หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 14

การเจรจาบนเส้นด้าย

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มข้ามทศวรรษลอยอบอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่ามันมิอาจกลบกลิ่นอับชื้นแห่งความตายที่โชยมาจากร่างผอมแห้งราวซากไม้ใกล้ฝั่งของบุรุษเบื้องขวาได้เลย เสียงไม้เท้าหัวมังกรกระทบพื้นหินอ่อนภายในเรือนรับรองลับหลังจวนสกุลฉีดังสะท้อนก้อง ราวกับเสียงนาฬิกาทรายที่กำลังรินไหลหมดลงทีละเม็ด... ทีละเม็ด อย่างไร้ความปราณี "เจ้ากล้าดียังไงถึงเหยียบเข้ามาในเขตอภัยทานของข้า... รวิศ" เสียงแหบพร่าราวกับกระดาษทรายถูกับกิ่งไม้แห้งเอ่ยขึ้น โดยที่เจ้าของร่างยังคงหลับตาพริ้มอยู่บนเก้าอี้โยกตัวเก่า ขุนนางเฒ่า ‘ฉีเทียนหยุน’ ผู้กุมความลับดำมืดเกี่ยวกับการทุจริตคลังหลวงเมื่อสิบปีก่อน—กุญแจดอกสำคัญที่จะกระชากหน้ากากของอัครเดชให้ร่วงหล่นลงสู่โคลนตม—กำลังนั่งอยู่ตรงนั้น แผ่รังสีแห่งความหวาดระแวงและดื้อรั้นออกมาอย่างไม่เสแสร้ง รวิศในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายเมฆสีนิลสนิททอดสายตามองขุนนางผู้ล่วงลับในความทรงจำด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความโกรธแค้นและปราศจากความเมตตา มือเรียวดั่งหยกสลักยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปากอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามราดรดด้วยความเยือกเย็นจนฉีเทียนหยุนต้องลืมตาขึ้นมาปะทะสายตาด้วยความหงุดหงิด "ใต้ إدارة ข้าคงไม่ต้องเตือนท่านหรอกกระมังคะว่า... สัจจะในหมู่โจรนั้นหาได้ยากยิ่งฉันใด สัจจะในหมู่ขุนนางที่กำลังจะลงโลง ยิ่งหาไม่ได้ฉันนั้น" รวิศเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าบาดลึกเสียดแทงถึงขั้วหัวใจ "ท่านเรียกหาความปลอดภัยในเขตอภัยทาน ทว่าลืมไปแล้วหรือว่า... ใครกันที่เป็นผู้ต่อสายชนวนระเบิดจวนของท่านเมื่อสามวันก่อน" ฉีเทียนหยุนสะดุ้งเฮือก ร่างผอมเกร็งเกร็งกระตุกจนไม้เท้าเกือบหลุดจากมือ ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ปิดบังความหวาดกลัวไว้ไม่อยู่ภายใต้รอยย่นเหี่ยวย่นบนใบหน้า "เจ้า... เจ้าเป็นคนทำ?" "ข้าเพียงแค่ส่งสัญญาณเตือนให้ท่านตระหนักว่า โลกใบนี้ไม่ได้ใจดีกับคนแก่ที่อมพะอมความลับเอาไว้กินคนเดียวหรอกนะคะ" รวิศวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดัง *กริ๊ก* เบาๆ แต่กลับดังสะท้อนราวกับเสียงอสุนีบาตในความเงียบงัน "บัญชีลับที่ท่านซ่อนไว้ใต้ฐานพระพุทธรูปในห้องพระ... บัดนี้เกรงว่ามันคงไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้วกระมังคะ" ใบหน้าของฉีเทียนหยุนซีดเผือดลงทันทีราวกับกระดาษ ไร้สีเลือดสิ้นเชิง มือเหี่ยวย่นสั่นเทาจนน่าเวทนา เขาพยายามอ้าปากจะพ่นคำด่าทอหรือร้องขอชีวิต ทว่าความจริงที่ถูกกระชากออกมาอย่างไร้ความปราณีทำให้ลำคอของเขาตีบตัน สิบปีก่อน ฉีเทียนหยุนเคยร่วมมือกับอัครเดชในการโยกย้ายถ่ายเทเสบียงทหารและงบประมาณแผ่นดิน จนทำให้ตระกูลของรวิศต้องกลายเป็นแพะรับบาปและถูกประหารล้างตระกูลอย่างอยุติธรรม บัดนี้ เมื่ออำนาจของอัครเดชกำลังแผ่ขยายไร้ผู้ต่อกร ฉีเทียนหยุนกลับกลายเป็นหมากตัวที่หมดประโยชน์ และกำลังจะถูกกำจัดทิ้งเพื่อปิดปาก—ซึ่งรวิศรู้ดีกว่าใคร และใช้จุดนี้ในการเดินหมากตานี้อย่างเลือดเย็น "เจ้าต้องการอะไรจากคนใกล้ลงโลงเช่นข้า..." เสียงของขุนนางเฒ่าสั่นเครือ หยาดเหงื่อกาฬไหลซึมตามขมับ "ข้าไม่ได้ต้องการชีวิตของท่านหรอกค่ะท่านฉี..." รวิศโน้มกายเข้าไปใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวลอยกรุ่นตัดกับกลิ่นอับชื้นในห้อง "สิ่งที่ข้าต้องการ... คือพยานปากเอกที่จะลากคออัครเดชลงมาจากบัลลังก์อำนาจ และตราบาปที่ท่านต้องชดใช้ด้วยการคืนความยุติธรรมให้ผีไร้ญาติสามร้อยชีวิตของสกุลรวิศ" ฉีเทียนหยุนหลบสายตา ความรู้สึกผิดและการเอาตัวรอดตีรวนกันอยู่ในอก ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากยอมจำนน เสียงฝีเท้าฝ่าความเงียบของราตรีก็ดังขึ้นจากด้านนอกเรือนรับรอง... ฝีเท้าที่หนักแน่น รวดเร็ว และเปี่ยมด้วยอำนาจคุกคามที่คุ้นเคยเสียยิ่งกว่าสิ่งใด รวิศชะงักเล็กน้อย ดวงตาหงส์หรี่ลงอย่างใช้ความคิด ทว่าใบหน้ายังคงรักษารอยยิ้มบางเบาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ประตูไม้สักแกะสลักถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ท่ามกลางลมหนาวที่พัดกระโชก ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีเข้มของอัครเดชก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่เคลือบยาพิษ ดวงตาคู่นั้นกวาดมองทั้งรวิศและขุนนางเฒ่าด้วยความขบขันระคนเหยียดหยาม "ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง..." อัครเดชเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟัง ทว่าเย็นเยียบเสียจนอากาศรอบตัวลดฮวบลงทันตา "นึกไม่ถึงเลยว่า ยอดกุนซือผู้ปราดเปรื่องเช่นเจ้า จะลดตัวมาเจรจากับสุนัขแก่ที่รอวันตายเช่นนี้... รวิศ หรือว่าเจ้าคิดว่าหมากตานี้ จะเดินเร็วกว่าที่ข้าคาดคิดไว้กันแน่?" บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดกรีดออกได้ รวิศค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เผชิญหน้ากับศัตรูหัวใจและศัตรูแค้นอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มที่มุมปากของนางมิได้สั่นคลอนแม้แต่น้อย แม้จะรู้ว่าเวลานี้... ตนเองกำลังเดินอยู่บนปากเหวแห่งความตายที่แท้จริง ทว่า ในวินาทีที่อัครเดชยื่นมือมาหมายจะแตะปลายคางของนางเพื่อเยาะเย้ย จู่ๆ ฉีเทียนหยุนที่นั่งตัวสั่นอยู่บนเก้าอี้ก็คว้ากริชเงินที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ พุ่งเข้าใส่กลางหลังของอัครเดชด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายแห่งความสิ้นหวัง! ฉับพลันนั้นเอง เสียงคำรามด้วยความตกใจของอัครเดชก็ดังลั่น พร้อมกับคมดาบปริศนาที่พุ่งทะลุกระดาษประตูเข้ามาปักเข้าที่อกของฉีเทียนหยุนจนร่างของขุนนางเฒ่าล้มฟุบลงจมกองเลือดต่อหน้าต่อตา! รวิศเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อหันไปพบกับเงาร่างของมือสังหารสวมหน้ากากที่ยืนอยู่เหนือกรอบหน้าต่าง และก่อนที่นางจะทันได้คิดอ่านสิ่งใด อัครเดชที่หันกลับมาด้วยใบหน้าเปื้อนเลือดและแววตาดุดร้ายราวมัจจุราช ก็คว้าข้อมือของนางไว้แน่นจนกระดูกแทบแหลก พร้อมกับกระซิบด้วยเสียงคำรามต่ำชิดริมหู "เกมนี้... เจ้ายังคิดว่าตัวเองเป็นคนเดินหมากอยู่จริงๆ งั้นหรือ... ยอดดวงใจของข้า?" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันอันระทึกใจนี้ด้วยกันนะคะ มนตรากรรมสะท้อนสัญญาว่าจะพาไปร่วมลุ้นระทึกกับตาเดินอันตรายในตอนต่อไปอย่างจุใจแน่นอนค่ะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%