กลิ่นหอมบางเบาของกำยานไม้กฤษณาอบอวลเคล้าคลออยู่กับความเงียบงันภายในห้องรับรองชั้นในของจวนสกุลชิน
รวิศ ในอาภรณ์ผ้าแพรต่วนสีนิลสนิทปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินสะท้อนประกายวับแวมยามต้องแสงเทียน ทรวดทรงระหงภายใต้ชุดบุรุษสูงศักดิ์ดูสง่างามทว่าเยือกเย็นดุจภูเขาน้ำแข็ง ปลายนิ้วเรียวขาวดั่งหยกสลักกำลังประคองถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ไว้อย่างทะนุถนอม ทว่าดวงตากลับจับจ้องร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้มีอำนาจล้นมือในราชสำนักฝั่งตะวันตก ซึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างพินิจพิเคราะห์แผ่นกระดานหมากรุกไม้จันทน์หอมตรงหน้าด้วยแววตากรุ่นระอุ
"ฝีมือการเดินหมากของท่าน... ช่างคมคายและไร้ความปราณีเสียจริง รวิศ"
เสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้ยหยันดังขึ้นจาก 'ท่านอ๋องฉีหลิน' ผู้กุมบังเหียนหน่วยองครักษ์เสื้อแพรและกองกำลังทหารกึ่งหนึ่งของเมืองหลวง บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเด็ดขาดอำมหิตและยากจะต่อรองด้วยที่สุด ทว่ายามนี้เขากลับยอมเปิดประตูต้อนรับสตรีที่ปลอมตัวเป็นบุรุษเข้ามาในยามวิกาลเช่นนี้
รวิศมิได้สะทกสะท้านต่อวาจาทดสอบนั้น นางคลี่ยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา คล้ายบุปผางามพิษที่แย้มกลีบในคืนเดือนมืด
"ความปราณีเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับผู้ที่กำลังจะพ่ายแพ้เพคะ... อภัยด้วย ข้าหมายถึง สำหรับผู้ที่มองไม่เห็นกระดานภาพรวมต่างหากเล่า ท่านอ๋อง" นํ้าเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราคมมีดกรีดลงกลางใจผู้ฟัง
ฉีหลินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์กวาดมองสำรวจใบหน้าเนียนละเอียดที่เรียบเฉยราวกระจกเงาของอีกฝ่าย เขาจำได้ดีว่าในงานเลี้ยงรับรองปีก่อน ขุนนางหนอนหนังสือผู้นี้ยังเป็นเพียงบัณฑิตหน้าขาวที่อ่อนต่อโลก ไฉนเลยเวลานี้จึงแปรเปลี่ยนเป็นปีศาจจำแลงที่ก้าวเข้ามาในถ้ำเสืออย่างไม่เกรงกลัวความตายได้เล่า
"เจ้ากล้าดียังไงถึงยื่นข้อเสนอที่แม้แต่เสนาบดีฝ่ายซ้ายยังไม่กล้าเอ่ยปาก... คิดว่ากระดาษแผ่นเดียวที่เจ้าถือมา จะมีค่าพอแลกกับกองกำลังสามหมื่นนายของข้าอย่างนั้นหรือ" ฉีหลินโน้มตัวไปข้างหน้า กลิ่นอายกดดันมหาศาลแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายคล้ายจะหนักอึ้ง
รวิศไม่ถอยร่น นางเพียงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงกระทบกันเบาหูแต่มั่นคง ดวงตาดำขลับสะท้อนเงาเปลวเทียนวับวาว
"กระดาษแผ่นนั้นอาจไม่มีค่าในสายตาของท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่... แต่ถ้ามันเป็นกุญแจสำคัญในการกระชากหน้ากากของ 'อัครเดช' ผู้ที่กำลังเหยียบย่ำอำนาจของพระองค์ลับหลังเล่าเพคะ?"
ชื่อของอัครเดชทำเอาบรรยากาศในห้องพลิกผันเป็นเย็นเยียบในชั่วพริบตา ฉีหลินหรี่ตาลง รังสีสังหารแผ่พุ่งออกจากร่างหนาทันที มิตรภาพจอมปลอมระหว่างอัครเดชกับราชสำนักกำลังเป็นหนามยอกอกเขาอยู่พอดี การที่คนตรงหน้าหยิบยกชื่อนี้ขึ้นมา ย่อมหมายความว่านางรู้จุดอ่อนที่ซ่อนเร้นที่สุด
"เจ้ามีหลักฐานอะไร..." ฉีหลินเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน
รวิศไม่ตอบด้วยวาจา นางเลื่อนหมากสีดำบนกระดานไปปิดตายทางรอดของหมากขาวฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ
"หลักฐานกำลังเดินทางมา... และจะมาถึงมือท่านอ๋องเร็วกว่าที่ท่านคิด"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมเสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากนอกประดู่วังอ๋อง ตามด้วยเสียงรายงานด้วยความตื่นตระหนกขององครักษ์หน้าประตู
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! มี... มีราชvO0การด่วนจากท้องพระโรง... และ... และมีคนส่งหีบปริศนามาหน้าจวนพ่ะย่ะค่ะ!"
ฉีหลินชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เขาสบตากับรวิศที่ยังคงนั่งนิ่งสงบดั่งสายน้ำ ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มขึ้นน้อยๆ อย่างผู้กุมชัยชนะ
"ดูเหมือนว่า... หมากตาแรกที่ข้าเดิน จะเริ่มส่งเสียงร้องแล้วกระมังเพคะท่านอ๋อง"
รวิศเอ่ยพรางยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ท่ามกลางสายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความระแวงและทึ่งในคราเดียวกันของฉีหลิน มือหนายื่นออกไปหมายจะกระชากเปิดหีบปริศนาที่องครักษ์รีบยกเข้ามาวางไว้กลางห้อง ทว่า... ทันทีที่ฝากล่องถูกงัดออก กลิ่นคาวเลือดจางๆ ก็คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกำยาน พร้อมกับศิลาหยกประจำตำแหน่งแม่ทัพตระกูลอัครเดชที่กลิ้งหล้าลงมาหยุดแทบเท้าของท่านอ๋องฉีหลิน!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากตานี้ไปพร้อมกับรวิศนะคะ มนตรากรรมสะท้อนสัญญาว่าจะถ่ายทอดทุกความแค้นให้เข้มข้นถึงใจที่สุดค่ะ
หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 6
ใต้แสงจันทร์ที่ไร้คำสัญญา
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!