กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมราคาแพงระเหยวนอยู่ในห้องรับรองส่วนตัวของจวนสกุลฉัตร ทว่ากลับมิได้ช่วยให้บรรยากาศภายในอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเงียบงันที่ปกคลุมอยู่กลับหนาแน่นเสียจนคล้ายกับมวลน้ำแข็งที่แช่ค้างอยู่ในอกเสื้อ
รวิศนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้สลักลายวิจิตร สองมือเรียวดุจหยกขาวประสานกันอย่างหลวมๆ บนตัก อาภรณ์ไหมสีนิลสนิทปักดิ้นเงินลายเมฆาล้อมพยัคฆ์ขับเน้นให้ร่างสูงโปร่งดูสง่างามเยือกเย็นดั่งรูปสลักหินอ่อน ดวงตาคมกริบดั่งคมมีดซ่อนเร้นภายใต้แพขนตางอนงามทอดมองไปยังร่างของ 'คุณอเนก' ขุนนางอาวุโสผู้เคยถือหางและให้การสนับสนุนอัครเดชมาโดยตลอด ซึ่งบัดนี้กำลังนั่งตัวเกร็งอยู่บนเกาะพนักสูงด้วยความกระสับกระส่าย
"เจ้า... เจ้าส่งเทียบเชิญข้ามาถึงเรือน ด้วยเหตุอันใดกันรวิศ" เสียงของขุนนางเฒ่าสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยทำลายความเงียบ สองมือเหี่ยวย่นตามวัยยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า ทว่าหยาดน้ำชาในถ้วยกลับกระฉलकตามแรงสั่นของปลายนิ้ว
รวิศยังคงไม่เอ่ยคำใดในทันที เขารินชาจากกาน้ำเคลือบหยกสีเขียวมรกตลงในถ้วยใบตรงข้ามอย่างเชื่องช้า ละเมียดละไมราวกับกำลังบรรจงวางหินตาสุดท้ายบนกระดานล้อมโลก กลิ่นหอมกรุ่นของใบชาชั้นดีลอยกรุ่นขึ้นมาตัดกับบรรยากาศอันตึงเครียดรอบตัว
"ข้าเพียงแต่คิดว่า... ถึงเวลาที่เราควรสะสางบัญชีเก่าให้กระจ่างแจ้งเสียทีค่ะ ท่านอเนก"
น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเยียบเย็นจนน่าขนลุกเอ่ยขึ้น รวิศเลื่อนถ้วยชาไปเบื้องหน้าอีกฝ่ายอย่างสุภาพ ทว่ากิริยานั้นกลับทรงพลังกดดันเสียยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่น
อเนกกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาหัวเราะแห้งๆ ออกมากลบเกลื่อนความหวาดกลัวที่เกาะกุมขั้วหัวใจ "บัญชีเก่าอันใดกัน... ข้ากับเจ้าต่างก็เป็นข้าราชสำนัก... เคยร่วมงานกันมาบ้างตามวาระ จะมีบัญชีอันใดให้ต้องสะสางเล่า"
"ร่วมงาน?" รวิศทวนคำด้วยรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา คู่นัยน์ตาคู่สวยฉายแววเย้ยหยันวับวาม "ท่านลืมไปแล้วกระมัง ว่าเมื่อสามปีก่อน ใครกันที่เป็นผู้ลงนามอนุมัติเบิกเสบียงคลังหลวงให้กองทัพของอัครเดช จนทำให้ตระกูลของข้าต้องกลายเป็นแพะรับบาปในข้อหากบฏ และถูกประหารล้างตระกูลจนเหลือเพียงข้าคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของอเนก สีหน้าของขุนนางเฒ่าซีดเผือดลงจนแทบไร้สีเลือด เขารีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "นั่น... นั่นเป็นราชโองการลับจากเบื้องบน! ข้าเป็นเพียงขุนนางผู้น้อย มิอาจขัดขืนพระราชประสงค์ได้ เจ้าอย่าได้กล่าวหาลอยๆ นะ..."
"พระราชประสงค์หรือ?" รวิศแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นเฉียบคมดุจใบมีดโกนที่กรีดลงบนเนื้อสดๆ "ท่านอเนก... อย่าได้เอาข้ออ้างเรื่องเบื้องบนมาฟอกตัวให้แปดเปื้อนน้อยลงเลยค่ะ แผ่นดินนี้ใครถือหาง ใครรับสินบนจากตึกรามบ้านช่องของอัครเดช ข้าตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของท่านจนละเอียดยิบทุกบรรทัดแล้ว ทองคำแท่งแปดสิบหีบที่ถูกขนย้ายเข้าทางประตูหลังเมื่อคืนเดือนหงายก่อน... คงไม่ใช่เบี้ยหวัดพระราชทานกระมังคะ?"
ร่างของอเนกสะท้านเฮือก ดวงเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ความลับที่คิดว่าปิดตายไว้ในห้องมืด กลับถูกสตรีผู้นี้ขุดคุ้ยขึ้นมาวางแผ่ไว้บนโต๊ะราวกับเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ
"เจ้า... เจ้ามันปีศาจชัดๆ!" อเนกคำรามลอดไรฟันด้วยความโกรธแค้นผสมความกลัว เขาตบโต๊ะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "คิดจะมาข่มขู่ข้าหรืออย่างไร อย่าลืมนะว่าข้ายังมีสายสัมพันธ์กับขุนนางในวังหลวงอีกมาก ขืนเจ้าทำอะไรข้า คนพวกนั้นไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!"
รวิศมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เขายังคงนั่งเอกเขนกพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้วฉากหนึ่ง ปลายนิ้วเรียวเคาะเบาๆ ลงบนขอบโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า
"สายสัมพันธ์อันใดหรือคะ... หมายถึงเสนาบดีกรมสรรพากรผู้กำลังถูกไต่สวนเรื่องการทุจริตเมื่อเช้านี้ หรือว่าแม่ทัพประจิมผู้เพิ่งถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อยามอัสดง?"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนหมัดน็อกที่ซัดเข้าปลายคางของอเนกจนเซถอยหลัง ขุนนางเฒ่าทรุดตัวลงนั่งแปะกับเก้าอี้ตามเดิม ดวงตาเบิกโพลงด้วยความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด เมื่อตระหนักได้ว่าเครือข่ายอำนาจที่เขาพึ่งพิงมาตลอดชีวิต ถูกรวิศถอนรากถอนโคนจนราบคาบภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน
"เจ้า... เจ้าทำลายพวกเขาทั้งหมด..." อเนกพึมพำด้วยริมฝีปากสั่นเทา
"ข้าเพียงแต่ทวงคืนความยุติธรรม... และตัดกิ่งก้านสาขาที่คอยค้ำจุนต้นไม้พิษอย่างอัครเดชออกทีละกิ่งก็เท่านั้น" รวิศลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์สีนิลสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงสำริดดูราวกับพญายมที่ก้าวออกมาจากขุมนรก ความสูงส่งและเด็ดเดี่ยวแผ่ซ่านกดดันจนอเนกแทบหายใจไม่ออก
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป..." รวิศก้มลงกระซิบข้างหูของขุนนางเฒ่า น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของมัจจุราช "เส้นสาย ผลประโยชน์ และการสนับสนุนใดๆ ที่ท่านเคยมีต่ออัครเดช จะถูกตัดขาดสะบั้นลงอย่างไม่มีวันหวนคืน... มิตรภาพจอมปลอมที่ท่านใช้เหยียบย่ำซากศพตระกูลรวิศ ได้เวลาชดใช้ด้วยความโดดเดี่ยวจนวินาทีสุดท้ายของชีวิตแล้วค่ะ"
อเนกทรรุดฮวบลงกราบแทบเท้าด้วยความหวาดกลัว ร้องคร่ำครวญขอความปราณี "รวิศ... ไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าแก่แล้ว ข้าสัญญาว่าจะหนีไปให้พ้นจากเมืองหลวง จะไม่กลับมาขวางทางพวกท่านอีก..."
รวิศก้มมองร่างที่สั่นเทานั้นด้วยสายตาไร้ความรู้สึก ดุจดั่งมองมดปลวกตัวหนึ่ง เขาถอยหลังออกมาก้าวหนึ่ง ปัดชายเสื้อให้เรียบร้อย ราวกับรังเกียจที่จะให้เศษฝุ่นจากร่างนั้นมาแปดเปื้อน
"ความปราณี... ท่านเก็บไว้ไปใช้ในปรโลกเถอะค่ะ"
รวิศสะบัดหน้าหันหลังให้ พร้อมกับส่งสัญญาณมือให้องครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่มุมมืดก้าวเข้ามาควบคุมตัวขุนนางเฒ่าออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความอ้างว้างที่โรยตัวลงมาแทนที่
ทว่า ในขณะที่รวิศกำลังจะก้าวเดินออกจากห้องรับรองเพื่อไปตรวจดูหมากกระดานต่อไป เสียงฝีเท้าฝีนหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตู ประตูไม้สักถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหันโดยไม่รออนุญาต
ร่างสูงใหญ่ของบุรุษในชุดเกราะทหารสีเงินยวงก้าวเข้ามาหยุดยืนขวางทางไว้ ดวงตาคมกราบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นจ้องมองรวิศด้วยประกายระยับที่อ่านไม่ออก มุมปากหยักลึกยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มอันตรายที่รวิศคุ้นเคยดี
"ตัดสะบั้นสายใยของคนอื่นเสียจนหมดสิ้นแล้ว..." อัครเดชเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันระคนทึ่ง "แล้วสายใยระหว่างเจ้ากับข้า... เล่า รวิศ... เจ้าคิดจะตัดมันด้วยวิธีไหนกัน?"
หัวใจของรวิศกระตุกวูบไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาคู่นั้น... เขากลับมาเร็วกว่าที่คำนวณไว้ถึงสามวันเต็ม!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและความแค้นครั้งนี้ไปด้วยกันนะคะ
หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 20
สายใยที่ขาดสะบั้น
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!