คราบหมึกสีชาดบนกระดาษสาเนื้อดีถูกบรรจงจรดลงด้วยปลายพู่กันขนกระรอกอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง รวิศทอดสายตามองตัวอักษรแต่ละตัวที่เรียงร้อยขึ้นอย่างประณีต ข้อความในจดหมายฉบับนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยถ้อยคำขู่เข็ญหรือการประกาศสงครามโดยตรง หากแต่เป็นเพียง "ร่องรอย" อันแนบเนียนที่จงใจให้ร่วงหล่น ณ จุดอับสายตาของเรือนรับรองฝ่ายใต้—พิกัดที่กลุ่มพันธมิตรของอัครเดชใช้เป็นที่ประชุมลับ
"ความระแวง... คือพิษร้ายที่ออกฤทธิ์ช้าที่สุด แต่กัดกินลึกถึงขั้วหัวใจยิ่งกว่าคมดาบใดๆ ในใต้หล้า"
รวิศรำพึงกับความว่างเปล่าเบื้องหน้า ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคู่คมลẫกษณะดั่งเหยี่ยวราตรีสะท้อนแสงตะเกียงวับแวม เขากำลังเล่นเกมหมากรุกที่เดิมพันด้วยลมหายใจและเกียรติยศของตระกูลที่ถูกเหยียบยยี่ ในเมื่ออัครเดชเลือกใช้มิตรภาพลวงตาเป็นเกราะกำบัง การที่เขาจะหยิบยื่น "ความหวาดระแวง" ไปเป็นของขวัญตอบแทน จึงนับว่าสมน้ำสมเนื้อยิ่งนัก
สายลมยามราตรีพัดผ่านระเบียงไม้สักทองหอมกรุ่นกลิ่นกำยานจันทร์สว่าง ไอน้ำจากกาชาดินเผาเคลือบมุกส่งกลิ่นหอมกรุ่นของชาไปรท์ลอยอวลในห้องทรงอักษร รวิศส่งจดหมายฉบับนั้นให้แก่เงาร่างหนึ่งที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
"จัดการตามแผน... ทำให้มั่นใจว่าจดหมายฉบับนี้จะตกอยู่ในมือของ ‘คุณชายรองตระกูลพงศ์พิสุทธิ์’ ในยามที่เขากำลังนั่งดื่มสุรากับสหายสนิทของอัครเดชพอดี" รวิศเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทรงอำนาจจนผู้รับคำสั่งต้องก้มศีลงحจนชิดพื้น
"รับด้วยเกล้าขอรับ... นายท่าน" เงาร่างนั้นหายวับไปกับความมืดดุจภูตพราย ทิ้งไว้เพียงระลอกคลื่นแห่งความตึงเครียดที่แผ่ซ่านไปทั่วบรรยากาศ
ตัดภาพมา ณ โถงทางเดินปีกตะวันตกของจวนอัครเดช แสงคบเพลิงวับแวมสาดส่องกระทบผ้าม่านไหมปักลายเบญจมาศสีทอง บรรยากาศยามดึกสงัดเช่นนี้มักเป็นเวลาที่ความลับถูกเปิดเผย หรือไม่ก็ถูกฝังกลบให้ลึกยิ่งขึ้น
กริชทองคำประดับทับيمที่เหน็บอยู่ข้างเอวของอัครเดชส่งเสียงกระทบกับหัวเข็มขัดเบาๆ ยามที่เขาก้าวเดินอย่างมั่นคง แต่ในยามนี้ ฝ่ายที่เคยถือไพ่เหนือกว่ากลับมีรอยย่นระหว่างคิ้วที่ลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข่าวลือที่แพร่สะพัดในหมู่พันธมิตรเมื่อช่วงบ่ายเริ่มกัดกินความเชื่อใจที่พวกเขาสสั่งสมมาหลายปี
*“ได้ยินมาว่า... เสบียงทองคำล็อตสุดท้ายไม่ได้ถูกส่งไปยังชายแดนตามที่ตกลงกันไว้ แต่ถูกซุกซ่อนไว้ที่คลังสินค้าส่วนตัวของนายท่านอัครเดชผู้เดียว...”*
เสียงกระซิบนั้นยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของอัครเดช แม้จะเป็นเพียงข่าวลือลมๆ แล้งๆ ไร้หลักฐาน แต่ในหมู่คนโฉดที่มารวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์ ความระแวงคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกอย่างให้เป็นจุลได้ด้วยประกายไฟเพียงนิดเดียว
อัครเดชหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องประชุมลับ มือหนาเอื้อมไปหมายจะผลักบานประตูไม้แกะสลัก ทว่าฝ่ามือของเขากลับชะงักค้างกลางอากาศ เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากด้านใน
"...พวกเราโง่เขลามาตลอดหรือเปล่า? ที่ผ่านมาเราเป็นเพียงเบี้ยให้เขาใช้ประโยชน์เพื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจเบ็ดเสร็จ ส่วนผลประโยชน์ทั้งหมด... เขากลับเก็บไว้คนเดียว" น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความแค้นเคืองของสหายร่วมอุดมการณ์คนสนิท ดังลอดออกมา
อัครเดชขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาคู่คมดุจสุนัขป่าหิวกระหายฉายแววอำมหิตขึ้นวูบหนึ่ง เขาไม่ได้ระaiว่าพวกมันจะคิดทรยศ แต่สิ่งที่ทำให้เขาเดือดดาลที่สุดคือ "ใคร" เป็นคนปล่อยข่าวลือนี้ออกไป? ใครกันที่ฉลาดพอจะมองทะลุรอยร้าวเล็กๆ ในกลุ่มพันธมิตรของเขา แล้วหยิบลิ่มทองคำตอกลงไปให้มันปริแตกออกอย่างไร้รอยต่อ
ในขณะที่อัครเดชกำลังจะพังประตูเข้าไปเผชิญหน้ากับความจริง เสียงฝีเท้าฝีหนืดย่างก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหลังเขา พร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ชวนให้สันหลังวาบหวิว
"ยามวิกาลเช่นนี้... ท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ยังต้องมาแอบฟังเสียงกระซิบของสหายรักเชียวหรือเจ้าคะ?"
น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มทว่าแฝงด้วยคมมีดบาดลึกดังขึ้น อัครเดชสะดุ้งเฮือก รีบหันขวับกลับไปมอง ท่ามกลางเงาไม้ไหววายตามแรงลมปรากฏร่างระหงของสตรีในชุดผ้าแพรสีนิลสนิท นางสวมหมวกคลุมหน้าบางเบาที่ปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับพราวระยับด้วยความเย้ยหยันที่ไม่อาจปิด
อัครเดชหรี่ตาลงอย่างระแวดระวัง มือข้างหนึ่งแตะอยู่ที่ด้ามกริชพร้อมชักออกได้ทุกเมื่อ "เจ้าเป็นใคร? กล้าดียังไงถึงเข้ามาในเขตวงนอกของจวนข้าโดยไม่มีใครทักท้วง!"
สตรีปริศนาก้าวเข้ามาใกล้แสงคบเพลิงอีกนิด นางเอื้อมมือเรียวขาวดุจหยกสลักไปหยิบจดหมายพับปิดผนึกด้วยครั่งรูปตราประทับตระกูลรวิศขึ้นมาถือไว้ในมือ ก่อนจะยื่นส่งให้อัครเดชช้าๆ
"ข้าไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นผู้ที่จะมาเตือนท่านว่า หมากกระดานนี้... ท่านเดินพลาดไปก้าวหนึ่งแล้ว" นางกระซิบเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงถอนหายใจของภูตผี "และยิ่งไปกว่านั้น... สิ่งที่ท่านกำลังตามหาเพื่อแลกกับการรอดชีวิตในคืนนี้ ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมนั้น..."
นางเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบงันบีบคั้นหัวใจของยอดขุนนางผู้เย่อหยิ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคมรณะที่ทำให้อัครเดชต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก
"...แต่มันอยู่ในถ้วยชาที่ท่านเพิ่งจะดื่มหมดไปเมื่อหนึ่งเค่อก่อนหน้านี้ต่างหากล่ะเพคะ"
อัครเดชหน้าถอดสีทันที ร่างกายชาวาบตั้งแต่ปลายนิ้วเท้าจรดศีรษะ ความเจ็บแปลบที่แล่นพล่านขึ้นมาจากช่องท้องทำให้เขาต้องทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นโถงทางเดินอย่างหมดท่า ขณะที่ดวงตาคู่คมเบิกค้างมองสตรีตรงหน้าที่ค่อยๆ หมุนตัวเดินจากไปท่ามกลางความมืดมิดของราตรี... ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะใสราวกระดิ่งเงินที่ก้องกังวานบาดลึกในโสตประสาทของเขาอย่างไม่มีวันลืมเลือน
มนตรากรรมสะท้อนขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงห้วงเวลาอันระทึกใจนี้ด้วยกันนะคะ
หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 17
เสียงกระซิบในโถงทางเดิน
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!