เสียงปิดแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มดัง “ปัง” สนั่นห้องทำงานส่วนตัว จนกลิ่นอายความกดดันที่ลอยตัวอยู่ก่อนหน้าแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ รินรดาไม่แม้แต่จะกะพริบตา เธอยืนนิ่งหลังโต๊ะทำงาน ท่าทางสง่างามราวกับพญาอินทรีที่กำลังจ้องเหยื่อ แม้ในใจจะรู้ดีว่าสัญญาฉบับนั้นคือโซ่ตรวนที่เธอเคยพลาดท่าเซ็นไว้เมื่อสามปีก่อน
ชายวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพล—ท่านกิตติ—หัวหน้าคณะกรรมการบริหารโครงการยักษ์ใหญ่ ปรบมือเบาๆ สองครั้งด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
“ไม่เจอกันนานนะคุณรินรดา เธอยังคมกริบเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน... ส่วนคุณภัคคิน ผมว่าเราคงต้องทบทวนเรื่องเดดไลน์ของโปรเจกต์นี้กันใหม่แล้วล่ะ” ท่านกิตติหันไปสบตากับชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนกอดอกอยู่มุมห้อง
ภัคคินขยับตัวเล็กน้อย แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากวาดมองแฟ้มในมือของผู้ทรงอิทธิพลด้วยความเรียบเฉย ทว่าสันกรามที่ขบเข้าหากันอย่างแน่นหนานั้นฟ้องชัดว่าเขากลังอดกลั้นอารมณ์เพียงใด
“โปรเจกต์นี้เดินหน้าตามกำหนดการเดิมครับท่านกิตติ ส่วนสัญญาฉบับนั้น... มันหมดอายุทางกฎหมายไปตั้งแต่หเดือนที่แล้วแล้วครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ทรงพลัง ชนิดที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านกิตติแข็งค้างไปชั่วขณะ
“คุณภัคคิน... อย่ามั่นใจนักเลยน่า คนเราถ้ามีจุดอ่อนให้อ่อนไหว ก็มักจะล้มได้ง่ายเสมอนะครับ” ท่านกิตติวางแฟ้มกระแทกโต๊ะก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงความอึดอัดที่หนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
ประตูห้องปิดสนิท บรรยากาศกลับมาเงียบงันอีกครั้ง
รินรดายังคงยืนอยู่ที่เดิม เธอยกมือขึ้นกอดอก ทว่าปลายนิ้วที่จิกเข้าที่ต้นแขนตัวเองเบาๆ นั้นแสดงให้เห็นว่าเธอก็ไม่ได้นิ่งสนิทอย่างที่แสดงออก
“ทีหลัง... ถ้าไม่อยากเป็นภาระใคร ก็ช่วยใช้สมองคิดก่อนจะเซ็นอะไรส่งเดช”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ภัคคินเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนเหลือเพียงก้าวเดียว ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาเข้มดูคุกคามเธอโดยธรรมชาติ ปากหนานั้นเม้มเป็นเส้นตรง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
“นี่คุณภัคคิน! เมื่อกี้ฉันช่วยรับหน้าแทนคุณเรื่องแปลนออกแบบชั้นสามนะ ทำมาเป็นพูดจาถางถางอยู่ได้!” รินรดาหันขวับ ดวงตากลมโตวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจ เธอเกลียดที่สุดคือคนประเภทที่ช่วยคนอื่นแล้วยังต้องแถมคำพูดแย่ๆ ใส่หน้า
“ปากดี... แต่ตรงเวลาเป็นไหมครับ?” ภัคคินย้อนถามเสียงต่ำ เขายื่นนาฬิกาข้อมือราคาแพงมาตรงหน้าเธอ เข็มยาวชี้เป๊ะที่เวลาแปดโมงตรง “เรามีนัดประชุมบรีฟงานกับทีมวิศวกรตอนแปดโมงสิบห้านาที แต่คุณเพิ่งเดินเข้ามาในบริษัทตอนแปดโมงตรงพพอดี แถมยังแวะซื้อกาแฟแก้วโตมาเดินจิบอ้อยอิ่งอีกต่างหาก”
“มันเลยเวลามาสิบห้านาทีรึยังล่ะคะ... เอ้ย! รึยังล่ะครับ!” รินรดาเผลอหลุดปากแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อนึกขึ้นได้ว่าไม่อยากเสียฟอร์มให้เขาจับผิดเรื่องการใช้สรรพนาม เธอสะบัดหน้าหนี “ฉันเป็นครีเอทีฟ สมองฉันต้องการคาเฟอีนเพื่อขับเคลื่อนไอเดีย คุณเป็นสถาปนิกน่าจะเข้าใจศิลปะตรงนี้นะ”
“ผมเข้าใจว่างานออกแบบต้องการความประณีต และความประณีตนั้นเริ่มต้นจาก ‘ความมีวินัย’ ครับคุณรินรดา” ภัคคินโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนรินรดาได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ผสมกับกลิ่นกาแฟเข้มข้นจากตัวเขา “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป... ผมคือกฎเหล็กของคุณ”
“ห๊ะ? ว่าไงนะ?” รินรดาผงะถอยหลังเล็กน้อยด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้น “คุณหมายความว่ายังไง?”
“หมายความว่า ตั้งแต่นี้ไป... คุณต้องมาถึงห้องทำงานก่อนผมสิบห้านาที งานทุกชิ้นต้องผ่านการตรวจโครงสร้างจากผมก่อนส่งต่อ และห้ามดื่มกาแฟเกินวันละหนึ่งแก้วเพราะมันทำให้คุณสมาธิสั้น” ภัคคินร่ายยาวเป็นชุด สีหน้าจริงจังไร้ซึ่งการล้อเล่น
“นี่คุณบ้าไปแล้วเหรอ! ฉันไม่ใช่ทหารในค่ายของคุณนะภัคคิน!” รินรดาทุบโต๊ะปังหนึ่งทีอย่างเหลืออด เธอจ้องหน้าเขาเขม็ง “เราเป็นพาร์ทเนอร์กันในโปรเจกต์นี้ ไม่ใช่ลูกน้องกับเจ้านาย!”
“พาร์ทเนอร์ที่ชอบมาสายและทำตัวรั้นน่ะเหรอครับ?” ภัคคินเลิกคิ้วสูง รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นแวบหนึ่งช่างน่าหมั่นไส้เสียจนเธอนึกอยากจะเอาแฟ้มเอกสารฟาดหน้าเขาให้รู้แล้วรู้รอด “ถ้าคุณไม่อยากทำตามกฎเหล็กนี้... ก็เซ็นใบลาออกซะ แล้วแบกหน้าไปอธิบายกับท่านกิตติเองว่าคุณทำโปรเจกต์นี้ไม่ไหว”
คำพูดนั้นทำให้รินรดากัดริมฝีปากแน่นอย่างเจ็บใจ เธอรู้ดีว่าท่านกิตติกำลังรอจังหวะเล่นงานเธออยู่จริงๆ การถอนตัวตอนนี้เท่ากับเธอยอมจำนนต่อเกมสกปรกนั่น ซึ่งเป็นสิ่งที่คนอย่างรินรดาไม่มีวันทำเด็ดขาด!
“ก็ได้...!” เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาสวยเฉี่ยวจ้องมองเขาอย่างเอาเรื่อง “อยากได้กฎเหล็กนักใช่ไหม? งั้นฉันจะทำให้คุณเห็นว่าคนอย่างรินรดาไม่มีวันยอมสยบให้ความเผด็จการของคุณเด็ดขาด!”
“ดีมากครับ... หวังว่าคุณจะอึดพอๆ กับปากนะ” ภัคคินเหยียดยิ้มบางๆ แววตาคมกราบทอดมองเธอด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ลึกเกินกว่าจะคาดเดา เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูง “สิบนาทีหลังจากนี้ หวังว่าจะเห็นคุณนั่งอยู่ที่โต๊ะประชุมพร้อมสมุดโน้ต... ห้ามสายแม้แต่วินาทีเดียว”
พูดจบ ภัคคินก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้รินรดายืนกำมือแน่นด้วยความคับแค้นใจ เธอกัดฟันกรอด พึมพำกับตัวเองเบาๆ
“คอยดูเถอะตาคุณสถาปนิกหน้าตาย ฉันจะหาจุดบกพร่องในงานของคุณมาหักหน้าให้ดูเหมือนกัน!”
ว่าแล้วเธอก็คว้าสมุดโน้ตคู่ใจแล้วก้าวฉับๆ ออกจากห้องทำงานเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องประชุมใหญ่ ทว่า เมื่อเธอผลักประตูห้องประชุมเปิดออก กลิ่นอายความตึงเครียดกลับพุ่งเข้าใส่หน้าทันที ภาพเบื้องหน้าไม่ใช่แค่ทีมวิศวกรอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับมีร่างของใครอีกคนนั่งไขว่ห้างรออยู่ตรงหัวโต๊ะ... คนที่ทำให้หัวใจของเธอร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
รินรดานิ่งงิกค้างกลางอากาศ มือที่กำลูกบิดประตูสั่นระริกเล็กน้อย เมื่อดวงตาคู่คมของบุคคลปริศนาหันมาสบตาเธอนิ่ง พร้อมรอยยิ้มทักทายที่แฝงด้วยอันตราย
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "เซฟโซนสุดกวนกับนายมาดนิ่ง" มา ณ ที่นี้นะครับ
เซฟโซนสุดกวนกับนายมาดนิ่ง•ตอนที่ 2
กฎเหล็กกับความยืดหยุ่น
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับนายมาดนิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!