หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 27

บทเพลงแห่งความพินาศ

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
"เสียงปรบมืออันเกรียงไกรในครานี้... ช่างฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องของคนใกล้ตายเสียจริงนะคะ ท่านอัครเดช" น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเยียบเย็นดุจสายน้ำฤดูเหมันต์เอื้อnเอ่ยขึ้น ท่ามกลางแสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลระยิบระยับที่สาดส่องลงบนท้องพระโรงกว้าง อากาศในค่ำคืนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของไวน์ชั้นเลิศและดอกไม้ป่าที่ประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง สมฐานะงานเลี้ยงเฉลิมฉลองชัยชนะแห่งตระกูลขุนนางใหญ่ หากแต่เบื้องหลังความหรูหราตระการตานั้น กลับถูกถักทอขึ้นด้วยเส้น3ไหมแห่งเล่ห์กลและหยาดโลหิตที่ยังไม่แห้งสนิท รวิศยืนนิ่งสงบอยู่ ณ มุมมืดของเสาศิลาอ่อนสลักลวดลายวิจิตร สายตาคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพรพรรณกวาดมองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกสมเพชเวทนาจนแทบไม่อยากกระพริบตา เขายังคงจดจำรสชาติของความตายและความอยุติธรรมในชาติภพก่อนได้ทุกหย่อมหญ้า ภาพที่บิดามารดาถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ภาพที่ตระกูลอันเก่าแก่ต้องมอดไหม้ในกองเพลิงแห่งความเกลียดชัง และเหนือสิ่งอื่นใด... ภาพรอยยิ้มจอมปลอมของผู้ชายที่ยืนอยู่กลางเวทีในยามนี้ อัครเดช บุรุษผู้เคยสวมกอดเขาด้วยคำว่าสหายรัก บัดนี้กำลังยืนรับเสียงสรรเสริญเยินยอจากเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ด้วยความผยอง ร่างในชุดคลุมปักดิ้นทองสง่างามยกแก้วคริสตัลบรรจุสุราสีอำพันขึ้นสูง ดวงตาสีเข้มพราวระยับด้วยอำนาจและความโลภที่เอ่อล้นจนปิดไม่มิด ความบ้าคลั่งที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้หน้ากากของผู้ดีเริ่มปริแตกออกทีละน้อย เมื่อความสำเร็จอันหอมหวานทำให้เขาหลงระเริงคิดว่าตนเองคือผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดินนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว "ทุกท่าน... ชัยชนะในวันนี้ มิใช่เพียงของข้าพเจ้าคนเดียว!" เสียงทุ้มต่ำแต่ก้องกังวานของอัครเดชดังขึ้น เรียกร้องความสนใจจากผู้คนนับร้อยในห้องโถง รอยยิ้มที่แย้มกว้างจนเกินพิกัดนั้นดูบิดเบี้ยวชอบกล เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมแม้ในห้องโถงจะเปิดรับสายลมเย็นจากระเบียง "หากแต่เป็นของความเด็ดเดี่ยวที่เราทั้งหลายร่วมมือกันกำจัด... หนอนบ่อนไส้ที่บังอาจทรยศต่อแผ่นดิน!" เสียงโห่ร้องสนับสนุนดังขึ้นเซנקแซ่ เหล่าขุนนางที่พากันลู่ตามลมต่างยกแก้วขึ้นดื่มเพื่อแสดงความจงรักภักดีจอมปลอม ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า หมากทุกตัวบนกระดานนี้ไม่ได้ถูกเดินโดยอัครเดชอีกต่อไปแล้ว รวิศยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่งดงามราวกับปีศาจจำแลงกาย รวิศก้าวเท้าออกจากเงาดำ ช้าๆ ทว่ามั่นคง เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนก้องกังวานเป็นจังหวะราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความพินาศ ทุกย่างก้าวที่เขาเดินผ่าน ผู้คนต่างโดยอัตโนมัติที่จะถอยร่นเปิดทางให้อย่างหวาดหวั่น แม้จะไม่มีใครจำได้แน่ชัดว่าบุรุษผู้นี้คือใคร หรือเหตุใดจึงแฝงตัวเข้ามาในงานเลี้ยงระดับสูงนี้ได้ แต่รัศมีเย็นเยียบและท่าทีสงบนิ่งดั่งหินผานั้นกลับกดทับบรรยากาศทั้งหมดให้เงียบงันลงอย่างน่าประหลาด อัครเดชที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับชัยชนะ หันมาสบตากับร่างระหงในชุดคลุมสีดำสนิทที่ก้าวเข้ามาประชิดวงล้อม รอยยิ้มบนใบหน้าของศัตรูตัวฉกาจชะงักค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนหวาดระแวง เมื่อตระหนักได้ว่าใบหน้านั้น... ช่างคุ้นเคยและฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำอันมืดดำของตนเสียเหลือเกิน "แก... แกเป็นใครกัน!" อัครเดชแผדเสียงถามด้วยความเกรี้ยวกราดที่เริ่มควบคุมไม่อยู่ ความอับอายและโทสะที่พุ่งพล่านทำให้ภาพลักษณ์สุภาพบุรุษผู้สูงส่งพังทลายลงในชั่วพริบตา เขาก้าวเข้าไปหาผู้มาเยือนด้วยท่าทีคุกคาม เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ "บังอาจนักที่กล้าบุกรุกเข้ามาในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองของราชสำนัก... ทหาร! จับตัวมันไว้!" ไม่มีทหารคนใดขยับเขยื้อน เสียงคำสั่งของอัครเดชสะท้อนก้องอย่างไร้ความหมาย เมื่อพวกเขากลับพบว่าประตูทุกบานของท้องพระโรงถูกปิดตายด้วยกองกำลังปริศนาที่สวมชุดเกราะเหล็กดำสนิท—กองกำลังที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อราชสำนักอีกต่อไป หากแต่เป็นเงาตามตัวของรวิศเอง รวิศหยุดยืนห่างจากอัครเดชเพียงแค่ก้าวเดียว ดวงตาสีนิลคู่สวยทอดมองสหายเก่าด้วยความรู้สึกสมเพชระคนเย้ยหยัน เขาไม่ได้ชักกระบี่ ไม่ได้แสดงท่าทีเกรี้ยวกราด ทว่ากลับส่งแรงกดดันมหาศาลจนอัครเดชต้องถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว "ท่านอัครเดช... ท่านลืมไปแล้วกระมังคะว่า เสียงปรบมือที่ท่านกำลังภาคภูมิใจอยู่นี้ แท้จริงแล้วมันคือบทเพลงบรรเลงส่งวิญญาณที่ท่านเป็นผู้แต่งขึ้นมาเอง" รวิศเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่กลับดังชัดเจนก้องกังวานไปทั่วห้องโถงที่เงียบสงัด "ความบ้าคลั่งที่ท่านแสดงออกมาให้สาธารณชนได้เห็นเมื่อครู่... ช่างงดงามและน่าสมเพชเสียจริงนะคะ" "หุบปาก!" อัครเดชคำรามลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวจนแทบเสียสติ เขายกมือขึ้นชี้หน้ารวิศด้วยความสั่นเทา สัญชาตญาณดิบเถื่อนที่เคยซ่อนไว้ภายใต้เปลือกนอกอันสุภาพหลุดล่อนออกจนหมดสิ้น "เจ้าเป็นใคร! กล้าดียังไงมากล่าวหาข้า! ข้าคือผู้กอบกู้แผ่นดิน! ข้าคือผู้ชนะ!" "ผู้ชนะงั้นหรือคะ?" รวิศหัวسเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวسเราะนั้นไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งเงิน หากแต่เยือกเย็นจนกระดูกสันหลังของทุกคนในที่นั้นต้องเยือกแข็ง "ท่านชนะบนซากปรักหักพังของคนอื่น ชนะด้วยการทรยศหักหลัง และในไม่ช้า... ท่านก็จะพ่ายแพ้ให้กับความโลภของตนเองอย่างไร้ที่กลบฝัง" รวิศก้าวเข้าไปประชิดตัวอัครเดชอีกนิด กระซิิบบางถ้อยคำแนบใบหูของศัตรู—ถ้อยคำที่เป็นรหัสลับสะเทือนขวัญ ดึงเอาความลับดำมืดที่อัครเดชพยายามฝังกลบไว้ตลอดหลายปีให้ผุดขึ้นมาหลอกหลอน ดวงตาของอัครเดชเบิกกว้าง ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรงราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม ความบ้าคลั่งพุ่งถึงขีดสุดเมื่อเขาคว้ากริชเงินที่เหน็บอยู่ที่เอวของขุนนางข้างกาย แล้วพุ่งเข้าหารวิศด้วยความขาดสติ หวังจะปลิดชีพอีฝ่ายให้สิ้นซากต่อหน้าธารกำนัล! "ตายซะเถอะไอ้สารเลว!" เสียงกรีดร้องด้วยความคลุ้มคลั่งของอัครเดชดังลั่นท้องพระโรง เหล่าคุณนายและขุนนางต่างพากันกรีดร้องและวิ่งหนีกันอลหม่าน ภาพลักษณ์อันสูงส่งของงานเลี้ยงถูกฉีกกระชากจนไม่เหลือชิ้นดี ศัตรูผู้เคยเย่อหยิ่งบัดนี้แสดงธาตุแท้แห่งความไร้สติออกมาให้ประจักษ์แก่สายตาทุกคู่ในแผ่นดินแล้ว รวิศเพียงแค่เอี้ยวตัวหลบคมกริชอย่างงดงามราวกับการร่ายรำ ปล่อยให้อัครเดชพุ่งชนความว่างเปล่าจนล้มคะมำลงกับพื้นท่ามกลางเศษแก้วไวน์แตกกระจาย ทว่า... ในวินาทีที่ความโกลาหลถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นจากด้านนอก ประตูบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดเกราะทองคำประดับตราสัญลักษณ์สูงสุดแห่งราชสำนัก ก้าวเข้ามาพร้อมกับราชโองการลับในมือ และบุคคลผู้ก้าวตามหลังมานั้น... คือผู้ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้เด็ดขาด ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลเกมอันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%