หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 4

กลยุทธ์กระดานสาม

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายของกำยานดอกเหมยที่ลอยอวลอยู่ในห้องทรงอักษรส่วนตัว ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเงียบงันที่กดทับลงมาบนบ่าราวกับมีภูเขาทั้งลูกทับถม ทำให้เสียงสะท้อนของลมหายใจแผ่วเบากลับดังชัดเจนยิ่งกว่าเสียงระฆังวัด รวิศตวัดพู่กันขนกระต่ายป่าลงบนแผ่นกระดาษสาเนื้อดีด้วยลีลาที่เยือกเย็นและมั่นคง หมึกสีดำสนิทซึมซาบลงสู่เนื้อกระดาษ ดั่งรอยร้าวแห่งความแค้นที่ฝังลึกลงในโครงสร้างอำนาจของราชสำนัก แผ่นกระดาษเบื้องหน้าคือรายชื่อตระกูลขุนนางเก่าแก่เกือบสิบตระกูล ผู้เคยร่วมสาบานตนใต้ต้นท้อกับบิดาของเขา ก่อนจะแปรพักตร์ไปซุกอยู่ใต้ร่มเงาของอัครเดชในยวันที่ตระกูลรวิศล่มสลาย มิตรภาพจอมปลอมเหล่านั้นถูกถักทอด้วยผลประโยชน์และเศษกระดูกที่อัครเดชหยิบยื่นให้ดั่งเศษอาหารทานเล่นสำหรับสุนัข "ท่านคิดจะใช้ 'หมากเบี้ย' เหล่านี้จริงๆ หรือเจ้าคะ?" เสียงกระซิบแผ่วเบาจากเงื้อมเงาของเสาไม้จันทน์หอมดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏกายของสตรีในชุดอาภรณ์สีนิลสนิท นางคือสายข่าวคนสำคัญผู้กุมความลับครึ่งหนึ่งของวังหลวง ดวงตาคู่นคมองเรียวแหลมดั่งหงส์จับจ้องมองรอยหมึกบนกระดาษด้วยแววตาระคนความระแวง รวิศไม่เงยหน้าขึ้นจากงานตรงหน้า ปลายพู่กันยังคงลากเส้นสายอย่างประณีตราวกับจิตรกรกำลังบรรจงวาดภาพทิวทัศน์ "หมากเบี้ยย่อมมีหน้าที่เดินไปข้างหน้าเพื่อตายแทนขุนพล... แต่ถ้าหมากเบี้ยเหล่านั้นรู้ตัวว่ากำลังถูกเจ้าของกระดานหลอกให้เดินเข้าสู่กองเพลิงเล่า เจ้าคิดว่าพวกมันยังจะภักดีอยู่หรือไม" "อัครเดชระมัดระวังตัวแจ ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ความลับเรื่องการยักยอกคลังเสบียงรั่วไหลไปถึงมือขุนนางกลุ่มนั้นง่ายๆ แน่เจ้าคะ" นางท้วงขึ้น พร้อมกับก้าวเท้าเข้ามาใกล้ โชว์ม้วนสาส์นลับที่ประทับตราครั่งสีชาดของตระกูลจ้าว หนึ่งในเสาหลักที่ค้ำจุนอำนาจของอัครเดชในยามนี้ รวิศวางพู่กันลงช้าๆ เสียงกระทบของด้ามไม้ไผ่กับแท่นหินชนวนดังขึ้นเบาๆ แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครา เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม—รอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ ดั่งน้ำแข็งขั้วโลกที่อาบด้วยยาพิษ "ข้าไม่ได้ต้องการให้ความลับรั่วไหลจากปากของอัครเดช... แต่ข้าต้องการให้ความโลภของตระกูลจ้าว เป็นผู้ขุดหลุมฝังศพของพวกมันเองต่างหาก" ดวงตาคมกริบของอดีตขุนนางหนุ่มทอประกายวับวาม ย้อนนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน วันที่ตระกูลของเขาถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ภาพของอัครเดชที่ยืนยิ้มเยาะอยู่เบื้องหลังบัลลังก์มังกร ในขณะที่บิดามารดาของเขาต้องจบชีวิตลงด้วยยาพิษประหารชีวิต ทั้งหมดนั้นยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ความเจ็บปวดในอกแปรเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงให้เขายืนหยัดอยู่ได้จนถึงวินาทีนี้ "เจ้าจงนำสาส์นฉบับนี้ ไปวางไว้บนโต๊ะหนังสือของ 'ใต้เท้าจ้าว' โดยให้คนของเรารู้กันทั่วว่า มันคือบันทึกรายชื่อขุนนางที่อัครเดชเตรียมจะกำจัดทิ้งหลังจากเสร็จสิ้นพิธีล่าสัตว์หลวงในอีกเจ็ดวันข้างหน้า" รวิศออกคำสั่ง น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาดดุจคมมีดที่กรีดผ่านอากาศ สตรีชุดนิลชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนทึ่ง "ใต้เท้าจ้าวเป็นคนเจ้าเล่ห์และระแวงง่าย หากเขาเห็นรายชื่อนั้น เขาจะต้องส่งคนไปตรวจสอบอัครเดชทันที... และนั่นจะทำให้อัครเดชระแคะระคายว่ามีหนอนบ่อนไส้อยู่ข้างกาย!" "ถูก. และเมื่ออัครเดชเริ่มระแวง เขาก็จะลงมือจัดการกวาดล้างพันธมิตรของตนเองก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ทรยศ" รวิศลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายโปร่งในชุดคลุมผ้าไหมสีเทาเข้มสะท้อนกับแสงตะเกียงที่เริ่มริบหรี่ "หมากกระดานนี้ ข้าไม่ได้ต้องการฆ่าอัครเดชด้วยมือของข้าเองในตอนนี้... แต่ข้าต้องการให้สุนัขที่เคยซื่อสัตย์ต่อมัน หันมาขย้ำคอเจ้านายของมันด้วยความหวาดกลัว" บรรยากาศในห้องทรงอักษรพลันเย็นเยียบลงถนัดตา ความลึกซึ้งของการวางแผนขั้นตอนนี้ประณีตและแยบยลยิ่งนัก มันไม่ใช่การปะทะด้วยกำลังพล หากแต่เป็นการใช้จิตวิทยา ความระแวง และความโลภ เข้าบั่นทอนรากฐานของศัตรูจากภายใน ทว่า ในขณะที่รวิศกำลังจะหันไปหยิบถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อดับกระหาย เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของราตรีก็ดังขึ้นอย่างกระชั้นชิดที่หน้าประตูห้อง *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามรหัสลับที่นัดหมาย แต่จังหวะการเคาะในครั้งนี้กลับสั่นเครือและเร่งรีบผิดปกติ จนทำให้สตรีชุดนิลชักกระบี่ออกจากฝักโดยสัญชาตญาณ รวิศยกมือขึ้นห้ามปรามความตื่นตระหนกนั้น ใบหน้ายังคงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก "เปิดประตู" บานประตูไม้สักแกะสลักถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ลมหนาวระลอกใหญ่พัดกวาดเอาใบไม้แห้งเข้ามาภายในห้อง พร้อมกับร่างของสายข่าวอีกคนล้มทรุดลงกับพื้นด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมมและมีคราบเลือดเปรอะเปื้อนที่หัวไหล่ "นายท่าน... แย่แล้วขอรับ!" เสียงหอบหายใจกระเส่าดังลอดไรฟัน "แผนการ... แผนการที่เราเตรียมไว้ถูกล่วงรู้แล้ว!" รวิศขมวดคิ้วมุ่นเป็นครั้งแรก ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ร่างที่กำลังบาดเจ็บ "หมายความว่าอย่างไร ใครล่วงรู้?" สายข่าวคนนั้นเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างทั้งร่างสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ ริมฝีปากซีดเผือดขยับกล่าวคำพูดที่ทำให้ลมหายใจของรวิศเกือบสะดุดหยุดนิ่ง "ไม่ใช่ตระกูลจ้าว... แต่เป็น 'องค์ชายรอง' ที่ส่งคนมาชิงตัวสาส์นฉบับนั้นไปก่อนแล้ว... และตอนนี้... ตอนนี้ราชโองการลับจากท้องพระโรงกำลังเคลื่อนตัวมายังคฤหาสน์ของท่านแล้วขอรับ!" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากตานี้ไปพร้อมกับรวิศนะคะ มนตรากรรมสะท้อนสัญญาว่าจะถ่ายทอดทุกความแค้นให้เข้มข้นถึงใจที่สุดค่ะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%