หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 26

หน้ากากที่ร้าวฉาน

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
เสียงกริบของคมมีดที่เฉือนผ่านเนื้อผ้าแพรต่วนราคาแพง ไม่ได้สร้างความสะท้านสะเทือนให้แก่รวิศแม้แต่น้อย เขายืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักหินอ่อนท่ามกลางความโกลาหลภายในห้องโถงรับรองของจวนอัครเสนาบดี ขณะที่เบื้องหน้าของเขาคืออัครเดช บุรุษผู้สวมหน้ากากแห่งมิตรภาพมาเนิ่นนาน บัดนี้รอยยิ้มอบอุ่นที่เคยประดับอยู่บนใบหน้านั้นได้มลายหายสิ้น เหลือเพียงความบิดเบี้ยวของความโกรธเกรี้ยวที่ไม่อาจปิด The Mask of Benevolence is shattering, leaving only a desperate, feral beast behind. "เจ้าคิดว่าเกมนี้เจ้าจะเป็นผู้กุมชัยชนะไปได้ตลอดหรือ รวิศ!" เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันของอัครเดชดังขึ้น พร้อมกับเศษแจกันโบราณราชวงศ์ชิงที่แตกกระจายไม่เป็นชิ้นดีที่แทบเท้าของรวิศ เศษกระเบื้องคมกริบดีดขึ้นมาบาดเฉี่ยวข้อเท้าจนมีหยดโลหิตสีชาดซึมผ่านเนื้อผ้าสีเข้มออกมา แต่รวิศหาได้ขยับเขยื้อนหลบหนีไม่ ดวงตาคู่คมทอดมองสหายเก่าด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เย็นชา และเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน รวิศยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมกรุ่นของชาอู่หลงชั้นเลิศช่วยขับเน้นบรรยากาศตึงเครียดให้เด่นชัดยิ่งขึ้น "ความโกรธเกรี้ยวคือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของนักหมากรุกนะคะ... ท่านอัครเดช เมื่อท่านสูญเสียความเยือกเย็น กระดานทั้งหมดที่ท่านเพียรสร้างมาแรมปี ก็ไม่ต่างอะไรกับปราสาททรายที่รอวันพังทลายเมื่อคลื่นลมโหมกระหน่ำ" "หุบปาก!" อัครเดชพุ่งเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วที่สะท้อนถึงสัญชาตญาณดิบที่ถูกปลุกเร้า มือหนาคว้าคอเสื้อของรวิศไว้แน่น แรงบีบที่สะท้อนถึงความเคียดแค้นชิงชังทำให้ข้อต่อกระดูกของอีกฝ่ายลั่นกรอบ ทว่ารวิศมิได้ขัดขืน เขากลับโน้มตัวเข้าหาเล็กน้อย ปล่อยให้อัครเดชได้ดื่มด่ำกับภาพความพ่ายแพ้ที่เขาสร้างขึ้นในจินตนาการ โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือหลุมพรางที่ถูกขุดล่อไว้ล่วงหน้า "ท่านกำลังใช้ความรุนแรงเพื่อกลบเกลื่อนความไร้ความสามารถของตนเองสินะคะ..." เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับสายลมหนาวที่พัดผ่านหู ทำให้อัครเดชสะดุ้งสุดตัว "ยามที่อำนาจในมือเริ่มหลุดลอย คนโง่เขลามักจะคว้าดาบขึ้นมาฟาดฟันอย่างไร้ทิศทาง แต่นายท่านผู้ปรีชาญาณเช่นท่าน... น่าจะรู้ดีกว่าใครมิใช่หรือ ว่ายิ่งดิ้นรนมากเท่าไหร่ บ่วงที่รัดคอก็จะยิ่งแน่นหนาขึ้นเท่านั้น" ดวงตาของอัครเดชแดงก่ำ เส้นเลือดปูดโปนขมับบ่งบอกถึงสภาวะจิตใจที่ใกล้ระเบิดเต็มที ความกดดันจากราชสำนัก แผนการค้าที่ล่มสลายในชั่วข้ามคืน และหลักฐานการทุจริตที่ค่อยๆ คืบคลานเข้าประชิดตัว ทำให้หน้ากากผู้ดีที่เขาสวมใส่มาตลอดชีวิตพังทลายลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี เขาไม่ใช่ขุนนางผู้ทรงเกียรติอีกต่อไป หากแต่เป็นเพียงสัตว์ป่าจนตรอกที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งเพื่อความอยู่รอด "ถ้าข้าต้องพินาศ... เจ้าก็ต้องตายไปพร้อมกับข้า!" คมดาบเล่มยาวถูกชักออกจากฝักข้างกายอย่างรวดเร็ว ปลายดาบสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับวาม พุ่งตรงมายังจุดตายกลางอกของรวิศอย่างเหี้ยมเกรียม ไม่มีไมตรีจิต ไม่มีเยื่อใยแห่งอดีต มีเพียงความตั้งใจที่จะปลิดชีพสหายผู้ล่วงรู้ความลับทั้งหมดให้สิ้นซากในค่ำคืนนี้ บรรยากาศภายในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ ราวกับกาลเวลาถูกหยุดไว้ด้วยคมดาบที่พุ่งแหวกอากาศเข้ามา รวิศยังคงรักษาความสงบนิ่งไว้ได้อย่างน่าประหลาด แม้ความตายจะอยู่ห่างเพียงคืบ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา—รอยยิ้มที่ทำให้อัครเดชรู้สึกหนาוכสันหลังวาบอย่างไม่มีสาเหตุ ทันใดนั้น เสียงปรบมือเบาๆ สามครั้งก็ดังขึ้นจากความมืดมิดบริเวณระเบียงด้านนอก ตามมาด้วยเงาร่างของทหารองครักษ์หลวงนับสิบชีวิตที่พังประตูเข้ามาล้อมรอบตัวอัครเดชไว้ทุกด้าน พร้อมกับราชโองการฉบับประทับตราลัญจกรทองคำที่ถูกชูขึ้นท่ามกลางแสงไฟ อัครเดชชะงักค้าง ปลายดาบหยุดอยู่ห่างจากหัวใจของรวิศเพียงไม่ถึงนิ้ว มือที่ถือดาบสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อหันไปพบว่า ผู้ที่ก้าวเข้ามาพร้อมกับราชโองการในยามวิกาลนี้ คือองค์ชายผู้ซึ่งเขาเคยเหยียบย่ำและคิดว่าไม่มีทางพลิกฟื้นกลับมามีอำนาจได้อีก "ท่านอัครเดช..." พระสุรเสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงอำนาจดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน "ดูเหมือนว่าการเล่นละครฉากใหญ่ของท่านในคืนนี้ จะสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้กระมัง" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลเกมอันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%