตกใจ “ไม่ต้องทำหน้าแปลกใจขนาดนั้น รวิ” ธันวาเอ่ยพลางกวาดสายตามองไปรอบร้านด้วยท่าทางรังเกียจ ก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาวางบนโต๊ะไม้ “ที่ฉันมาวันนี้ เพราะฉันมีเรื่องที่ ‘ไม่มีใคร’ ในบริษัทกล้าบอกนาย... เรื่องที่เปลี่ยนความว่างเปล่าของนาย ให้กลายเป็นหายนะในวันพรุ่งนี้” รวิมองซองเอกสารนั้น หัวใจเต้นรัวด้วยความกังวลที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุด ไม่ใช่เพราะคำขู่ของธันวา แต่เพราะเขาสังเกตเห็นตราประทับสีแดงบนซองเอกสารที่เขาจำได้ดีว่ามันหมายถึงอะไร เขากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบ แต่นิ้วของธันวากลับกดซองนั้นไว้แน่น พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบที่สุดเท่าที่รวิเคยได้ยินมา “อยากรู้ไหมว่าทำไม... ทำไมที่ผ่านมา นายถึงพยายามหนีมาให้ไกลแค่ไหน ก็ยังถูกดึงกลับไปเสมอ” ความสงสัยที่อัดแน่นมาตลอดชีวิตเริ่มคลี่คลายพร้อมกับความกลัวที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุด ขณะที่เงาของธันวาเริ่มทอดยาวทับลงบนตัวของรวิ เหมือนกับว่าเส้นทางสู่ความว่างเปล่าที่เขากำลังก้าวเดิน... กำลังถูกปิดตายลงอย่างสมบูรณ์ ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบรรทัดเหล่านี้ไปกับต้นไม้ริมระเบียงนะคะ
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาไม้ใต้แสงจันทร์: เส้นทางสู่ความว่างเปล่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%