เสียงคำรามต่ำของฟ้าผ่าด้านนอกกระจกใสบานยักษ์ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับเสียงกระดาษร่างแบบสถาปัตยกรรมแผ่นนั้นที่กำลังถูกพลิกเปิดด้วยปลายนิ้วเรียวยาวของภัคคิน
"คุณอธิบายไอเดียนี้ให้ผมฟังอีกรอบสิ รินรดา... เอาแบบที่สมองคนธรรมดาเขาคิดกัน ไม่ใช่เอาความติสต์แตกของคุณมาครอบงำโครงสร้างโปรเจกต์ร้อยล้าน"
น้ำเสียงนั้นเรียบสนิท แต่มันเจือความเยียบเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของสถาปนิกหนุ่มผู้ไม่เคยประนีประนอมกับความไร้เหตุผล รินรดาตวัดสายตาขึ้นมองร่างสูงที่ยืนค้ำโต๊ะทำงานของเธออยู่ แสงไฟนีออนสีขาวนวลจากเพดานออฟฟิศที่เหลือเปิดอยู่เพียงไม่กี่ดวง ยิ่งขับให้เงาทอดตัวของเขาดูน่าเกรงขามและกดดัน
แต่มีหรือที่คนอย่างเธอจะก้มหัวให้
"ถ้าคุณใช้แค่สมองธรรมดาคิด คุณก็จะเห็นแค่ตึกสี่เหลี่ยมบล็อกคอนกรีตน่าเบื่อๆ ที่ลูกค้าคงอยากเอาปี๊บคลุมหัวเวลาเดินเข้าตึกครับ... อ้อ ขอโทษที ลืมไปว่า 'คุณ' ชอบอะไรที่มันอยู่ในกรอบเดิมๆ จนสมองฝ่อไปหมดแล้ว" รินรดาตอบกลับด้วยรอยยิ้มมุมปาก น้ำเสียงกวนประสาทแต่แฝงความคมกริบชนิดที่คนฟังต้องมีสะดุ้ง
ภัคคินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาหรี่ลงเล็กน้อย เขาก้มตัวลงต่ำจนใบหน้าของเราห่างกันเพียงคืบ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มลอยแตะจมูก ท่ามกลางเสียงสายฝนที่กระหน่ำซัดสาดกระจกอาคารสูงระฟ้าจนมองไม่เห็นทัศนียภาพเบื้องล่าง
"ปากเก่งแบบนี้... ตอนที่โปรเจกต์นี้โดนตีตกเพราะไอเดียหลุดโลกของคุณ หวังว่าจะยังมีแรงมาเถียงผมแบบนี้นะครับ"
"ก็ลองดูสิคะ... เอ๊ย! ก็ลองดูสิครับ!" รินรดาเผลอหลุดเสียงสูงเมื่ออีกฝ่ายจงใจขยับเข้ามาใกล้จนเธอต้องเอนตัวหนีแผ่นอกกว้างที่กดดันเข้ามา "ถ้าฉัน... ถ้าผมทำให้บอร์ดบริหารอนุมัติแผนนี้ไม่ได้ คุณก็เตรียมตัวเลี้ยงกาแฟฉันไปตลอดปีได้เลย"
"มั่นใจเกินไปแล้วรินรดา" ภัคคินผละตัวออกไปช้าๆ แต่สายตายังคงจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ "แต่ผมชอบคนมั่นใจ... โดยเฉพาะคนที่มั่นใจแล้วทำได้จริง ไม่ใช่ดีแต่พูด"
บรรยากาศในห้องประชุมใหญ่ที่เงียบสงบกลับมาอึดอัดอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะงาน แต่เป็นเพราะระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ที่ดูเหมือนจะลดลงเรื่อยๆ ทีละนิด ตั้งแต่ฝนเริ่มตกหนักจนระบบขนส่งสาธารณะเป็นอัมพาต และทำให้พวกเขาต้องติดแหง็กอยู่ในออฟฟิศด้วยกันสองต่อสองตั้งแต่สามทุ่มจนตอนนี้ล่วงเลยมาเกือบเที่ยงคืนแล้ว
ภัคคินถอนหายใจยาว ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนออกอย่างลวกๆ เผยให้เห็นลำคอแกร่งและผิวเนื้อนวลที่ชวนให้คนมองเผลอละสายตาได้ยาก เขาดึงแฟ้มเอกสารอีกชุดมาวางตรงหน้า
"เลิกเถียงเรื่องดีไซน์กันชั่วคราว แล้วมาดูงบประมาณส่วนนี้... ถ้าคุณยังดึงดันจะใช้กระจกนิรภัยนำเข้าเกรดพรีเมียมตามใจคุณ งบการตลาดของผมจะเหลือศูนย์ทันที"
รินรดาขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น ความจริงจังเข้าปกคลุมบรรยากาศทันทีเมื่อเรื่องตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้อง สมองอันปราดเปรื่องของครีเอทีฟสาวเริ่มทำงาน เธอยื่นหน้าเข้าไปชี้จุดสำคัญในเอกสาร นิ้วเรียวแตะลงบนกระดาษใกล้กับมือของเขา
"คุณก็ฉลาดเกินไปนะภัคคิน ทำไมไม่มองว่ากระจกเกรดนี้มันช่วยลดต้นทุนค่าแอร์ระยะยาว แถมยังดึงดูดกลุ่มเป้าหมายระดับ A-List เข้ามาได้มากกว่าเดิม... นี่คุณคิดเลขไม่เป็น หรือแกล้งโง่เพื่อจะเถียงฉันกันแน่"
ภัคคินชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมมองตามปลายนิ้วที่แตะอยู่บนกระดาษ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตากับคนพูดที่กำลังเชิดหน้าท้าทายด้วยความภูมิใจในไอเดียของตัวเอง รอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นที่มุมปากของสถาปนิกหนุ่ม ผู้ชายปากร้ายที่ชอบทำตัวเย็นชาใส่เธอมาตลอด แท้จริงแล้วกลับซ่อนแววตาอ่อนโยนไว้อย่างมิดชิดในยามที่มองเธอทำงาน
"ปากคอเราะร้ายจริงนะ... เป็นผู้หญิงประเภทไหนกันเนี่ย ถึงได้ไม่เคยมีความเกรงใจผู้ชายที่เป็นหัวหน้าทีมเลยสักนิด" ภัคคินเอ่ยเสียงนุ่ม แตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
"ก็เป็นผู้หญิงประเภทที่ถ้าไม่สู้ ก็โดนคนปากร้ายแถวนี้กลืนกินจนไม่เหลือซากน่ะสิครับ" รินรดาตอบกลับทันควันโดยไม่ยอมหลบตา หัวใจในอกเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่งเมื่อเจอโหมดนิ่งๆ แต่ดาเมจพุ่งกระฉูดของอีกฝ่าย
"หึ..." ภัคคินหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่ทุ้มนุ่มจนน่าประหลาดใจ เขายื่นมือออกไปราวกับจะหยิบปากกาบนโต๊ะ แต่กลายเป็นว่านิ้วเรียวใหญ่ของเขาเอื้อมมาปัดปอยผมที่ตกลงมาบดบังใบหน้าของเธอออกให้อย่างแผ่วเบา
สัมผัสอุ่นจัดที่ข้างแก้มทำให้รินรดานิ่งค้าง ลมหายใจสะดุดกักค้างไว้ในลำคอ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ ภัคคินเองก็ดูเหมือนจะเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป มือหนาชะงักค้างกลางอากาศชั่วพริบตา ก่อนจะลดมือลงช้าๆ สายตาของเขาลึกซึ้งจนคนมองแทบละลาย
"ผมไม่ได้จะกลืนกินคุณหรอก..." เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบาท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงโปรยปราย "แต่ถ้ายังดื้อไม่ยอมพักผ่อน... ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองจะอดทนได้อีกนานแค่ไหน"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ รินรดารู้สึกเหมือนออกซิเจนในห้องประชุมนี้กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว เคมีบางอย่างที่พวกเขาทั้งคู่พยายามปฏิเสธมาตลอดเริ่มทำงานอย่างรุนแรงจนต้านทานไม่ไหว เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำพูดอะไรบางอย่างเพื่อทำลายความเงียบที่น่าใจเต้นนี้
**ก๊อกๆๆ!**
เสียงเคาะประตูกระจกห้องทำงานดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับการผลักบานประตูเปิดออกโดยไม่ทันให้ตั้งตัว ร่างของพนักงานรักษาความปลอดภัยกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"คุณภัคคินครับ! ท่อระบายน้ำชั้นใต้ดินของตึกหลักกำลังมีปัญหา น้ำทะลักเข้าห้องควบคุมระบบไฟแล้วครับ! ตอนนี้ทีมช่างติดอยู่ข้างล่างขึ้นมาไม่ได้เพราะลิฟต์ตัดระบบฉุกเฉิน!"
ภัคคินผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงในเสี้ยววินาที รังสีความเยือกเย็นและเด็ดขาดกลับมาแทนที่แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่อย่างรวดเร็วราวกับพลิฝ่ามือ เขากวาดสายตามองรินรดาก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม
"ล็อคประตูห้องนี้ไว้ อย่าเพิ่งออกไปไหนจนกว่าผมจะกลับมา..."
พูดจบ ภัคคินก็ก้าวฉับๆ เดินตามพนักงานออกไปจากห้องทันที ทิ้งให้รินรดานั่งนิ่งอยู่หน้ากองเอกสาร หัวใจเต้นระรัวด้วยความตกใจกับเหตุการณ์กะทันหัน แต่ในขณะเดียวกัน สายตากลับเหลือบไปเห็นสมุดบันทึกเล่มหนาของภัคคินที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะ
เธอยื่นมือไปหยิบมันขึ้นมาเพื่อจะเก็บให้เรียบร้อย แต่ทว่า... หน้ากระดาษที่เปิดค้างไว้กลับทำให้มือของเธอนิ่งค้างกลางอากาศ ภาพร่างลายเส้นดินสออย่างประณีตของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งเหม่อมองสายฝนริมหน้าต่าง... ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวเธอเอง พร้อมข้อความเขียนด้วยลายมือเข้มชัดที่มุมกระดาษว่า...
*"ดื้อเงียบ... แต่ทำให้ใจสั่นทุกที"*
รินรดาลมหายใจสะดุดกึก ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหันพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังรีบเร่งกลับมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องทำงานของเธออีกครั้ง—!
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับ "เมทริกซ์ซีโร่" นะครับ
เซฟโซนสุดกวนกับนายมาดนิ่ง•ตอนที่ 10
มื้อดึกที่ไม่ใช่ทางเลือก
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับนายมาดนิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!