หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน•ตอนที่ 10

เศษเสี้ยวความทรงจำที่บิดเบี้ยว

ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
กลิ่นหอมกรุ่นของชาไป๋ฮ่าวอิ้นเจินลอยอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่าสำหรับรวิศแล้ว กลิ่นของมันกลับเจือด้วยกลิ่นอายจางๆ ของโลหิตและสนิมเหล็ก นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวจรดลงบนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ ลวดลายดอกโบตั๋นสีชาดที่วาดด้วยมือถูกความร้อนแผ่ซ่านจนดูราวกับกลีบดอกไม้กำลังแย้มบานและหยดเลือด "ท่านพี่รวิศยังคงโปรดปรานชาชั้นดีเช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน" น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มอบอุ่นดังขึ้นจากฝั่งตรงข้าม อัครเดช... บุรุษผู้สวมอาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทองลายเมฆมงคล ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่ผู้คนต่างขนานนามว่า ‘รอยยิ้มพระโพธิสัตว์’ ทว่าในดวงตาคู่นั้นกลับซ่อนประกายคมกริบดั่งใบมีดที่อาบยาพิษ รวิศเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย ช้าๆ และมั่นคง ดวงตาของอดีตขุนนางผู้เคยตกสู่หุบเหวแห่งความตายคู่นั้น ไม่มีความโกรธเกรี้ยวหลงเหลือให้อัครเดชได้ยลยินอีกต่อไป มีเพียงความว่างเปล่าดั่งผืนน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น ความนิ่งงันนี้เองที่ทำให้อัครเดชชะงักไปชั่วขณะ รอยยิ้มบนมุมปากของมิตรผู้แสร้งหวังดีกระตุกเกร็งขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่เป็นธรรมชาติ "ชาชั้นดี ย่อมคู่ควรกับผู้ที่รู้คุณค่า" รวิศเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานในความเงียบสงบของห้องรับรอง "แต่บางครั้ง... ชาที่จิบเข้าไปโดยไม่รู้ว่าใบชาถูกปลูกด้วยหยาดน้ำตาของใคร ก็อาจทำให้ลิ้นชาด้านชาไปตลอดกาลได้เช่นกันนะคะ" อัครเดชหัวเราะเบาๆ ในลำคอ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม เสียงกระทบเบาๆ ดังก้องกังวาน "ท่านพี่พูดจาคมคายขึ้นทุกวัน ตั้งแต่เหตุการณ์คราวนั้น... ดูเหมือนท่านจะมองโลกเปลี่ยนไปมาก" "คราวนั้น" ที่อัครเดชเอ่ยถึง คือวันที่ตระกูลของรวิศถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ เอกสารลับทางราชการถูกสับเปลี่ยนในห้องทรงงานของฮ่องเต้ และผู้ที่นำมันไปถวายพร้อมรอยน้ำตาแห่งความจงรักภักดี ก็คือบุรุษผู้ นั่งอยู่เบื้องหน้านี้เอง ทว่า ในการย้อนคืนสู่กระดานหมากครั้งนี้ รวิศไม่ได้กลับมาเพื่อทวงคืนเพียงแค่ความยุติธรรมหรืออำนาจในราชสำนักอย่างที่ทุกคนคาดคิด... เอกสารลับแผ่นนั้น สมุดบัญชีรายชื่อขุนนางที่ถูกซื้อตัว และจดหมายลับที่ถุกซ่อนไว้ใต้พื้นห้องใต้ดินของสำนักตรวจสอบ ย่อมไม่ใช่เบาะแสทั้งหมด รวิศเลื่อนมือไปเปิดหีบไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรที่วางอยู่ข้างกาย ด้านในบรรจุแผ่นป้ายหยกสลักตราประจำตระกูลเก่าแก่ ซึ่งควรจะถูกเผาทำลายไปพร้อมกับเพลิงผลาญเมื่อสามปีก่อน อัครเดชหุบยิ้มทันทีที่เห็นแผ่นป้ายนั้น ดวงตาคมกริบหรี่ลง รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างอย่างไม่ปิดบังอีกต่อไป บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนเป็นกดดันจนแทบหายใจไม่ออก "ท่านได้มันมาจากที่ใด..." เสียงของอัครเดชเยียบเย็นลง ไร้ซึ่งความอบอุ่นจอมปลอม "ท่านคิดว่าความทะเยอทะยานของท่าน คือเหตุผลเดียวที่ทำลายตระกูลรวิศอย่างนั้นหรือคะ... อัครเดช" รวิศโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แสงเทียนวับแวมสะท้อนดวงตาที่ฉายแววเย้ยหยัน "อำนาจ ตำแหน่งอัครเสนาบดี หรือเบี้ยหวัดนับหมื่นตำลึง... สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเศษอาหารที่โยนให้สุนัขกินเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจต่างหาก" มือของอัครเดชกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน เสียงลมหายใจเริ่มติดขัดเมื่อความลับที่ถูกฝังกลบไว้ใต้หลุมศพกำลังถูกขุดคุ้ยขึ้นมาทีละน้อย "เจ้า... พูดเรื่องอะไร" "ข้าไม่ได้พูดถึงเรื่องการเมือง" รวิศหยิบม้วนกระดาษเก่าคร่ำคร่าแผ่นหนึ่งขึ้นมา กางออกให้เห็นลายมือที่เลือนรางแต่มั่นคง "ข้ากำลังพูดถึง ‘สัญญาเลือด’ ระหว่างตระกูลของท่าน กับผู้ที่อยู่เบื้องหลังม่านไหมสีเหลืองทองในตำหนักชั้นในต่างหากล่ะคะ" สีหน้าของอัครเดชถอดสีในชั่วพริบตา ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม ความมั่นใจและท่าทีเหนือกว่ามลายหายไปสิ้น ร่องรอยความตื่นตระหนกฉายชัดผ่านม่านตาที่เบิกกว้าง ไม่ใช่แค่เรื่องอำนาจ... การทรยศหักหลังและการล่มสลายของตระกูลรวิศ มีรากเหง้าที่ลึกซึ้งและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้น มันคือแผนการล้างสายเลือดที่เกี่ยวพันถึงบัลลังก์มังกรโดยตรง! ก่อนที่อัครเดชจะทันได้เอ่ยปากแก้ตัว เสียงฝีเท้าหนักแน่นและรวดเร็วดังขึ้นที่หน้าประตูห้องรับรอง ตามมาด้วยเสียงเคาะสามครั้งตามรหัสลับที่คุ้นเคย ประตูกระดาษสาถูกผลักเปิดออกอย่างแรง โดยบ่าวรับใช้คนสนิทที่ใบหน้าเปื้อนหยาดเหงื่อและรอยเลือดจางๆ "นายท่าน! แย่แล้วขอรับ... กองกำลังองครักษ์เสื้อแพรนำโดยใต้เท้ากู่ บุกเข้ามาล้อมเรือนรับรองไว้หมดแล้ว!" รวิศไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ขณะที่สายตายังคงจ้องมองอัครเดชผู้กำลังนั่งตัวแข็งทื่อ ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากความมืดมิดของระเบียงทางเดินด้านหลัง ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวพ้นเงาไม้ออกมา ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับเทพเซียน ทว่าแววตากลับเยียบเย็นดั่งพญายม พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของรวิศกระตุกวูบ "เก่งมาก... รวิศ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่บุรุษผู้นั้นโยนป้ายคำสั่งทองคำแท้ลงบนโต๊ะกลางห้อง "เจ้าขุดคุ้ยความจริงได้เร็วกว่าที่ข้าคาดไว้เสียอีก... แต่ดูเหมือนว่า เจ้าจะลืมคิดไปนะ ว่าเบื้องหลังสัญญาเลือดฉบับนั้น มีลายมือของใครร่วมลงนามอยู่ด้วย" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินหมากตานี้ไปพร้อมกับรวิศนะคะ มนตรากรรมสะท้อนสัญญาว่าจะถ่ายทอดทุกความแค้นให้เข้มข้นถึงใจที่สุดค่ะ
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานสุดท้ายกับกาลเวลาที่หวนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%