หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 24

ความหวาดกลัวที่คืบคลาน

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
ม้วนกระดาษสีทองอร่ามที่สะท้อนเงาแสงจันทร์ยามวิกาล ถูกสะบัดออกด้วยปลายนิ้วที่มั่นคงของอัครเดช เสียงกระดาษหนาเสียดสีกันดั่งเสียงกรีดร้องของความพินาศที่ถูกปลุกให้ตื่นจากหลุมศพ "เจ้ามิควรมาอยู่ที่นี่ในยามวิกาลเช่นนี้... อัครเดช" น้ำเสียงของรวิศราบเรียบ เยือกเย็นดั่งสายน้ำใต้ผืนน้ำแข็งหนา ดวงตาคมกริบกวาดมองม้วนกระดาษในมือของอีกฝ่ายโดยไม่สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย ทว่าภายใต้ความนิ่งงันนั้น ฟันกรามของเขากลับขบเข้าหากันแน่นจนสันกรามขึ้นนูน—นี่คือพระราชโองการลับที่เขาเฝ้ารอคอย เพื่อกระชากหน้ากากของบุรุษผู้สวมรอยเป็นมิตรผู้นี้ลงให้ถึงดิน อัครเดชแย้มรอยยิ้ม รอยยิ้มพิมพ์ใจที่ครั้งหนึ่งเคยหลอกลวงให้รวิศมอบความไว้วางใจให้จนหมดสิ้น ทว่าในยามนี้ รอยยิ้มนั้นกลับบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งลำพองใจในอำนาจที่ตนกุมอยู่ "ดึกดื่นเพียงใด หากเป็นเรื่องของบ้านเมืองและความจงรักภักดี ย่อมไม่มีคำว่ายามวิกาลหรอกกระมัง... รวิศสหายรัก หรือข้าควรเรียกว่า 'นักโทษกบฏ' ดีเล่า?" อัครเดชเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกเมื่อ เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว กลิ่นอายของอำนาจและกลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาจากอาภรณ์ราคาแพงโชยเข้าปะทะบรรยากาศรอบตัว ในห้องโถงกว้างที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจและการเผชิญหน้าของสองบุรุษผู้กุมชะตาแผ่นดิน รวิศไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เขายืนสง่านิ่งดั่งขุนเขา แม้ในยามที่สถานการณ์ดูเหมือนจะตกเป็นรอง "ท่านถือพระราชโองการอยู่ในมือ คิดจะประกาศิตสิ่งใดเล่า? หรือคิดว่าอำนาจที่ท่านแย่งชิงมาจากเงาของผู้อื่น จะค้ำจุนท่านไปได้ชั่วกาลนาน?" รวิศเอ่ยถาม พลางก้าวเข้าไปประชิดอีกฝ่ายด้วยท่าทีที่เหนือกว่าในเชิงจิตวิทยา สายตาคู่นั้นกวาดมองไปที่ตราประทับสีชาดบนม้วนกระดาษ ก่อนจะเหลือบขึ้นสบตาอัครเดชตรงๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของอัครเดชเริ่มกระตุกวูบ ความมั่นใจที่เคยเปี่ยมล้นในคราแรกสะดุดกึกทันที เมื่อพบว่าแววตาของรวิศไม่มีความหวาดกลัว เจ็บปวด หรือเคียดแค้นอย่างไร้สติหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่าที่ล้ำลึกดั่งห้วงมหาสมุทร... และความเย็นชาของมัจจุราชที่กำลังรอเวลาพิพากษา "เจ้า... เจ้ายังกล้าสามหาวต่อหน้าพระราชโองการอีกหรือ!" อัครเดชเค้นเสียงลอดไรฟัน ความตื่นตระหนกสายหนึ่งพาดผ่านดวงตาคู่คมที่เคยฉายแววเจ้าเล่ห์ เขาผันเปลี่ยนความหงุดหงิดเป็นความเด็ดขาด สะบัดข้อมือเพื่อคลี่ประกาศิตในมือออกให้กว้างขึ้น "ในพระราชโองการฉบับนี้ ระบุชัดเจนว่าตระกูลรวิศต้องโทษประหารเจ็ดชั่วโคตร และทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดิน... ซึ่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในเขตบูรพาทิศ ก็คือ 'ตัวข้า'!" ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทว่ามันมิใช่ความเงียบของความพ่ายแพ้ รวิศกลับหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ทุ้มต่ำและก้องกังวานในความมืด ทำให้หัวใจของอัครเดชกระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้ มันเป็นเสียงหัวเราะที่เยือกเย็นเสียจนขนพองสเกล "อัครเดช... ท่านช่างโง่เขลาเสียจนน่าเวทนา" รวิศเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าทุกคำพูดกลับหนักหน่วงราวนำ้หนักของภูเขา "ท่านคิดจริงๆ หรือว่า พระราชโองการฉบับนั้น... เป็นของจริง?" ดวงตาของอัครเดชเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย มือที่ถือกำม้วนกระดาษเริ่มสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว "เจ้า... หมายความว่าอย่างไร?" ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นนับร้อยนายก็ดังกระหึ่มขึ้นจากภายนอกเรือน ราวกับคลื่นยักษ์ที่ซัดสาดเข้าใส่ฝั่ง แรงสั่นสะเทือนสะท้อนผ่านพื้นไม้สักทองจนรู้สึกได้ ประตูกลและหน้าต่างรอบด้านถูกกระชากเปิดออกพร้อมกัน เผยให้เห็นเงาร่างขององครักษ์ในชุดเกราะเหล็กกล้าสีดำสนิทนับสิบชีวิตที่ถือคันธนูง้างรอไว้อย่างพร้อมเพรียง ลูกศรนับร้อยดอกเล็งตรงมาที่อัครเดชและผู้ติดตามของเขาอย่างไร้ช่องว่าง สีหน้าของอัครเดชเปลี่ยนจากความมั่นใจกลายเป็นซีดเผือดในพริบตา ความมั่นใจที่ว่าตนคือกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ พังทลายลงต่อหน้าต่อตา ราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดหายไปในพริบตาเดียว ฐานอำนาจที่เขาใช้เวลาสะสมมานานนับปี บัดนี้กลับถูกล้อมกรอบด้วยกองกำลังที่เขาไม่เคยระแคะระคายมาก่อน "ท่านถูกล้อมแล้ว... ท่านอัครเดช" รวิศก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ปล่อยให้แสงจันทร์สาดส่องใบหน้าที่คมคายและรอยยิ้มที่แท้จริงรอยยิ้มของผู้พิชิต "และกระดาษในมือท่าน ก็เป็นเพียงแค่แผ่นกระดาษไร้ค่า ที่ข้าจงใจปล่อยให้ท่านวิ่งมาติดกับดักด้วยตนเอง" อัครเดชหันขวับไปมองรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก เหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มดวงหน้า ก่อนที่อัครเดชจะได้เอ่ยปากสั่งการใดๆ เพื่อเอาตัวรอด เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งก็ก้าวเข้ามาทางด้านหลังของเขาอย่างเชื่องช้า พร้อมกับปลายดาบคมกริบที่จ่อเข้าที่ลำคอระหงของอัครเดชอย่างไร้ความปราณี เมื่ออัครเดชเหลือบสายตาหวาดผวาไปมองผู้ที่ถือดาบอยู่เบื้องหลัง เขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ—เพราะเงาร่างนั้น หาใช่ใครอื่นไม่ หากแต่เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนคร... ผู้ซึ่งควรจะสวามิภักดิ์ต่อเขามาโดยตลอด! "ท่านแม่ทัพ... นี่มันหมายความว่าอย่างไร!" อัครเดชเค้นเสียงถามด้วยความหวาดกลัวที่เริ่มคืบคลานเข้าเกาะกุมหัวใจ แม่ทัพใหญ่ผู้ถือดาบแย้มยิ้มบางเบາ พลางกระซิบข้างหูของอัครเดชด้วยน้ำเสียงที่ทำให้อากาศรอบตัวเย็นเยียบลงทันที "ฝ่าบาททรงมีรับสั่ง... ให้จับกุมผู้คิดคดทรยศต่อแผ่นดินได้ทันที... ท่านอัครเดช เกมของท่าน... จบลงแล้วค่ะ" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลเกมอันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%