เสียงเม็ดหมากลงกระทบกระดานงาช้างดัง ‘แปะ’ แผ่วเบา แต่กลับก้องกังวานเสียดแทงเข้าไปถึงโสตประสาทของรวิศ ราวกับเสียงกัมปนาทจากขุมนรก ดอกไม้ปักแจกันเซรามิกเคลือบสีไข่ไก่ส่งกลิ่นหอมหวานละมุนอบอวล ทว่าในความรู้สึกของรวิศเวลานี้ มันกลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ ของบิดาและหยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังของมารดาในชาติภพก่อน—ภาพอันเลือนรางที่ถูกเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้น บัดนี้มันกลับคมชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
“รวิศ... เจ้าเหม่อลอยไปถึงไหนกัน หรือว่าฝีมือการเดินหมากของข้าในวันนี้ จะทำให้สหายรักเช่นเจ้าถึงกับหมดสิ้นหนทางสู้เสียแล้ว?”
น้ำเสียงนั้น... น้ำเสียงที่เคยอ้างว้างในคราแรกที่พบกัน น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความอาทรยามร่วมดื่มสุราใต้แสงจันทร์ และเป็นน้ำเสียงเดียวกันกับที่เอ่ยคำพิพากษาประหารตระกูลของนางอย่างไร้ความปราณีในภายหลัง
รวิศค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากกระดานหมาก นัยน์ตาคู่คมที่ซ่อนความพยาบาทไว้อย่างมิดชิดสะท้อนภาพบุรุษเบื้องหน้า—อัครเดช คุณชายรองแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ ผู้สวมอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเมฆสีครามเข้ม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นดั่งแสงอาทิตย์ยามอัสดง ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับลึกซึ้งและว่างเปล่าดั่งเหวลึก เป็นรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษอย่างแนบเนียนที่สุดในแผ่นดินนี้
“ท่านอัครเดชเข้าใจผิดแล้วค่ะ” รวิศเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากังวานใส กิริยาอาการรินน้ำชาใส่จอกกระเบื้องเคลือบนั้นนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความสั่นเทา “ข้าเพียงแต่กำลังพิจารณาว่า... บางครั้ง หมากตัวที่ดูเหมือนจะเป็นผู้กุมชัยชนะบนกระดาน แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงเบี้ยตัวแรกที่จะต้องถูกสละทิ้ง เพื่อแลกกับความอยู่รอดของทั้งกระดานก็เป็นได้”
อัครเดชชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนมุมปากกระตุกขึ้นอย่างแทบสังเกตไม่เห็น เขายกพัดหยกขาวขึ้นเคาะฝ่ามือเบาๆ สองสามครั้ง สายตาคมกริบกวาดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ตั้งแต่นางรอดชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในย่านการค้าเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน รวิศก็เปลี่ยนไป... นางไม่ได้เป็นคุณوَดผู้เลอโฉมที่อ่อนหวานและเปราะบางดั่งเช่นกาลก่อนอีกแล้ว แววตาคู่นั้นของนางมีความลึกล้ำราวกับห้วงมหาสนุกที่พร้อมจะกลืนกินคนได้ทั้งเป็น
“เจ้าเปลี่ยนไปมากทีเดียว รวิศ” อัครเดชเอ่ยพร้อมกับหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงเจือความระแวงสงสัยที่ถูกกลบเกลื่อนไว้อย่างแนบเนียน “ดูเยือกเย็น... และน่าค้นหายิ่งกว่าเดิม จนบางครั้งข้าเกือบจะคิดว่า เจ้าไม่ใช่รวิศคนที่ข้ารู้จักมาตั้งแต่เยาว์วัยเสียแล้ว”
“คนเราย่อมต้องเติบโตขึ้นเมื่อผ่านพ้นความตายมาได้สักครั้งไม่ใช่หรือคะท่านอัครเดช” รวิศสบตาเขากลับอย่างไม่เกรงกลัว นางหยิบจอกชาขึ้นมาจรดริมฝีปาก รสชาติขมฝาดของชากลืนหายลงคอ พร้อมกับเพลิงแค้นในอกที่ถูกกดทับไว้ด้วยสติอันสุขุม “ความตายสอนให้ข้ารู้ว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกใบนี้ไม่ใช่คมดาบของศัตรู... หากแต่เป็นรอยยิ้มของมิตรที่ยืนอยู่เคียงข้างในยามที่เราอ่อนแอที่สุดต่างหาก”
คำพูดนั้นคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในแพรไหม อัครเดชหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างสูงโปร่งชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มอบอุ่นดังเดิม เขายื่นมือออกไปหมายจะแตะลงบนหลังมือของนางที่วางอยู่บนโต๊ะ ทว่ารวิศกลับชักมือกลับอย่างแนบเนียนด้วยการหยิบกาชาขึ้นมาเติมน้ำให้เขาแทน ปฏิกิริยาที่รวดเร็วและไร้รอยต่อนั้นทำให้อัครเดชชะงักค้างไปชั่วขณะ
“เจ้ายังคงระมัดระวังตัวเช่นเคยนะ” อัครเดชกล่าวกลั้วหัวเราะ พลางรับจอกชาที่นางรินให้ “แต่ไม่ว่าเจ้าจะระวังตัวเพียงใด ฮ่องเต้ก็ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งลงมาแล้ว เรื่องคดีทุจริตคลังเสบียงของบิดาเจ้า... หลักฐานทั้งหมดแน่นหนาเกินกว่าจะพลิกฟื้นได้ แม้แต่เจ้าก็คงช่วยอะไรตระกูลรวิศไม่ได้อีกแล้วกระมัง”
คำพูดนี้คือการหยั่งเชิง... และเป็นการตอกย้ำแผลเก่าในชาติภพก่อน รวิศรู้สึกได้ถึงเล็บมือที่จิกเข้ากับฝ่ามือตนเองจนเนื้อแทบปริ แต่สีหน้าของนางยังคงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในยามไร้ลมพัด นางวางกาชาลงช้าๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มบางเบาที่งดงามราวกับบุปผาแรกแย้มผุดขึ้นบนเรียวปาก ทว่ากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก
“ท่านมั่นใจเพียงนั้นเชียวหรือคะ ว่าหลักฐานในมือของพวกท่านจะไม่มีวันถูกเปิดโปง?” รวิศเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบา โน้มตัวเข้าไปใกล้เขาอีกนิดจนได้กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาจากกายของบุรุษผู้เป็นศัตรู “บางที... คนที่กำลังถือหมากผิดตา อาจไม่ใช่ตระกูลรวิศอย่างที่ท่านคิดหรอกนะคะ”
บรรยากาศรอบโต๊ะน้ำชาพลันเย็นเยียบลงทันตาเห็น อัครเดชชะงักค้าง รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มเลือนหายไปทีละน้อย ดวงตาคมปลาบจ้องมองสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณาอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก เขารู้สึกได้ถึงภัยเงียบที่กำลังคืบคลานเข้ามา และลางสังหรณ์บางอย่างกำลังบอกเขาว่า สตรีผู้นี้ในยามนี้... อันตรายยิ่งกว่าขุนศึกนับหมื่นนาย
ในวินาทีที่ทั้งสองกำลังจ้องตากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเร่งรีบก็ดังขึ้นจากนอกศาลาริมน้ำ ขันทีชราคนสนิทของฮ่องเต้ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ในมือประคองม้วนพระราชโองการสีเหลืองทองอร่ามที่ประทับตราหยกแท้เด่นชัด
“คุณหนูรวิศ... ใต้เท้าอัครเดช! มีพระราชโองการด่วนจากท้องพระโรง!”
อัครเดชขมวดคิ้วมุ่น ผละสายตาจากรวิศด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นประสานมือรับพระราชโองการร่วมกับนาง ทว่าเมื่อขันทีชราคลี่ม้วนกระดาษออกและประกาศข้อความด้านในด้วยเสียงสั่นเครือ รวิศก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ส่วนอัครเดชถึงกับหน้าถอดสีทันที
*“พระราชโองการแห่งฟ้า... ด้วยตรวจพบหลักฐานใหม่ในคดีทุจริตคลังเสบียงชายแดน ซึ่งชี้ชัดว่าเอกสารเดิมถูกปลอมแปลงโดยขุนนางกังฉินกลุ่มหนึ่งเพื่อใส่ร้ายป้ายสี... บัดนี้ มีพระบัญชาให้จับกุมตัว ‘แม่ทัพใหญ่รังสิทธิ์’ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบสวนใหม่ทันที!”*
รวิศหันขวับกลับไปมองหน้าอัครเดชทันที รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นที่มุมปากของนางในเสี้ยววินาที ขณะที่อัครเดชหันมามองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดระแวงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยคำใดต่อ เสียงฝีเท้าของทหารราชองครักษ์นับร้อยนายก็บุกเข้าปิดล้อมศาลาริมน้ำแห่งนี้ไว้ทุกด้าน พร้อมกับการปรากฏกายของร่างสูงสง่าในชุดเกราะทองคำของแม่ทัพผู้กุมอำนาจสูงสุดใน 3 กองทัพ... บุรุษผู้ที่ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้เด็ดขาด
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากตานี้ไปพร้อมกับรวิศนะคะ มนตรากรรมสะท้อนสัญญาว่าจะถ่ายทอดทุกความแค้นให้เข้มข้นถึงใจที่สุดค่ะ
หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 3
รอยยิ้มของมิตรแท้ผู้ทรยศ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!