หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 29

การท้าทายกลางพายุ

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
"หากเกียรติยศและอำนาจที่ท่านอัครเดชภาคภูมิใจนัก เป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นบนซากปรักหักพังของความยุติธรรม... เช่นนั้นแล้ว การล่มสลายของท่านในวันนี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใดเลยกระมังเพคะ" สุ้มเสียงนุ่มนวลทว่าก้องกังวานดั่งระฆังแก้วท่ามกลางความเงียบงันระดับร้อยชั่งของท้องพระโรงหลวง ดึงดูดทุกสายตาให้พุ่งตรงไปยังร่างระหงในอาภรณ์ปักลายหงส์ทองสลับดิ้นเงิน รวิศยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าแท่นบรรลังก์ แววตาคู่คมกริบราวกับผ่านโลกมานับร้อยชาติสะท้อนประกายความเยือกเย็น ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่ออำนาจมืดที่เคยบดขยี้ตระกูลของเขาจนแหลقสลาย อัครเดช ซึ่งยืนอยู่ ณ ตำแหน่งอัครเสนาบดีฝั่งซ้าย ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความเมตตา บัดนี้กลับเผือดสีลงเล็กน้อย กล้ามเนื้อบริเวณกรามขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูน ดวงตาคมดุจเหยี่ยวคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความสุขุม นี่คือสนามประลองที่ไร้ซึ่งคราบโลหิต ทว่าดุเดือดและเฉียบคมยิ่งกว่าการคมดาบ "รวิศ... เจ้าช่างกล้าหาญนักนะที่กล้าหยิบยกเรื่องราวนอกลู่นอกทางเหล่านี้ขึ้นมากล่าวต่อหน้าพระพักตร์" อัครเดชเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววข่มขู่ "ราชสำนักแห่งนี้มิใช่สถานที่สำหรับเด็กอมมือมาใช้เล่นลิ้นเพื่อสร้างความแตกแยก หากเจ้าไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอ โทษทัณฑ์ของการกล่าวหาขุนนางใหญ่... เจ้าก็รู้ดีว่ามันคือสิ่งใด" รวิศมิได้สะท้านสะเทือนต่อคำขู่คุกคามนั้นแม้แต่น้อย มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยการเย้ยหยันอย่างเงียบงัน เขากวาดสายตามองเอกสารและบัญชีลับในมือ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้คู่สนทนาทีละก้าว เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังสะท้อนก้อง ก่อเกิดแรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านไปทั่วบรรยากาศ "หลักฐานหรือเพคะ?" รวิศทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ท่านอัครเดชผู้ทรงเกียรติ... ท่านยังกล้าเอ่ยถึงคำว่าหลักฐานอยู่อีกหรือ ในเมื่อสมุดบัญชีการค้าเกลือหลวงที่ท่านลักลอบส่งออกไปยังแคว้นทางเหนือเมื่อสามปีก่อน บัดนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในหีบไม้จันทน์หอม ณ จวนอัครเสนาบดีเรียบร้อยแล้ว หรือท่านต้องการให้หม่อมฉันนำมันมาเปิดเผยทีละหน้า ณ ที่นี้เลยเล่า" เสียงฮือฮาดังขึ้นจากบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ที่ยืนเรียงรายอยู่สองข้างทาง บัดนี้ความสงสัยใคร่รู้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดหวั่น เมื่อเห็นท่าทีของอัครเดชที่เริ่มควบคุมความนิ่งเฉยไว้ไม่อยู่ เหงื่อกาฬเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผมของบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดในราชสำนักรองจากองค์จักรพรรดิ อัครเดชสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ เขาก้าวออกมาก้าวหนึ่ง แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตารวิศราวกับจะแผดเผาให้อีกฝ่ายมอดไหม้เป็นจุล "เจ้าเด็กอวดดี... คิดว่าการสร้างเรื่องป้ายสีเช่นนี้จะทำให้ข้าล้มลงได้งั้นรึ? อำนาจที่ข้าสร้างขึ้นมาจากหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ มิใช่สิ่งที่คนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเจ้าจะมาสั่นคลอนได้ด้วยลมปากเพียงไม่กี่คำ!" "ลมปากงั้นหรือเพคะ?" รวิศหัวسเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลทว่าบาดลคมราวกับใบมีดอาบยาพิษ "ถ้าเช่นนั้น... ลองตอบหม่อมฉันมาสักคำซิเพคะ ว่าเหตุใดตราประทับประจำตัวของท่าน จึงไปปรากฏอยู่บนจดหมายลับที่เจรจากับกองกำลังกบฏนอกด่านเมื่อเดือนก่อนเล่า?" สิ้นคำกล่าวนี้ ท้องพระโรงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ราวกับว่าแม้แต่เสียงลมหายใจของใครก็ยังดังเกินไป องค์จักรพรรดิที่ประทับอยู่เบื้องบนทรงโน้มพระวรกายลงมาเล็กน้อย พระเนตรทอดมองลงมายังอัครเสนาบดีด้วยแววตาที่ยากจะหยั่งถึง อัครเดชชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ความมั่นใจทั้งหมดที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา เมื่อประจักษ์ชัดว่า รวิศมิได้เพียงแต่มาเพื่อต่อปากต่อคำ แต่เธอได้ขุดรากถอนโคนความลับที่เขากลบฝังไว้อย่างดีที่สุดขึ้นมากลางแสงตะวันแล้ว "เจ้า... เจ้ามันปีศาจ..." อัครเดชเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาแดงก่ำด้วยความแค้นเคืองสุดขีด รวิศก้าวเข้าไปประชิดอีกเพียงครึ่งก้าว โน้มตัวกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน ทว่าชัดเจนแจ่มแจ้งในความหมาย "ปีศาจตนนี้... ถูกท่านสร้างขึ้นมาด้วยมือของท่านเองนะเพคะ... และจงจำไว้ว่า นี่เป็นเพียงก้าวแรกของชะตากรรมที่ท่านจะต้องชดใช้" รวิศถอยหลังกลับมาหนึ่งก้าว ประสานมือคารวะองค์จักรพรรดิด้วยท่าทางสง่างามไร้ที่ติ ขณะที่อัครเดชยืนตัวสั่นเทาด้วยความอัปยศอดสู ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่มองมาเป็นตาเดียว ทว่า ในวินาทีที่ชัยชนะกำลังจะตกเป็นของรวิศ และความเงียบงันเริ่มกลับคืนสู่ท้องพระโรง... เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูใหญ่ พร้อมกับเสียงขันทีประกาศก้องด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก "พระราชโองการด่วนจากแดนเหนือ! แม่ทัพใหญ่แคว้นศัตรูนำกองทัพประชิดชายแดน และ... และประกาศกร้าวว่าจะกวาดล้างแคว้นเราให้สิ้นซากภายในเจ็ดวัน!" รวิศชะงักฝีเท้าที่กำลังจะหมุนตัวเดินจากไป หัวใจกระตุกวูบเมื่อตระหนักได้ว่า... กลเกมนี้ยังมีหมากตัวสุดท้ายที่อยู่นอกเหนือการคำนวณของกาลเวลา ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์บทนี้ไปพร้อมกับรวิศนะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%