กลิ่นอายของกำยานไม้กฤษณาคุณภาพเยี่ยมลอยวนอวลเคล้าคลออยู่ภายในห้องรับรองส่วนตัวของเรือนรับแขกหลวง ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับหนาแน่นไปด้วยไอเย็นยะเยือกราวกับถูกแช่แข็งไว้ด้วยกระแสจิตอันคมกริบของผู้คนนับร้อยที่ต่างกลั้นหายใจรอคอยการปะทะ
เสียงสะบัดชายผ้าแพรต่วนเนื้อดีดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัด รวิศก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามาด้วยท่าทีสง่างามดั่งพญาหงส์ อาภรณ์สีนิลปักดิ้นทองลายเมฆาขับเน้นผิวพรรณผุดผ่องและแววตานิ่งสงบดั่งห้วงมหาสមុทรลึกที่ไร้ก้นบึ้ง ในมือเรียวบางที่สวมแหวนหยกมันแพรวพราวประคองถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ไว้อย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวที่เขาสืบเท้าลงไปบนพื้นไม้ขัดมันสะท้อนความมั่นใจที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ด้วยอำนาจใดในแผ่นดินนี้
"ดูท่าทางท่านราชองครักษ์อัครเดชจะมาถึงก่อนเวลานะคะ..."
น้ำเสียงนุ่มนวลทว่ากังวานใสราดรดลงบนความเงียบ เชิญชวนให้ทุกสายตาในห้องโถงใหญ่ผินกลับมามองเป็นตาเดียว อัครเดชซึ่งนั่งประทับอยู่ ณ เก้าอี้ประธานตัวใหญ่ ชะงักมือที่กำลังหมุนวนจอกสุราชาดในมือเล็กน้อย รอยยิ้มอบอุ่นดั่งพี่ชายที่แสนดีและจริงใจถูกคลี่คลายขึ้นบนใบหน้าคมคายทันทีราวกับเป็นการทักทายตามธรรมเนียมปฏิบัติอันคุ้นเคย ทว่าแววตาคู่คมกลับไหววูบด้วยประกายความระแวงระวังที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
"รวิศ... ไม่สิ ข้าควรเรียกว่าท่านกุนซือคนใหม่ของกรมคลังดี" อัครเดชเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม กวาดสายตาสำรวจร่างระหงที่ยืนสง่าอยู่เบื้องหน้าอย่างพิจารณา "ไม่พบกันนาน ฝีปากและความเยือกเย็นของท่านยังคงคมกริบไม่เปลี่ยน... เพียงแต่ข้าไม่คิดว่า นกปีกหักที่เคยร่วงหล่นลงสู่โคลนตม จะสามารถบินกลับขึ้นมาสู่ยอดไม้สูงใหญ่ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้"
คำเยินยอที่แฝงด้วยคมมีดบาดลึกเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอจากรวิศ รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปาก เรียวปากสีชาดแต่งแต้มอย่างประณีตยกขึ้นเป็นเส้นตรง รอยยิ้มนั้นงดงามจับตาแต่กลับเยียบเย็นเสียจนผู้พบเห็นต้องลอบกลืนน้ำลาย
"นกจะบินได้สูงเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับว่ามันจดจำความเจ็บปวดตอนที่ถูกธนูพิษยิงร่วงลงมาได้แม่นยำแค่ไหนต่างหากล่ะคะท่านอัครเดช..." รวิศก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้แกะสลักทีละน้อย กลิ่นกายหอมกรุ่นของดอกเหมันต์โชยปะทะนาสิกของชายหนุ่ม "และข้า... ก็เป็นจำพวกสัตว์ปีกที่ความจำดีเสียด้วย สิ่งใดที่เคยสูญเสียไปทั้งน้ำตา ข้าล้วนบันทึกไว้ในบัญชีแค้นทุกตัวอักษร ไม่มีวันลบเลือน"
บรรยากาศรอบกายพลันทวีความตึงเครียดขึ้นอีกขั้น ขุนนางชั้นผู้ใหญ่และพ่อค้าวานิชผู้ทรงอิทธิพลที่นั่งล้อมรอบต่างพากันนั่งตัวเกร็ง ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่หายใจแรง เพราะต่างรับรู้ได้ถึงรัศมีแห่งการชิงดีชิงเด่นที่แผ่พุ่งออกมาจากคนทั้งสอง
อัครเดชหุบยิ้มลงช้าๆ แววตาที่เคยฉาบด้วยความอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันดั่งสัตว์ป่าล่าเหยื่อ เขาวางจอกสุราลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่นจนของเหลวสีอำพันกระฉอกออกมาเล็กน้อย "ท่านกำลังท้าทายอำนาจของข้า... ท้าทายเสาหลักที่ค้ำจุนราชสำนักในยามนี้ รวิศ ท่านคิดว่าด้วยกำลังเพียงน้อยนิดของคนตระกูลตกอับ จะสามารถสั่นคลอนรากฐานที่ข้าใช้เวลาสร้างมานานหลายปีได้จริงหรือ?"
"อำนาจที่ได้มาด้วยการเหยียบย่ำซากศพและความอยุติธรรม รากฐานย่อมเปราะบางดั่งปราสาททรายบนชายหาดนะคะท่านอัครเดช..." รวิศไม่สะทกสะท้านต่อคำขู่คุกคามแม้แต่น้อย เขานั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามอย่างถือดี แผ่นหลังเหยียดตรงไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด "ท่านอาจจะคิดว่าท่านคือกรรมผู้กำหนดชะตากรรมของทุกคนในราชสำนักนี้ แต่ท่านอย่าลืม... หมากบนกระดานนี้ หาได้มีเพียงแค่ฝ่ายท่านฝ่ายเดียวที่เดินได้"
ฉับพลัน รวิศก็ปัดมือเบาๆ ส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้ด้านหลังก้าวออกไปพร้อมกับหีบไม้ลงลวดลายวิจิตรบรรจง เมื่อฝากล่องถูกเปิดออก แสงประกายวาววับของตราประทับทองคำแท้และสมุดบัญชีลับจำนวนหลายเล่มก็ปรากฏแก่สายตาทุกคนในห้องโถง อัครเดชถึงกับหน้าถอดสี รอยยิ้มเสแสร้งแตกสลายหายวับไปในพริบตาเมื่อตระหนักได้ว่าสิ่งของในหีบนั้นคืออะไร
"นี่มัน... บัญชีลับการคลังกองทัพชายแดนตะวันตก!" อัครเดชอุทานออกมาเสียงดังลั่นโดยไม่รักษามาDทของขุนนางใหญ่ สีหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
"ใช่ค่ะ... ของขวัญชิ้นแรกที่ข้าตั้งใจนำมามอบให้ท่านในฐานะ 'คู่ปรับ' คนใหม่" รวิศโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาสบประสานกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของอัครเดชอย่างไม่เกรงกลัว "บัญชีฉบับนี้บันทึกเส้นทางการทุจริตและการยักยอกเสบียงของกองทัพตลอดสามปีที่ผ่านมา... และลายมือที่ลงนามอนุมัติในหน้าสุดท้าย ก็ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับลายมือของท่านเสียเหลือเกินนะคะ"
ความโกลาหลย่อมๆ เกิดขึ้นในห้องรับรอง ขุนนางหลายคนเริ่มกระซิบกระซาบกันด้วยความหวาดกลัว ชื่อเสียงและอำนาจของอัครเดชกำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรงจากหลักฐานชิ้นโบว์แดงที่รวิศจงใจนำมาเปิดเผยกลางวงสังคมชั้นสูงเป็นการประกาศศักดาอย่างเต็มภาคภูมิ
อัครเดชขบกรามแน่นจนสันกรามปูดโปーン มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างหนาราวกับต้องการจะฉีกกระชากสตรีตรงหน้าออกเป็นชิ้นๆ ทว่าเขาก็ยังคงควบคุมสติเอาไว้ได้ พยายามแย้มยิ้มเยือกเย็นออกมาทั้งที่แววตาดุจดั่งอสรพิษร้าย
"เก่งมาก... รวิศ เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจได้จริงๆ สมกับที่เป็นเหยื่อตัวโปรดของข้า" อัครเดชเอ่ยลอดไรฟัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง "แต่คิดหรือว่าหลักฐานปลอมๆ แค่นี้จะทำลายล้างข้าได้? ข้ามีอำนาจล้นฟ้าในมือ เจ้าคิดว่าฮ่องเต้จะทรงเชื่อคำพูดของคนตระกูลกบฏอย่างเจ้า หรือจะเชื่อความจงรักภักดีที่ข้ารับใช้มานานปี?"
"ฮ่องเต้อาจจะยังไม่ทรงเชื่อในทันทีนะคะ..." รวิศตอบกลับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน พtางยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ อย่างใจเย็น "แต่ถ้าหากว่า... หลักฐานชิ้นนี้ไม่ได้มีแค่ชุดเดียวล่ะคะ?"
อัครเดชชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบลงไปถึงตาตุ่ม ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับร้อยนายก็ดังขึ้นก้องกังวานจากภายนอกเรือนรับแขก เสียงเหล็กกระทบกันของชุดเกราะทหารองครักษ์หลวงดังระงม บรรยากาศรอบด้านถูกปิดตายอย่างรวดเร็วโดยกองกำลังที่ไม่เคยขึ้นตรงต่อผู้ใดนอกจากองค์รัชทายาท
ประทานประตูห้องรับรองถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยมือของแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังทหารครึ่งค่อนเมือง แสงจันทร์ยามค่ำคืนสาดส่องเข้ามาทาบทับร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับราชโองการลับสีทองอร่ามในมือ
"พระราชโองการด่วนที่สุด!" เสียงประกาศก้องกังวานดังก้องไปทั่วบริเวณ ทำให้อัครเดชและทุกคนในห้องต้องคุกเข่าลงด้วยความตกตะลึง
รวิศไม่ได้คุกเข่าลงตามคนอื่นๆ เขายังคงนั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ทอดสายตามองอัครเดชที่กำลังทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยสีหน้าซีดเผือด รอยยิ้มอันงดงามและเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของร่างระหงอีกครั้ง ขณะที่แม่ทัพใหญ่เดินตรงเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างเขา พร้อมกับยื่นราชโองการฉบับใหม่ส่งให้รวิศเป็นผู้เปิดอ่านด้วยตนเอง
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากตานี้ไปพร้อมกับรวิศนะคะ มนตรากรรมสะท้อนสัญญาว่าจะถ่ายทอดทุกความแค้นให้เข้มข้นถึงใจที่สุดค่ะ
หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 12
จุดเริ่มของพายุ
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!