หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 22

แผนที่ซ้อนแผน

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นหอมกรุ่นของชาไป๋ฮ่าวอYínzhēnลอยอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่าความอบอุ่นของมันกลับมิอาจละลายน้ำแข็งที่เกาะกุมอยู่ก้นบึ้งนัยน์ตาของอัครเดชได้แม้แต่น้อย "เจ้าเปลี่ยนไปมาก... รวิศ" น้ำเสียงนั้นนุ่มนวล ราวกับเสียงกระซิบของมิตรแท้ผู้ห่วงใย หากแต่แววตาที่จ้องมองมากลับคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ภายใต้แพรไหม อัครเดชไม่เพียงแต่สงสัย เขากำลังหวาดระแวง... ความทรงจำเกี่ยวกับรวิศผู้เคยซื่อตรงและโง่งลาวในอดีต ได้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงบุรุษผู้เยือกเย็น นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนภาพความตายที่เขาเองก็เกือบมองไม่เห็นเมื่อครู่ รวิศคลี่ยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา เรียถอนหายใจแผ่วเบาพร้อมกับยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ราวกับสถานการณ์รอบกายหาใช่สมรภูมิเชือดเฉือนไม่ "คนเราย่อมต้องเติบโตขึ้นเมื่อผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง มิใช่หรือท่านอัครเดช" รวิศกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับหนักแน่นราวกับค้อนที่ตอกลงบนลิ่มน้ำแข็ง "ความตายสอนให้ข้ารู้ว่า... มิตรภาพที่แท้จริงหน้าตาเป็นเช่นไร และสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์มักมีจุดจบอย่างไร" บรรยากาศภายในห้องหนังสือเงียบงันลงทันที เสียงสะท้อนของคำพูดนั้นบาดลึกจนอัครเดชต้องขบกรามแน่น กล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกรของอีกฝ่ายนูนเด่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความตื่นตระหนกที่ฉายวาบในดวงตาเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเหี้ยมเกรียมในชั่วพริบตา อัครเดชหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่กลั้วอยู่ในลำคอ ไร้ซึ่งความขบขัน "เจ้ากล้าหาญขึ้นมาก... หรือว่าเจ้าคิดว่าการกลับมาครั้งนี้ จะทำให้เจ้าพลิกกระดานหมากที่พังทลายไปแล้วได้จริงๆ?" "กระดานยังไม่จบ เกมยังไม่แพ้ ไฉนท่านจึงรีบสรุปผลเล่าคะ" รวิศใช้คำพูดที่สุภาพทว่าจิกกัดลึกซึ้ง ดวงตาคู่คมจ้องมองกลับไปอย่างไม่ลดละ "หมากทุกตัวบนกระดานนี้ มีหน้าที่ของมัน... บางตัวอาจคิดว่าเป็นผู้เล่น ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นเพียงเบี้ยที่รอเวลาถูกกินก็เท่านั้น" คำพูดนั้นพุ่งเป้าไปที่อัครเดชอย่างจัง รอยยิ้มบนใบหน้าของเสนาบดีหนุ่มผู้กุมอำนาจดับวูบลง อัครเดชตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า รวิศในเวลานี้ไม่ใช่เหยื่อที่เขาสามารถบดขยี้ได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป ชายผู้นี้ล่วงรู้ความลับดำมืดทุกอย่าง ร่วงรู้กลลวงที่เขาเคยใช้ทำลายตระกูลของรวิศ และที่สำคัญที่สุด... เขากำลังเดินเกมรุกเข้าประชิดคอหอยของตนทีละน้อย "บังaน!" อัครเดชตบโต๊ะไม้จันทน์หอมเสียงดังสนั่น แจกันกระเบื้องเคลือบสั่นสะเทือน "เจ้าคิดว่าด้วยตัวคนเดียว จะต่อกรกับอำนาจที่ข้าสร้างขึ้นมากับมือได้หรือ? อำนาจที่แม้แต่ราชสำนักยังต้องเกรงกลัว!" รวิศไม่สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ราวกับเสียงตบโต๊ะเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงใบไม้ร่วงหล่น รวิศโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาคมกราบกวาดมองอัครเดชด้วยความเวทนาที่ปิดไม่มิด "อำนาจที่สร้างขึ้นบนซากศพและความโลภ จะยั่งยืนสัก100ปีเชียวหรือคะ ท่านอัครเดช" รวิศเอ่ยเสียงกระซิบ ทว่าก้องกังวานในโสตประสาทของอีกฝ่าย "ท่านลืมไปแล้วหรือว่า... สิ่งที่ท่านแย่งชิงมาจากตระกูลของข้า แท้จริงแล้วมันมีคำสาปซ่อนอยู่" คำว่า 'คำสาป' ทำให้ลมหายใจของอัครเดชสะดุดไปชั่วขณะ แม้เขาจะไม่เชื่อเรื่องงมงาย แต่ความผิดบาปที่ซุกซ่อนอยู่ในใจและการล่มสลายอย่างเป็นปริศนาของพยานปากเอกหลายคนก่อนหน้านี้ ก็ทำให้เขารู้สึกเย็นยะเยือกที่สันหลังอย่างประหลาด อัครเดชสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติกลับคืนมา แววตาที่มองรวิศเปลี่ยนเป็นความอำมหิตอย่างถึงที่สุด ในเมื่อเจรจากันไม่รู้เรื่อง และอีกฝ่ายกลายเป็นภัยคุกคามที่ปล่อยไว้ไม่ได้ หนทางเดียวคือการกำจัดทิ้งเสียตั้งแต่ตอนนี้ "ในเมื่อเจ้าเลือกเส้นทางนี้เอง... ก็อย่าหาว่าข้าไร้ไมตรีจิตเลย รวิศ" อัครเดชกล่าวเสียงเย็นเยียบ พร้อมกับยกมือขึ้นตบเบาๆ สามครั้ง *แปะ แปะ แปะ* สิ้นเสียงสัญญาณ ประตูห้องหนังสือก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง เงาร่างสีดำนับสิบพุ่งทะยานเข้ามาภายในห้องอย่างรวดเร็วดุจพายุหมุน พวกมันคือมือสังหารเงาโลหิต หน่วยสังหารลับที่ขึ้นตรงต่ออัครเดช ทุกคนสวมชุดดำสนิท ใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าแพรสีนك มีเพียงดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น ประกายคมดาบในมือสะท้อนกับแสงเทียนวับแวม บรรยากาศภายในห้องถูกกดทับจนแทบหายใจไม่ออก รวิศยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างชัดเจน เขาไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ราวกับคาดการณ์เหตุการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว "คิดจะใช้กำลังแก้ปัญหาเมื่อจนมุมสินะคะ... สมเป็นท่านอัครเดชจริงๆ" รวิศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความเย้ยหยัน "น่าเสียดาย..." "จัดการมัน! อย่าให้เหลือแม้แต่ซาก!" อัครเดชออกคำสั่งเสียงกร้าว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว มือสังหารพุ่งเข้าหารวิศพร้อมกันในพริบตา คมดาบนับสิบเล่มพุ่งตรงมายังจุดตายของบุรุษผู้นั่งอยู่เบื้องหน้า ทว่า... ก่อนที่คมดาบจะถึงตัวรวิศ เพียงเสี้ยววินาทีนั้นเอง! *ฉับ!* เสียงโลหิตสาดกระเซ็นก้องกังวานไปทั่วห้องหนังสือ แต่มันไม่ใช่เลือดของรวิศ! มือสังหารแถวหน้าสุดล้มฟุกลงกับพื้นทันที พร้อมกับร่างของเงาสะท้อนปริศนาที่ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้ารวิศอย่างรวดเร็วดุจภูตผี อัครเดชเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถลน เมื่อพบว่ามือสังหารฝีมือเยี่ยมของตนถูกปลิดชีพลงอย่างง่ายดายด้วยกระบวนท่าเดียว และผู้ที่ยืนถือกระบี่เปื้อนเลือดอยู่เบื้องหน้ารวิศในเวลานี้... กลับไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นองครักษ์เงาผู้ควรจะถูกเขาซื้อตัวมาไว้ในมือตั้งแต่วันก่อนแล้ว! "เป็นไปไม่ได้..." อัครเดชพึมพำออกมาด้วยเสียงอันสั่นเทา สีหน้าซีดเผือดลงทันทีเมื่อตระหนักว่า เบี้ยที่เขาคิดว่าอยู่ในมือมาตลอด กลับเป็นหมากของรวิศตั้งแต่ต้น รวิศลุกขึ้นยืนช้าๆ จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยด้วยท่าทีสง่างาม ก่อนจะก้าวเดินผ่านศพของมือสังหารเข้าไปใกล้อัครเดชทีละก้าว นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นสะท้อนภาพของอัครเดชผู้กำลังตื่นตระหนกจนมุม "ท่านคิดว่ามีเพียงท่านคนเดียวหรอกหรือคะ... ที่เดินหมากเป็น" รวิศหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าอัครเดช ระยะห่างเพียงแค่เอื้อมมือถึง รวิศโน้มตัวลงกระซิบข้างหูของเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ด้วยน้ำเสียงที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกราวกับตกลงไปในขุมนรกโลกันตร์ "เกมกระดานนี้... ข้าเป็นคนเริ่ม และข้า... จะเป็นผู้กำหนดว่าใครคือผู้รอดชีวิต และใคร... ที่ต้องชดใช้ด้วยชีวิต" สิ้นคำพูดนั้น รวิศก็สะบัดแขนเสื้อหันหลังกลับ พร้อมกับที่ประตูห้องหนังสือถูกเปิดออกอีกครั้งโดยบุคคลที่ไม่คาดฝัน... บุคคลที่จะเข้ามาปิดฉากความพินาศของอัครเดชในค่ำคืนนี้อย่างสมบูรณ์แบบ! --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลเกมอันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%