กลิ่นอายจางๆ ของชาเขียวมัทฉะชั้นดีที่ชงด้วยน้ำอุณหภูมิพอเหมาะ ลอยอวลปะปนกับกลิ่นหมึกจีนราคาแพงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม ทว่าบรรยากาศภายในห้องทรงอักษรส่วนตัวกลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก
“ใต้เท้า… ทางกรมราชองครักษ์ส่งคนมาตรวจค้นถึงเรือนรับรองฝั่งตะวันออกแล้วค่ะ เจ้าค่ะ”
เสียงกระซิบจากสาวใช้คนสนิทดังลอดผ่านม่านลูกปัดมุกเข้ามา รวิศมิได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากกระดานหมากรุกหยกขาวที่เขากำลังขบคิดอยู่ มือเรียวยาวในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเมฆสีเงินครามบรรจงคีบหมากสีดำลงบนจุดตัดที่สามสิบเจ็ดอย่างมั่นคง แววตาคมกริบสะท้อนประกายความเยือกเย็นดุจผิวน้ำในยามราตรี
การสืบสวนภายในราชสำนักที่อัครเดชเป็นผู้ “ทูลเสนอ” ต่อองค์เหนือหัว เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของขุนนางเก่าที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง—ช่างเป็นข้ออ้างที่หรูหราและไร้ที่ติในการกวาดล้างเสี้ยนหนาม
“ปล่อยให้พวกเขาค้นไปเถอะค่ะ”
รวิศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังพูดถึงดินฟ้าอากาศ ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อยนิด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารองครักษ์นับสิบชีวิตกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้เรือนพักทีละน้อย แรงกดดันจากอำนาจมืดที่อัครเดชชักใยอยู่เบื้องหลังแผ่ซ่านผ่านบานประตูไม้แกะสลักเข้ามาจนแทบทำให้หายใจไม่ออก
ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท กลิ่นอายดิบเถื่อนของทหารสนามรบทะลักเข้ามาแทนที่กลิ่นหอมของกำยาน
“เรียนท่านรวิศ ทางเราได้รับพระราชโองการลับจากท่านอัครเดช ให้มาตรวจสอบเอกสารและสิ่งของต้องสงสัยภายในห้องนี้ เพื่อความบริสุทธิ์ใจ… ขอท่านโปรดให้ความร่วมมือด้วย” หัวหน้าองครักษ์ผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง สายตากวาดมองไปรอบห้องอย่างระแวดระวัง
รวิศค่อยๆ วางนิ้วออกจากเม็ดหมาก เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงทีสง่างามและไร้ซึ่งความยำเกรง รัศมีบางเบาแต่กดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากตัวของอตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเหยียบย่ำจนจมดิน รวิศก้าวเข้าไปหาหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นทีละก้าว เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้ดังสะท้อนก้องในความเงียบราวกับเสียงนาฬิกามรณะ
“ตรวจสอบหรือคะ… หรือว่าเป็นการ ‘ยัดเยียด’ หลักฐานกันแน่ ท่านหัวหน้า” รวิศเอ่ยถาม เสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
“ท่านพูดจาระวังปากด้วย! พวกเราทำตามหน้าที่!” หัวหน้าองครักษ์ชักสีหน้าด้วยความไม่พอใจ
“หน้าที่… คำนี้ช่างศักดิ์สิทธิ์เสียจริงนะคะ” รวิศแย้มสร้อยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “แต่ก็น่าเสียดาย ที่สุนัขบางตัวจำไม่ได้เสียแล้วว่า ใครคือเจ้านายที่แท้จริงที่ให้ข้าวให้น้ำมันกิน”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง ทหารองครักษ์ต่างชักดาบออกจากฝักครึ่งหนึ่งเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ ทว่ารวิศกลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขากลับผผายมือเชิญด้วยความเต็มใจ “เชิญค้นตามสบายค่ะ หากท่านหา ‘หลักฐานการกบฏ’ ที่พวกท่านอยากให้มีเจอจริงๆ ล่ะก็นะคะ”
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ท่ามกลางเหงื่อที่ซึมตามไรผมของเหล่าทหารที่พลิกแผ่นดินค้นหาทุกซอกทุกมุมของห้อง แต่กลับไม่พบสิ่งใดที่ผิดกฎหมายเลยแม้แต่เงา ใบหน้าของหัวหน้าองครักษ์เริ่มซีดเผือด เพราะเป้าหมายของการมาในวันนี้คือการ “ต้อง” หาหลักฐานให้เจอ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
“เป็นอย่างไรบ้างคะ? หรือว่าจวนของข้าจะยากจนเกินไป จนแม้แต่กระดาษลับที่พวกท่านกุเรื่องขึ้นมาก็ยังหาไม่พบ?” รวิศเอ่ยเย้าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเสียงหัวเราะเบาๆ ซึ่งยิ่งสร้างความอับอายและเคียดแค้นให้แก่ฝ่ายตรงข้าม
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด และพวกมันกำลังจะใช้วิธีใช้อำนาจบาทใหญ่ยึดสิ่งของทั้งหมดไปตรวจสอบตามอำเภอใจ ประตูชั้นนอกก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เยือกเย็นและคุ้นเคยเป็นอย่างดี
อัครเดชก้าวเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มอบอุ่นฉาบหน้าเช่นเคย ดวงตาคู่นั้นทอประกายลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เบื้องหลังรอยยิ้มสุภาพเรียบร้อยนั้น ซ่อนความเหี้ยมเกรียมที่พร้อมจะบดขยี้ทุกชีวิตให้แหลกคาเท้า
“รวิศ… ข้าได้ยินว่าเรือนของเจ้ามีแขกไม่ได้รับเชิญมาสร้างความวุ่นวาย จึงรีบมาดูด้วยความเป็นห่วง” อัครเดชเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าสายตากลับกวาดมองไปทั่วห้องราวกับเหยี่ยวที่กำลังสำรวจเหยื่อ
รวิศหันกลับไปสบตากับคนที่เคยเป็นมิตรและเป็นผู้ทำลายล้างตระกูลของตนในอดีต หัวใจเต้นระรัวด้วยไฟแห่งความแค้นที่ถูกสุมไว้จนลุกโชน แต่นอกกายกลับนิ่งสนิทดุจหินผา
“ท่านอัครเดชมาเองเลยหรือคะ ช่างใส่ใจข้าเสียจริง… หรือว่ากลัวว่าสุนัขที่ปล่อยมา จะทำงานพลาดจนไม่ได้ดั่งใจกันแน่คะ?”
อัครเดชชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงประดับอยู่ แต่แววตาไหววูบไปชั่วพริบตา เขาก้าวเข้าไปใกล้รวิศจนได้กลิ่นหอมจางๆ จากกายของอีกฝ่าย โน้มใบหน้าลงกระซิบด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบที่เต็มไปด้วยการคุกคาม
“เจ้าคิดว่าเจ้าจะหลบเลี่ยงตาข่ายที่ข้าถักทอไว้ได้ตลอดไปอย่างนั้นหรือ รวิศ… หมากกระดานนี้ เพิ่งจะเริ่มต้นเดินตาจริงจังเท่านั้น”
รวิศไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เงยหน้าสบตาอีกฝ่ายตรงๆ รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปาก “งั้นก็ลองดูค่ะ ว่าตาต่อไป… หัวของใครที่จะหลุดจากบ่าก่อนกัน”
ทว่า ในวินาทีที่การประลองสายตาอันดุเดือดกำลังดำเนินไปถึงจุดสูงสุด อัครเดชไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจา เขากลับยกมือขึ้นส่งสัญญาณบางอย่าง
ฉับพลันนั้นเอง สาวใช้คนสนิทที่ยืนก้มหน้าอยู่มุมห้องก็ทรุดฮวบลงกับพื้น พร้อมกับกระรอกเลือดสีดำคล้ำที่ทะลักออกจากมุมปาก ร่างกายชักกระตุกด้วยความทรมานก่อนจะแน่นิ่งไปต่อหน้าต่อตา!
รวิศเบิกกว้างด้วยความตกใจ นี่ไม่ใช่ฝีมือของอัครเดช แต่เป็นพิษที่ถูกซ่อนไว้ในน้ำชาที่สาวใช้ผู้นั้นดื่มเพื่อต้อนรับแขก... พิษที่เป้าหมายแท้จริงไม่ได้มีไว้ปลิดชีพสาวใช้
แต่อยู่ในถ้วยชาอีกใบ... ถ้วยที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหมากรุก ซึ่งรวิศเพิ่งจะยกขึ้นจิบไปเมื่อครู่ก่อนที่ทหารองครักษ์จะพังประตูเข้ามา!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากตานี้ไปพร้อมกับรวิศนะคะ มนตรากรรมสะท้อนสัญญาว่าจะถ่ายทอดทุกความแค้นให้เข้มข้นถึงใจที่สุดค่ะ
หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 8
ความเงียบที่ดังกว่าเสียงตะโกน
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!