หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 13

รอยร้าวในกำแพงเหล็ก

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของเหล้ากลั่นปีกลาย ลอยอบอวลอยู่ภายใต้ความเงียบงันของห้องหนังสือลับ ณ เรือนพักรับรองริมน้ำ รวิศมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อยว่าแสงจันทร์ยามค่ำคืนจะสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำจนระยิบระยับดั่งเกล็ดมังกรหรือไม่ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองไปยังชายวัยกลางคนผู้สวมชุดคลุมขุนนางสีครามเข้ม—ใต้เท้า ‘กิตติ’ อธิบดีผู้พิพากษาแห่งศาลตุลาการสูงสุด ผู้ซึ่งกุมอำนาจในการชี้เป็นชี้ตายและพิจารณาคดีความทั่วราชสำนักไว้ในกำมือ ความเงียบงันนี้ยืดเยื้อราวกับจะทดสอบความมั่นคงในจิตใจของแต่ละฝ่าย ไม่มีใครยอมเอ่ยปากพูดก่อน ราวกับว่าคำแรกที่หลุดจากริมฝีปากจะกลายเป็นหมากตาสำคัญที่ตัดสินความพ่ายแพ้ในทันที “ท่านรวิศ... การที่ท่านลักลอบนัดพบข้าในยามวิกาลเช่นนี้ มิใช่เรื่องล้อเล่น” ใต้เท้ากิตติเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาแหบแห้งทว่าหนักแน่น เต็มไปด้วยความระแวดระวัง “อำนาจของศาลตุลาการนั้นอยู่เหนือฝ่ายบริหารและกองทัพ การดึงข้าเข้ามาพัวพันกับการชิงอำนาจในราชสำนัก รังแต่จะนำพาความหายนะมาสู่ตระกูลของข้าเอง” รวิศยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นมิได้มีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก เขาค่อยๆ เลื่อนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีมรกตบรรจุชาผู่เอ๋อร์อุ่นๆ ไปเบื้องหน้าอีกฝ่าย ช้าๆ ทว่ามั่นคง “ใต้เท้ากิตติเข้าใจผิดแล้วค่ะ... ข้ามิได้มาเพื่อชักชวนท่านให้มาร่วมวงอำนาจอันโสมมนี้ แต่ข้ามาเพื่อ ‘ทวงคืนความยุติธรรม’ ที่ศาลตุลาการของท่านเคยเพิกเฉยต่างหากเล่า” คำพูดนั้นราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นเก่า อธิบดีผู้พิพากษาชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที เมื่อสามปีก่อน คดีสะเทือนขวัญที่ตระกูลของรวิศถูกปรักจำนนด้วยข้อหากบฏ เอกสารหลักฐานเท็จถูกส่งผ่านสำนักตุลาการโดยมีลายเซ็นของอธิบดีผู้พิพากษารองรับ แม้ในยามนั้นกิตติจะมิได้มีส่วนรู้เห็นโดยตรง แต่ความขลาดเขลาและการยอมจำนนต่ออำนาจมืดของอัครเดช ก็ทำให้เขากลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดทางอ้อม “ท่านกำลังรื้อฟื้นเรื่องในอดีต...” กิตติกัดกรามแน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่นเมื่อตระหนักว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าล่วงรู้ความลับดำมืดที่เขาพยายามฝังกลบมาตลอด “อดีตหรือคะ?” รวิศทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ “สำหรับท่านมันคืออดีตที่ผ่านพ้น แต่สำหรับข้า มันคือลมหายใจทุกวินาทีที่ถูกจองจำด้วยความแค้น... และตอนนี้ อัครเดชสหายรักของท่านกำลังจะเขมือบอำนาจทั้งหมดไว้เพียงผู้เดียว ท่านคิดว่าเมื่อเขาไร้ซึ่งเสี้ยนหนามอย่างข้าแล้ว สุนัขรับใช้อย่างท่านจะยังมีค่าอันใดในสายตาของเขาอีกหรือ?” ความจริงอันโหดร้ายถูกกระชากออกมาวางไว้กลางโต๊ะ กิตติสะท้านเฮือก เขาตระหนักดีว่าอัครเดชเป็นคนเช่นไร—โหดเหี้ยม ไร้ความปราณี และพร้อมจะกำจัดทุกคนที่ล่วงรู้ความลับหรือหมดประโยชน์ ทว่าการจะหันหลังให้ฝ่ายอัครเดชแล้วหันมาซบไหล่รวิศ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยพังทลายลงไปแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกเช่นกัน “แล้วข้าจะได้อะไรจากการเดิมพันครั้งนี้?” กิตติถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า แสดงถึงความลังเลที่เริ่มสั่นคลอน รวิศมิได้ตอบด้วยคำพูด เขาผายมือไปยังหีบไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรที่วางอยู่มุมห้อง เมื่อฝาหีบถูกเปิดออก แสงจากตะเกียงก็นำพาประกายระยิบระยับของทองคำแท่งบริสุทธิ์และปึกเอกสารลับสุดยอดปรากฏแก่สายตา เอกสารเหล่านั้นคือบัญชีส่วยและหลักฐานการทุจริตยักยอกเงินคลังหลวงของเครือข่ายอัครเดช ซึ่งหากหลุดออกไปแม้แต่แผ่นเดียว หัวของขุนนางครึ่งราชสำนักรวมถึงตัวกิตติเองย่อมหลุดจากบ่า “นี่คือหลักฐานที่จะทำลายล้างอัครเดชได้ในคราเดียว... และนี่คือหลักฐานที่จะปกป้องตระกูลของท่านให้รอดพ้นจากการกวาดล้างเมื่อวันที่ฟ้าเปลี่ยนสีมาถึง” รวิศโน้มตัวเข้าไปใกล้ ดวงตาสีดำสนิทลึกล้ำราวกับห้วงมหาสนิท “ใต้เท้ากิตติคะ ท่านเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม... ถึงเวลาแล้วกระมัง ที่ท่านจะเลือกยืนอยู่ข้างความถูกต้องอย่างแท้จริง มิใช่ใต้เงาของอำนาจจอมปลอมอีกต่อไป” ห้องหนังสือลับตกอยู่ในความเงียบงันอีกครา มีเพียงเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงของอธิบดีผู้พิพากษา กิตติมองดูหีบทองคำสลับกับใบหน้าที่เยือกเย็นไร้ความหวาดกลัวของรวิศ เหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม ความกดดันรอบตัวบีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก นิ้วมือที่สั่นเทาของกิตติค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสกับปึกเอกสารลับแผ่นบนสุด... เป็นสัญญาณของการตัดสินใจที่ไม่มีวันหวนกลับ ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของอธิบดีผู้พิพากษากำลังจะแตะถึงกระดาษแผ่นนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังขึ้นจากภายนอกเรือนพัก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะพังทลายเข้ามา *ปัง! ปัง! ปัง!* “ใต้เท้าขอรับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงขององครักษ์ประจำตัวกิตติดังทะลุประตูเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก “ราชโองการด่วนจากท้องพระโรง! ราชองครักษ์หลวงนำกำลังเข้าปิดล้อมเรือนพักของท่านอัครเดช... แต่ทว่า... แต่ทว่าพวกเขากลับพบว่า... ศพของท่านอัครเดชถูกแขวนประจานไว้กลางห้องโถง พร้อมกับจดหมายเลือดที่จ่าหน้าซองถึง... ถึงท่านรวิศพ่ะย่ะค่ะ!” รวิศชะงัก ดวงตาคมกริบหรี่ลงทันที ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง นี่ไม่ใช่แผนการของเขา! กิตติหันขวับมามองรวิศด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากความลังเลกลายเป็นความหวาดกลัวสุดขีด มือที่กำลังจะเอื้อมหยิบเอกสารชักกลับทันที พร้อมกับที่ประตูห้องหนังสือถูกถีบเปิดผางออกอย่างแรง ร่างของมหาดเล็กหลวงในชุดเครื่องแบบเต็มยศก้าวเข้ามาพร้อมทหารองครักษ์นับสิบชีวิต ในมือของมหาดเล็กผู้นั้นถือราชโองการม้วนสีทองอร่ามที่สั่นเทาตามแรงอารมณ์ “รวิศ... และใต้เท้ากิตติ!” มหาดเล็กหลวงตวาดก้อง ประสานสายตากับรวิศด้วยความอาฆาตมาดร้าย “พวกเจ้าทั้งสองถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกันลอบปลงพระชนม์และสังหารท่านอัครเดช! จงวางอาวุธและยอมจำนนเสียแต่โดยดี!” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากตานี้ไปพร้อมกับรวิศนะคะ มนตรากรรมสะท้อนสัญญาว่าจะถ่ายทอดทุกความแค้นให้เข้มข้นถึงใจที่สุดค่ะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%